2009/Aug/21

 

ขอแนะนำหนังสือออกใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นหนังสือวิชาการว่าด้วยภาพยนตร์ไทยที่สำคัญอีกเล่มหนึ่ง คือ "หลอน รัก สับสน ในหนังไทย: ภาพยนตร์ไทยในรอบสามทศวรรษ (พ.ศ.2520-2547) กรณีศึกษาตระกูลหนังผี หนังรัก และหนังยุคหลังสมัยใหม่" ผลงานของ "กำจร หลุยยะพงศ์" และ "สมสุข หินวิมาน" ครับ

สำหรับผู้ที่ติดตามอ่านงานวิชาการทางด้าน "ภาพยนตร์ไทยศึกษา" ตามวารสารวิชาการต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง คงจะเคยผ่านตาบทความที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย

โดยหนังสือจะมีเนื้อหาทั้งหมด 4 บท ได้แก่ บทที่หนึ่ง  ภาพยนตร์ไทยในรอบสามทศวรรษ (พ.ศ.2520-2547): กรณีศึกษาตระกูลหนังผี หนังรัก และหนังยุคหลังสมัยใหม่ บทที่สอง ตระกูลหนังผี: ความลึกล้ำของสุนทรียะและโลกทัศน์ในหนังผีไทย บทที่สาม ตระกูลหนังรัก: ถอดรหัสรัก (ที่ไม่ลับ) ของภาพยนตร์รักไทย บทที่สี่ ตระกูลหนังยุคหลังสมัยใหม่: การเลี้ยวหักศอกของหนังไทย และบทที่ห้า บทสรุปแห่งความต่อเนื่องและความเปลี่ยนแปลงของภาพยนตร์ไทยในรอบสามทศวรรษ

 หนังสือได้รับการจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ศยาม จัดจำหน่ายโดยสายส่งศึกษิต เคล็ดไทย ครับ

2009/Jul/03

ขอประเดิมด้วยบทกวีอันคมคายของ "เทอด ประชาทิพย์" อีกเช่นเคยครับ บทกวีชิ้นนี้ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 3-9 กรกฎาคม 2552 

นายพจน์ พหลโยธิน

คือเชษฐบุรุษยุทธนา

เปลี่ยนประเทศของประชาเปิดฟ้าใหม่

คือขุนศึกสู้เพื่อประชาชัย

รบสร้างยุคสมัยประชาชน

คือพี่ผู้ชายกายใจแกร่ง

นำไฟแรงลุกไหม้เมฆมัวหม่น

โถมชีวิตอุทิศทั้งตัวตน

เป็นชาติเสือแห่งพหลโยธิน

คือชาติเสือที่ไว้ลายชายไว้ชื่อ

ดิบซื่อ ถือสัตย์ ไร้ทรัพย์สิน

สุ่มเสี่ยงหัวหลุดเลือดโลมดิน

แลกปีติยินดีราษฎร

คือคนอ่านคำประกาศอันโอหัง!

ปักหมุดลงเต็มกำลังตัดสิงขร

บังคับสิ่งล้าหลังล้มลงนอน

โรยรินลมอ่อน ๆ จะขาดใจ...

แต่อสูรอันไม่ได้ถูกสังหาร

วันคืนผ่านพลันพลิกฟื้นขึ้นมาใหม่

แล้วแข็งแกร่งเกาะกุมคุมกลไก

สานเครือข่ายครอบคลุมทุกครัวเรือน

ตัดต่อพันธุกรรมไทยให้ใจทาส

หลงโง่เรียนประวัติศาสตร์อย่างคลาดเคลื่อน

จิตนิยมจมความดีที่ฟั่นเฟือน

บุญกุศลโสโครกเปื้อนเลือดน้ำตา

คิดถึง พจน์ พหลโยธิน

คล้ายยังยินเสียงคำประกาศกล้า

ก้องกังวาน 24 มิถุนา

คือวันชาติ คือวันแห่งประชาชัย!

 

แล้วก็ขอต่อด้วยบทกวีน่าสนใจจากมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 10-16 กรกฎาคม 2552 อีกสองชิ้นครับ ชิ้นแรกเป็นของวรพจน์ พันธุ์พงศ์ ส่วนชิ้นที่สองเป็นของเทอด ประชาทิพย์ เจ้าเก่า

บัวบานในนคร

บัวหนึ่งบานรับแสงแห่งอรุณ

แรกรุ่นกลางสระประชาทิพย์

เคี่ยวกรำจากความถ่อยเถื่อนดิบ

กรวดทรายกะพริบพราวเป็นพลอยงาม

ดอกเดียว เม็ดเดียว คนเดียว

เด็ดเดี่ยวท้าทายการหยันหยาม

ผ่านคืนเสียงปืนคำราม

ผ่านวันแห่งคำถามที่ซ้ำวน

สง่า สะอาด สงบ

รบด้วยหลักสัจจะและเหตุผล

เปลือยเล่ห์หมอผีนักเล่นกล

ปลอบโยนคนยากรากหญ้า--สู้

เวิ้งว้างธารธาราน่าหวั่นหวาด

คลื่นลมแรงซัดสาดไม้ล้มลู่

บัวหนึ่งนั้นยังมั่นคงเชิดช่อชู

ฟ้าดินรู้มวลชนรักพิทักษ์เทอด

โบราณบอกดอกบัวมีสี่เหล่า

บ้างโดนปลาปูเต่ากินก่อนเกิด

แต่ดอกหนึ่งผลิบานแล้วแพร้วเพริศ

ดวงตาเปิดโลกเปลี่ยนคนเรียนเร็ว

 

ทุนธรรม

ขบวนการเศรษฐกิจ

เคลื่อนชีวิตคนก้าวหน้า

ไม่ใช่ปลูกแต่ผักหญ้า

ต้องทำมาแล้วค้าขาย

แนวรบทางการเมือง

จะไม่อาจชนะได้

หากขาดซึ่งปัจจัย

ท่อน้ำเลี้ยงเสบียงทุน

กงล้อประวัติศาสตร์

ใช้หยดเหงื่อหยาดเลือดหมุน

ไม่ได้กลิ้งด้วยบาปบุญ

คุณธรรมที่จอมปลอม

ห้องโถงพิมานทอง

พัฒนาจากกระท่อม

มวลชนที่สุกงอม

พร้อมก่อเกิดทุกสิ่งอัน

มือตีนธรรมดา

หยาบด้านหนามารังสรรค์

วิสสุกรรมเทวัญ

ไม่ได้เนรมิตเมือง

ราษฎรตาดำ ๆ

ลงกำลังอย่างต่อเนื่อง

คือสายพานสู่รุ่งเรือง

คือเครื่องจักรสร้างเมืองทอง

ธรรมชาติของชีวิต

โตตามแสงอาทิตย์ส่อง

โลกวิวัฒน์โดยครรลอง

ต้องเพิ่มพูนทุนประชา

edit @ 10 Jul 2009 00:04:16 by คนมองหนัง

edit @ 10 Jul 2009 00:04:50 by คนมองหนัง

2009/Jun/24

ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑



ราษฎรทั้งหลาย

เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างและการซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากินซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้


การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใดๆ ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว


รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าหลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป


ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำนาไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่พวกเจ้ากวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมืองให้คนมีงานทำ จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย


เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุกๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า


๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง


๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก


๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก


๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)


๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น


๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร


ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบและตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า



คณะราษฎร

๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕



คนมองหนัง
View full profile