2008/Jul/30

เครื่องปรับอากาศ

 

เครื่องปรับอากาศหรือแอร์ในห้องนอนของผมมีปัญหาใช้การไม่ได้มาประมาณสองสัปดาห์ ในช่วงเวลาดังกล่าว ผมต้องแก้ปัญหาด้วยการนำพัดลมมาเปิดจ่อข้างๆ เตียงนอนของตนเองยามดึกดื่น ขณะเดียวกัน ด้วยความที่ห้องนอนและห้องทำงานของผมสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้โดยมีประตูบานเลื่อนกั้นขวางอยู่ ผมจึงจัดการเปิดแอร์ของห้องทำงานในเวลาค่ำคืน แล้วเลื่อนประตูบานเลื่อนดังกล่าวให้เปิดออก ด้วยหวังว่าความเย็นจากแอร์ในห้องทำงานจะสามารถเดินทางไปถึงร่างกายของตนเองยามนอนแผ่หราอยู่บนเตียงในห้องนอนได้บ้าง (ซึ่งสุดท้ายแล้ว มันก็ไม่เป็นอย่างที่หวังไว้)

น่าสังเกตว่า เมื่อแอร์ในห้องนอนเสีย ดูเหมือนผมจะยิ่งใช้ไฟฟ้าอย่างสิ้นเปลืองมากยิ่งขึ้น เพราะจากที่เคยเปิดแอร์ในห้องนอน ก็เปลี่ยนไปเปิดแอร์ในห้องทำงาน แถมยังต้องมาเปิดพัดลมข้างเตียงนอนเพิ่มขึ้นมาอีก

แล้วเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พนักงานจากบริษัทขายเครื่องปรับอากาศแห่งหนึ่งก็มาติดตั้งแอร์เครื่องใหม่ในห้องนอนของผม หลังจากแอร์เครื่องเก่าที่ใช้งานมากว่าสิบปีอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมเกินเยียวยา

ห้องนอนของผมกลับมามีสภาพเย็นฉ่ำชื่นใจอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ผมต้องทนหลับนอนในสภาวะร้อนอบอ้าวมาร่วม 14 วัน

ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระหว่างที่แอร์ในห้องนอนเสีย ผมอาจต้องทนนอนท่ามกลางอากาศร้อนน่าอึดอัดก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เกิดขึ้นกับร่างกายของผมเลยในช่วงเวลาดังกล่าว ก็ได้แก่ อาการคัดจมูกข้างเดียวยามตื่นขึ้นมาตอนเช้า อันเป็นผลมาจากการเป็นโรคภูมิแพ้เช่นเดียวกันกับอีกหลายคนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่

หลังจากติดตั้งแอร์เครื่องใหม่ไปเมื่อวันเสาร์ ผมก็ตื่นขึ้นมารับแสงแดดยามเที่ยงของวันอาทิตย์ ด้วยอาการคัดจมูกข้างเดียวอีกครั้งหนึ่ง 

 

ติ่งเนื้อ

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพบติ่งเนื้อ (ตุ่มเนื้องอกเล็กๆ ที่มีก้านยื่นออกมาจากผิวหนัง) ผุดขึ้นมาใหม่ตรงคอของตนเอง

นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะผมก็มีติ่งเนื้อผุดขึ้นมาบนผิวหนังส่วนต่างๆ ของตนเองอยู่มากพอสมควร เช่น บริเวณรอบเปลือกตา รอบคอ กระทั่งใต้รักแร้ การเกิดขึ้นของติ่งเนื้อเหล่านี้น่าจะมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ เนื่องจากพ่อของผมก็มีติ่งเนื้อผุดขึ้นมาตามร่างกายเต็มไปหมด จนถึงขนาดต้องเคยไปผ่าตัดเอาบรรดาส่วนเกินของผิวหนังดังกล่าวออกมาแล้ว ด้วยความที่มันมีจำนวนมากเกินไป จนสร้างปัญหาให้แก่เขายามต้องตัดผมหรือโกนหนวด

