2011/Dec/18

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม ผมมีนัด “เดินทางไกล”

เป็นการเดินเท้าจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปยังสี่แยกราชประสงค์

กลุ่มคนผู้มารวมตัวกันเดินทางไกลในครั้งนี้ ต้องการจะบอกใครต่อใครว่า

“เราอย่ากลัวที่จะพูด”

อย่ากลัวที่จะวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงหลักการอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่แอบซุบซิบนินทาตัวบุคคลอยู่ลับหลัง

เพราะมีเพียงวิถีปฏิบัติประการแรกเท่านั้นที่จะประคับประคองสังคมไทยให้ข้ามผ่านความเปลี่ยนแปลงไปได้โดยมั่นคง มิใช่วิถีปฏิบัติประการหลัง

แต่ผมก็ยัง “กลัว”

จึงเลือกสวมเสื้อต่างสีจาก “นักเดินทาง” เหล่านั้น

พวกเขาเดินบนถนน ผมก็เว้นระยะห่างมาเดินบนฟุตบาธ

ขณะที่กล้องถ่ายรูปซึ่งพกพาติดตัว ก็ย่อมเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ผมเป็นแค่ “ผู้สังเกตการณ์” มิได้เป็นผู้มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด

 

ระหว่างทาง ผมเจอเพื่อนๆ และคนรู้จักจำนวนไม่น้อย

บางคนก็เป็นเพื่อนเรียนกันมาตั้งแต่ช่วงมหาวิทยาลัย

บางคนเพิ่งมารู้จักและตระหนักว่าเรามีมุมมองทางสังคมการเมืองคล้ายคลึงกัน ในช่วง 4-5 ปีหลัง

บางคนไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน ได้เพียงติดตามอ่านงานเขียน รวมทั้งคลิก “ไลค์” ข้อความซึ่งกันและกัน ทางโลกออนไลน์ หรืออย่างมากก็ส่งหนังสือให้กันทางไปรษณีย์แค่นั้น

 

เพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นนักข่าวจากเว็บไซต์สื่อทางเลือก เดินมาทักทายว่า ได้ฟังคำปราศรัยของ “ปัญญาชนอาวุโส” ขณะกำลังตั้งขบวนกันตรงอนุสาวรีย์ชัยฯ ไหม?

ผมตอบไปว่า “ไม่ได้ฟัง”

เขาจึงเกริ่นให้ฟังด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ ว่า อาจารย์แกโยงว่า “คดีนี้” เป็นแผนการชั่วร้ายซ่อนเงื่อนของทักษิณอีกแล้ว

อีกสิบกว่าชั่วโมงต่อมา ผมจึงมีโอกาสได้ดูคลิปปราศรัยดังกล่าว พร้อมอ่านคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ทฤษฎีสมคบคิด” ที่ปัญญาชนผู้นั้นเสนอ จากสถานะทางเฟซบุ๊กของเพื่อนคนหนึ่ง

หลายคนอาจรู้สึกว่าทฤษฎีสมคบคิดเช่นนั้นช่างเหลวไหล

ส่วนตัวผม แม้จะเชื่อว่ามันมีความเป็นไปได้น้อยมาก ทว่าความคิดทำนองนี้ก็ช่วยย้ำเตือนให้เราไม่หลงลืมว่า

การต่อสู้ทางการเมืองซึ่งขับเคลื่อนโดยฝ่าย “ประชาชน” นั้น มีสถานะเป็น “กระบวนการ” ที่ดำเนินไปอย่างไม่เคยสิ้นสุดหยุดยั้ง ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลหรือผู้ถือครองอำนาจรัฐก็ตาม

 

ผมใช้เวลาเดินคุยกับเพื่อนเรียนสมัยมหาวิทยาลัยคนหนึ่งอยู่ร่วม 10 นาที

เราตั้งคำถามกันว่า “สาร” ของ “นักเดินทาง” กลุ่มนี้ จะ “สื่อ” ไปถึงประชาชนข้างทางได้มากน้อยแค่ไหน?

เธอจึงเริ่มตั้งคำถามกับผู้คนที่เดินผ่านสัญจรไปมาตามทางเท้าว่า พวกเขารู้จักบุคคลผู้เป็น “สัญลักษณ์” ของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ตลอดจนชะตากรรมของบุคคลผู้นั้นหรือไม่?