สมัยเรียนมัธยมฯ ผมก็เคยไปพบแพทย์ เพื่อจะจัดการเอาติ่งเนื้อที่ผุดขึ้นมาตามใบหน้าของตนเองออกไปจากร่างกายเหมือนกัน หมอโรคผิวหนังที่ผมไปหา จัดการจี้น้ำยาเคมีบางอย่างลงไปบนติ่งเนื้อจุดต่างๆ บนใบหน้าของผม แล้วแจ้งว่า หลังจากนั้นติ่งเนื้อทั้งหลายจะค่อยๆ ฝ่อ และหลุดออกไปจากผิวหนังของเรา

เวลาผ่านไปหลายวัน ติ่งเนื้อบางจุดเริ่มฝ่อ แห้ง และค่อยๆ หลุดหายไป ตามที่หมอบอก แต่ติ่งเนื้ออีกหลายจุดก็แค่ฝ่อและมีสีคล้ำขึ้นเล็กน้อย ทว่าพวกมันกลับยังไม่ยอมลาจากร่างกายของผมไปง่ายๆ

เมื่อการณ์ดำเนินไปเช่นนั้น อีกทั้งต่อมา มีติ่งเนื้อใหม่ๆ ทยอยผุดขึ้นมาตามร่างกายของตนเองอยู่เรื่อยๆ ผมจึงตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกับพวกมันไป เพราะอย่างน้อย ติ่งเนื้อพวกนี้ก็คงไม่ถึงกับนำพาผมไปสู่ความตาย ดังโรคร้ายอีกมากมายหลายชนิดที่ดำรงอยู่บนโลกมนุษย์

แต่ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เป็นเพราะสาเหตุใด ตนเองถึงรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์กับติ่งเนื้อจุดใหม่ที่เกิดขึ้นบนร่างกายเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผมพยายามกด ลูบ คลำ คลึง และบดขยี้มันอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกัน ก็ส่องกระจกสำรวจดูส่วนเกินของร่างกายจุดนี้อยู่บ่อยครั้ง

สองถึงสามวันผ่านไป ผมเริ่มพบว่าติ่งเนื้อดังกล่าวเริ่มมีอาการฝ่อ แห้ง ดำคล้ำ ราวกับมันได้ถูกจี้โดยน้ำยาเคมีของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคผิวหนัง

และแล้ว ติ่งเนื้อที่เพิ่งผุดขึ้นใหม่ก็ค่อยๆ หลุดหายไปจากคอของผมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา 

 

หูฟัง

เมื่อคืนหูฟังเครื่องเล่นเอ็มพีสามแบบพกพาของผมเสีย (ผมไม่แน่ใจว่าควรจะเรียกเครื่องมืออิเล็กโทรนิคชิ้นนี้ว่าอะไรดี เพราะจริงๆ แล้ว สิ่งที่ถูกบรรจุอยู่ในมันไม่ใช่เพลงที่เป็นเอ็มพีสาม แต่เป็นเพลงจากซีดีลิขสิทธิ์ที่ถูกถ่ายโอนมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ของผม ก่อนจะถูกถ่ายโอนมายังสิ่งที่ผมเรียกว่า เครื่องเล่นเอ็มพีสามแบบพกพา อีกต่อหนึ่ง)

เนื่องจากอยู่ดีๆ ผมก็ไม่สามารถรับฟังเสียงดนตรีตลอดจนเสียงร้องใดๆ จากหูฟังข้างขวาได้ โชคยังดีที่ผมมีหูฟังสำรองไว้อีกอันหนึ่ง ผมซื้อมันมาด้วยราคาที่แพงพอสมควร ด้วยหวังจะนำมันไปใช้ในกิจกรรมบางอย่าง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเครื่องเล่นเอ็มพีสามแบบพกพาแต่อย่างใด ทว่าสุดท้ายแล้ว ผมก็ต้องนำหูฟังดังกล่าวมาใช้งานร่วมกับเครื่องเล่นเอ็มพีสามฯเข้าจนได้

แล้วผมก็เริ่มต้นฟังเพลงจากเครื่องเล่นเอ็มพีสามฯเครื่องเดิมผ่านหูฟังคู่ใหม่ ทันใดนั้น ผมพลันได้ยินเสียงแปลกประหลาดบางอย่าง  มันเป็นเสียงซ่า ๆ ๆ... ที่ดังขึ้นในลักษณะสั่นเทาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสียงแปลกประหลาดที่ว่าเดินทางเข้าสู่โสตประสาทของผมอย่างแจ่มชัดผ่านทางหูฟังข้างขวาอันใหม่ ขณะที่เครื่องเล่นเอ็มพีสามฯกำลังเล่นเพลงอคูสติกสองเพลงต่อเนื่องกัน

เพลงแรกคือเพลงของศิลปินจากเชียงใหม่ที่เดินทางเข้าสู่หูของผมตั้งแต่ปีพ.ศ. 2543 ส่วนเพลงที่สองเป็นเพลงรักของศิลปินในสังกัดแกรมมี่ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาในราวกลางทศวรรษ 2530

ที่น่าสนใจก็คือ ผมยังไม่เคยได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังกล่าวมาก่อนเลย เมื่อยามฟังเพลงทั้งสองในกรรมและวาระอื่นๆ ก่อนหน้านี้ หรือว่าหูฟังอันใหม่ของผมจะเริ่มประสบปัญหาในการทำงานตั้งแต่วันแรกที่ถูกใช้?

อย่างไรก็ตาม เมื่อผมลองตั้งสติให้ดี ก็พบว่าเสียงแปลกประหลาดนั้นคือเสียงของเครื่องเคาะจังหวะประเภทมาราคาที่ถูกใช้ในการบันทึกเสียงนั่นเอง เพียงแต่ผมไม่เคยได้ยินเสียงของมันอย่างชัดเจนขนาดนี้มาก่อนเลย ขณะรับฟังเพลงอคูสติกทั้งสองเพลงดังกล่าวผ่านเครื่องเสียงและหูฟังชิ้นอื่นๆ

หูฟังคู่ใหม่นำพาประสบการณ์ทางโสตสัมผัสรูปแบบใหม่มาสู่ผม มันเป็นประสบการณ์ที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันเป็นประสบการณ์ที่ผมยังไม่รู้สึกคุ้นเคย

จนบางครั้ง ผมถึงกับคิดว่าหูฟังอันใหม่นี้อาจมีคุณภาพที่ดีเกินไปก็เป็นได้

 

edit @ 30 Jul 2008 02:21:56 by คนมองหนัง

2008/May/30

เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะกำลังเคร่งเครียดกับหน้าที่การงาน ผมตัดสินใจไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าตามประสาคนชั้นกลางกทม.ทั่ว ๆ ไป

ครั้นเดินไปเดินมา อารมณ์เซ็ง ๆ ก็ยังคงอยู่ และพอพยายามจะหากิจกรรมทำ ก็ดูเหมือนสภาพแวดล้อมจะไม่เอื้อมากนัก เช่น อยากดูหนัง แต่ก็ไม่มีหนังที่อยากดูเข้าโรง หรือ อยากซื้อซีดีเพลงมาฟัง พอเดินเข้าร้านเทป ก็กลับไม่พบซีดีใหม่ ๆ น่าสนใจเท่าใดนัก

สุดท้ายก็แวะเข้าร้านหนังสือ

ในส่วนของหนังสือเล่มนั้นคงต้องขอพักไว้ก่อน เพราะแค่ที่ซื้อไปจากงานสัปดาห์หนังสือฯ ก็ยังอ่านได้ไม่หมดเลย ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจมองหานิตยสารอะไรสักเล่ม เพื่อจะได้ซื้อมาอ่านแก้เซ็ง

แล้วสายตาก็สอดส่ายไปพบกับนิตยสารในเครือสยาม สปอร์ตที่มีชื่อว่า "ซอคเกอร์ ฟีเวอร์ รายเดือน" แถมเหนือหัวนิตยสาร ยังมีคำโปรยภาษาอังกฤษด้วยว่า ALTERNATIVE FOOTBALL MAGAZINE

ซอคเกอร์ ฟีเวอร์เล่มที่ผมพบในครานั้น เป็นฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2551 (แสดงว่านิตยสารเล่มนี้ออกวางแผงค่อนข้างเร็ว) ซึ่งถือเป็นปีที่ 2 ฉบับที่ 21 ของนิตยสารเล่มนี้ ส่วนสีของหน้าปกก็ออกโทนสีเขียวตองอ่อนและมีรูปเฟอร์นันโด ตอร์เรสขึ้นปก

เมื่อดูจากโหงวเฮ้งแล้ว ผมคิดว่านิตยสารหน้าใหม่ที่เพิ่งออกมาได้ไม่นานเล่มนี้ คงจะพอมีอะไรให้ผมอ่านแก้เครียดได้บ้าง หรือถ้ามันจะไม่มีอะไรดีเลยจริง ๆ มันก็มีราคาแค่ 45 บาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการละลายเงินในกระเป๋าอย่างไม่สิ้นเปลืองเกินไปนัก

พอซื้อนิตยสารเล่มนี้เสร็จ ผมก็แกะห่อพลาสติกของมันออก แล้วลองเปิดนิตยสารอ่านดู และผมก็พบว่า สำหรับสังคมไทย นี่น่าจะเป็นนิตยสารฟุตบอลทางเลือกอย่างแท้จริง

เพราะเรื่องราวในนิตยสารเล่มนี้มีทั้งเรื่องราวของกลุ่มกองเชียร์ที่รวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นแต่กลับไม่มีทีมเชียร์ของตัวเองในสหรัฐอเมริกา, มีบทความของคุณศาธนันท์ ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ใหญ่คนหนึ่งในเครือสยามสปอร์ต ที่เขียนถึงทีมบริสตอล ซิตี้ และ ดาร์บี้ แต่พอลงท้ายบทความ แกกลับเล่าถึงประวัติความเป็นมาของคำว่า "ดาร์บี้ แมตช์" ที่เริ่มต้นมาจากการเป็นรายการแข่งม้าที่มีชือว่า "ดาร์บี้ สเตคส์" ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนวันแข่งม้ารายการดังกล่าวกลายเป็นวันอภิมหาฮอลิเดย์ของผู้คนในลอนดอน ต่อมาคำว่า "ดาร์บี้ เดย์" ก็ถูกขยายความหมายให้กว้างขึ้นเป็น วันที่ฝูงชนจำนวนมากออกไปชุมนุมในที่เดียวกัน ดังนั้น เมื่อทีมฟุตบอลในเมืองเดียวกันมาแข่งขันกันและส่งผลให้ฝูงชนในเมืองดังกล่าวต้องแห่แหนกันไปรวมตัวที่สนามฟุตบอลมากเป็นพิเศษ คำว่า "ดาร์บี้ แมตช์" จึงถูกนำมาใช้เรียกการแข่งขันฟุตบอลนัดดังกล่าวในที่สุด

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ นิตยสารเล่มนี้ยังมีคอลัมน์ "เพลงของพอล" ซึ่งเขียนโดย "พอล เฮง" อดีตคอลัมนิสต์ในมติชน อดีตกองบก.อะเดย์ วีคลี่ และปัจจุบันเป็นหัวหน้ากองบก.ของเวย์ โดยงานของพอล เฮง ก็จะพูดถึงประวัติความเป็นมาของคำว่า "ฮูลิแกน" และบทเพลงแห่งฮูลิแกนของแต่ละสโมสรฟุตบอลในอังกฤษ

นิตยสารฉบับนี้ทำสกู๊ปเกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลระดับชาติของประเทศที่ฟีฟ่าไม่ให้การรับรอง เพราะไม่ได้เป็นสมาชิกของสหประชาชาติ, และยังมีบทความในเชิงประวัติศาสตร์สังคมขนาดยาวที่มีชื่อว่า The Secret of GDR Football ซึ่งเขียนถึงเรื่องราวการเข้ามาแทรกแซงการแข่งขันฟุตบอลลีกในเยอรมันตะวันออก ของกระทรวงป้องกันประเทศ หรือ สตาซี่ ที่เป็นแหล่งรวมตำรวจลับ, รวมถึงบทความที่ว่าด้วยการเป็นคู่อริกันของทีมฟุตบอลอย่างเชสเตอร์ฟิลด์ และ แมนส์ฟิลด์ ทาวน์ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการสไตรก์ของคนงานเหมือนแร่ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 สมัยรัฐบาลแธตเชอร์

ทั้งหมดนี้คือรายชื่อของงานเขียนที่น่าสนใจในซอคเกอร์ ฟีเวอร์ ฉบับเดือนพฤษภาคม และงานเหล่านี้ก็ตรึงผมอยู่ได้เป็นชั่วโมงเลยทีเดียว ทั้งมันยังทำให้ผมมีความเพลิดเพลินใจในการอ่านเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเปิดดูรายชื่อทีมงาน ผมก็พบว่า บก.ของนิตยสารเล่มนี้คือ "สุรศักดิ์ มากทวี" ซึ่งถ้าเข้าใจไม่ผิดจะเป็นเจ้าของนามปากกา "ลิตเติ้ล โจ" (โดยก่อนหน้านี้ ผมก็ไม่ได้ชื่นชมแกมากนักทั้งในเรื่องของการเขียนบทความและการพากษ์ฟุตบอล) และมีทีมงานในกองบก.อีกเกือบยี่สิบคน

ผมค่อนข้างมั่นใจว่า บทความส่วนใหญ่ในนิตยสารเล่มนี้คงจะมีที่มาจากการแปลบทความต่างประเทศเข้ามา แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนัก เมื่อสิ่งที่คนอ่านจะได้ มันคือความรู้ใหม่ ๆ ที่เป็นมิติซึ่งแตกต่างออกไปเกี่ยวกับโลกแห่งฟุตบอล และเรื่องราวเหล่านั้นก็แทบจะไม่เคยปรากฏมาก่อนทั้งในสื่อสิ่งพิมพ์ทางด้านกีฬาและสื่อสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ตลอดจนผลงานวิชาการ ของสังคมไทย

นอกจากนี้ ผมคิดว่า การเกิดขึ้นของนิตยสารฉบับนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นอะไรบางอย่าง

ถ้าเปรียบเทียบกับวงการภาพยนตร์ในสังคมไทย แน่นอนว่า ปัจจุบัน การศึกษาภาพยนตร์ในแนวทาง "ภาพยนตร์ศึกษา" (Film Studies) ในเมืองไทยได้ลงหลักปักฐานอย่างชัดเจนแล้ว แม้จะยังมีตัวตนที่เล็กและค่อนข้างเลือนรางอยู่ก็ตามที เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การดำรงอยู่ได้ของการศึกษาภาพยนตร์ในแนวทาง "ภาพยนตร์ศึกษา" ก็ดำเนินไปเคียงคู่กับการสร้าง/เผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านภาพยนตร์ศึกษาในสื่อสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์กลุ่มหนึ่ง เช่น นิตยสารไบโอสโคป หนังสือในกลุ่มฟิล์มไวรัส และเว็บล็อกเกี่ยวกับภาพยนตร์ในสังคมไทยอีกจำนวนหนึ่ง (เช่น กลแสง)  

หันมาดูที่การพิจารณา/ศึกษาประเด็นเรื่องฟุตบอลหรือกีฬาในแง่สังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ (โดยพิจารณาเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ผมสังกัดอยู่อย่างธรรมศาสตร์) ซึ่งเราจะพบว่า มีหนังสือภาษาอังกฤษที่พูดถึงประเด็นเรื่องฟุตบอลและกีฬาในแง่สังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์อยู่ในห้องสมุดของธรรมศาสตร์มานานพอสมควรแล้ว และหนังสือเหล่านั้นก็เคยถูกหยิบยืมไปอ่านโดยนักวิชาการชื่อดัง ๆ หลายคนอยู่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่นักวิชาการเหล่านั้นก็ไม่ค่อยได้เขียนงานวิชาการทางด้านกีฬาออกมา

จนกระทั่งเมื่อหลายปีก่อน จึงมีวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโทของภาควิชาประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่ศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ฟุตบอลในสังคมไทย ตั้งแต่เป็นกีฬาของชนชั้นสูงที่นำเข้ามาโดยรัชกาลที่หก มาจนถึง การเป็นวัฒนธรรมบันเทิงซึ่งเป็นที่นิยมของมวลชนยุคปัจจุบัน หลังจากนั้น ก็มีวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโทวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่ศึกษาเรื่องวัฒนธรรมการชมฟุตบอลต่างประเทศ (โดยเฉพาะพรีเมียร์ลีก อังกฤษ) ของผู้คนในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ออกมาอีก 2-3 เล่ม ซึ่งก็ทำการศึกษาในประเด็นเหล่านี้อย่างจริงจังและน่าสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านการผลักดันดูแลของนักวิชาการที่จบการศึกษาทางด้านวัฒนธรรมศึกษามา อย่าง "สมสุข หินวิมาน"

การถือกำเนิดขึ้นมาของนิตยสารอย่าง "ซอคเกอร์ ฟีเวอร์" ก็คงช่วยให้วิธีการมองกีฬาฟุตบอลในสังคมไทยมีมิติวิชาการทางด้านสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์เพิ่มมากขึ้น (เช่น ด้านประวัติศาสตร์สังคม-วัฒนธรรม หรือ ด้านสังคมวิทยา-มานุษยวิทยา เป็นต้น) ผ่านการทำงานของสื่อมวลชนที่เป็นขาใหญ่ในแวดวงกีฬา

และผมมีความเชื่อลึก ๆ ขณะอ่านซอคเกอร์ ฟีเวอร์ ฉบับเดือนพฤษภาคม ว่า ระหว่างนิตยสารฉบับนี้ กับ หนังสือวิชาการทางด้านฟุตบอลทั้งหลาย ตลอดจนการศึกษาเรื่องฟุตบอลผ่านแง่มุมทางด้านสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ในโลกวิชาการไทย คงมีความสัมพันธ์ที่แยกกันไม่ออกสักเท่าไหร่

ในที่สุด ซอคเกอร์ ฟีเวอร์ ฉบับเดือนมิถุนายน ก็ออกวางจำหน่ายตั้งแต่ปลายเดือนนี้ (พฤษภาคม) เมื่อผมซื้อมาอ่าน ก็พบว่า เนื้อหาโดยรวมของฉบับล่าสุดเข้มข้นสู้ฉบับเดือนพฤษภาคมไม่ได้ (อาจเป็นเพราะในฉบับใหม่พยายามเน้นถึงฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่กำลังจะแข่งขันกัน) แต่มีอยู่คอลัมน์หนึ่งในนิตยสารฉบับเดือนมิถุนายนที่ช่วยยืนยันความเชื่อ/สมมุติฐานของผมได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ คอลัมน์ "ปทานุกรมลูกหนัง" ที่เขียนโดยผู้ใช้นามปากกาว่า Kim Kon-Dee ซึ่งได้นำเสนอความหมายของคำว่า "Anti-football" ที่หมายถึง การเล่นฟุตบอลที่มีแนวคิดการเล่นเกมรับแบบเบ็ดเสร็จจนทำลายศิลปะและความสวยงามในเกมลูกหนังไปในทีสุด ซึ่งคอลัมน์นี้ก็ได้ยกนิยามของคำว่า Anti-football ของคนในวงการลูกหนังมาอย่างมากมาย ที่น่าสนใจก็คือ คนเขียนได้เริ่มต้นว่า วลีดังกล่าวเป็นวลีอมตะที่เกิดขึ้นจาก "แกรี่ อาร์มสตรอง" และ "ริชาร์ด จูเลียน็อตติ" ซึ่งคนเขียนก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร แต่สำหรับคนที่หยิบจับหนังสือวิชาการเกี่ยวกับฟุตบอลในห้องสมุดธรรมศาสตร์ตลอดจนห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรมาบ้างแล้ว ก็จะรู้จักว่า สองคนนี้ คือ นักวิชาการทางด้านสังคมวิทยาของสหราชอาณาจักรที่ศึกษาประเด็นเรื่องฟุตบอลมาอย่างต่อเนื่องและหลากหลาย (ตั้งแต่เรื่องรูปแบบการเล่นดังกรณี Anti-football ไปจนถึงประเด็นเรื่องกองเชียร์)

ผมคงไม่กล้าที่จะระบุอย่างฟันธงไปว่า กองบก.ซอคเกอร์ ฟีเวอร์ จะต้องเคยอ่านหนังสือวิชาการทางด้านฟุตบอลที่มีอยู่ตามห้องสมุดมหาวิทยาลัย อย่างที่นักวิชาการและนักศึกษาทางด้านสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ที่สนใจประเด็นฟุตบอลต้องเคยอ่านผ่านตามาบ้าง (เพราะกองบก.อาจจะแปลบทความดังกล่าวมาจากบทความของสื่อมวลชนต่างประเทศก็ได้)

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนก็คือ ความหมายของ "กีฬาฟุตบอล" ในสังคมไทย ได้เริ่มถูกขยายขอบเขตให้กว้างขวางมากขึ้น ทั้งจากสื่อมวลชนทางด้านกีฬาเองและจากการศึกษาในมหาวิทยาลัย

นี่อาจบ่งชี้ให้เห็นถึงร่องรอยของความเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยยุคปัจจุบันที่นับวันจะมีความซับซ้อนหลากหลายมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

หรือแม้ถ้ามันจะไม่มีอะไรที่ลึกซึ้งซับซ้อนขนาดนั้นเลยก็ตามที การเกิดขึ้นของ "ซอคเกอร์ ฟีเวอร์" ก็อาจแสดงให้เห็นว่า สื่อสิ่งพิมพ์ทางด้านกีฬาที่มักถูกประเมินค่าว่าเป็นสื่อชั้นรองนั้น อาจไม่ได้มีเนื้อหาที่ล้าหลังไปกว่าสือสิ่งพิมพ์หัวสีหรือสื่อสิ่งพิมพ์คุณภาพทั้งหลายเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากบริบทของสังคมไทยในยุคปัจจุบัน

 

 

2008/May/04

บทกวีชิ้นล่าสุดของไม้หนึ่ง ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 2-8 พฤษภาคม 2551 กลับมามีความแหลมคมและความร้อนแรงอีกครั้งหนึ่งครับ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทสุดท้าย)

เชิญทัศนากันได้เลย

 

(ราษฎร์ประหาร)

 

มีหลายอย่างเน่าเหม็น

มองไม่เห็นในอากาศ

ช้ำหนองในความเป็นชาติ

ประวัติศาสตร์เลือดโสมม

 

ความตายเสรีชน!

กี่คน? เนื้อหมักหมม

เป็นปุ๋ยเลี้ยงเผด็จการนิยม

กระดูกคม เสาเข็มค้ำ บัลลังก์ใคร

 

......

 

หยุดปฏิกิริยาขวาจัดราชการ

คุมทุนใหญ่สามานย์อ้างอิงซ้าย

ประชาธิปไตยมีเพียง 1 ประชาธิปไตย

คืออำนาจอยู่ในมือประชาชน

 

หลายอย่างนั้นมีอยู่ 1 สุดเน่าเหม็น

สูงเด่นเร้นสร้างความสับสน

มหาเหลือบเคลือบชาติศาสน์จำนน

ยึด Prime time PR พลเมือง



คนมองหนัง
View full profile