น่าแปลกใจที่คนหนุ่มสาว มีบุคลิกการแต่งกายดี ดูท่าทางมีการศึกษาหลายต่อหลายราย ให้คำตอบกลับมาอย่างสั้นกระชับพร้อมแสดงสีหน้างุนงงสงสัยว่า “ไม่รู้จัก”

แต่ผู้ที่แอบแบฝ่ามือ (อันปราศจากข้อความตัวอักษรใดๆ ในเชิงรูปธรรม) และส่งเสียงเชียร์อยู่เบาๆ กลับกลายเป็นคนอย่าง “คุณป้าขายก๋วยเตี๋ยวรถเข็น” ซึ่งเอ่ยปากถามเราว่า นี่เค้ามาเคลื่อนไหวกันเรื่องของ “คนนั้น” ใช่ไหม?

ก่อนจะบอกอีกว่า “กลับบ้านไปตอนดึก ป้าก็ดูทีวีเจอข่าวเรื่องนี้” (เราไม่ได้ซักต่อว่า แกดูข่าวจากฟรีทีวี หรือ ทีวีดาวเทียม?) 

“แล้วก็เห็นจากเว็บไซต์ เดี๋ยวนี้ มีเว็บไซต์บางสำนักที่รายงานข่าวเรื่องพวกนี้นะ” คุณป้าขายก๋วยเตี๋ยวอธิบายให้เราฟัง

 

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า “ผู้ที่ไม่รู้” ในวันนี้ จะกลายเป็น “ผู้ไม่รู้” ตลอดไป

ผมยังเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า “เมล็ดพันธุ์แห่งความไม่กลัว” ที่บรรดา “นักเดินทาง” หว่านลงไป มันคงจะผลิดอกออกผลขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย

รูปถ่ายชุดหนึ่งที่ผมจับภาพได้ขณะกำลังเดินเท้า และรู้สึกชอบมันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกลับมาดูผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์

ก็คือ ภาพ “นักเดินทางสาว” บางคน นำใบปลิวแผ่นพับที่ชี้แจงเหตุผลของการเคลื่อนไหวและปัญหาของกฎหมายบางมาตรา ไปแจกจ่ายให้แก่น้องๆ วัยไม่เกินมัธยมต้น

ผมไม่แน่ใจว่า เด็กน้อยเหล่านั้นจะ “ใส่ใจ” กับแผ่นพับดังกล่าวมากน้อยแค่ไหน?

เขาอาจขยำแล้วทิ้งมันลงบนท้องถนนในอีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นก็เป็นได้

แต่บางคนก็อาจเก็บแผ่นกระดาษบางๆ ซึ่งตนได้รับกลับไปนอนอ่านที่บ้าน

ผมหวนนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง “Hidden” ของคนทำหนังชาวออสเตรีย “ไมเคิล ฮาเนเก้” ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของปัญญาชนกระฎุมพีผิวขาวชาวฝรั่งเศส ผู้ถูกหลอกหลอนโดยความทรงจำครั้งอดีต ที่เขาเคย “กระทำความผิด” ต่อชาวแอลจีเรียพลัดถิ่นรายหนึ่ง

คนฝรั่งเศสรายนั้นตามหา “เพื่อนแค้น” พลเมืองชั้นสองจนเจอ และนำไปสู่เหตุการณ์ “สะเทือนขวัญสั่นอารมณ์ถึงขีดสุด” ในหนัง

ที่น่าสนใจก็คือในตอนจบ ฮาเนเก้ฉายภาพให้คนดูมองเห็นจากระยะไกลว่า ลูกชายของชาวฝรั่งเศสกับลูกชายของชาวแอลจีเรีย คล้ายจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันฉันมิตร

ทำให้พอจะอนุมานได้ว่า หนึ่งในผู้ที่ร่วมก่อเรื่องเขย่าขวัญจนคุกคามเข้าไปสู่พรมแดนความทรงจำของชายชาวฝรั่งเศส ก็อาจเป็นลูกชายวัย 10 กว่าขวบของเขานั่นเอง

 

ตั้งแต่อนุสาวรีย์ชัยฯ ถึงป้ายสี่แยกราชประสงค์หน้าห้างสรรพสินค้าเกษรพลาซ่า คนที่ถูกผมจับภาพไว้มากที่สุด ก็คือ “กวีซีไรต์”

สองเท้าของเขาก้าวเดินไป ในขณะที่สองมือกำลังถือ “กรอบรูป” อันกลวงว่างเปล่าเปลือย

มันเป็นกรอบรูปที่มีเพียงเค้าโครงของ “กรอบไม้”

มันเป็นกรอบรูปที่ไม่มี “รูปภาพ” ใดๆ ปรากฏอยู่ภายใน

มันเป็นกรอบรูปที่ชวนให้นึกถึง “กรอบไม้สักทองอันเป็นที่สักการะ” ใน “เพียงแต่ยังไม่ได้ทาสี” บทกวีชิ้นสำคัญของเขา

ในคืนต่อมา ผมมีโอกาสได้อ่านบทกวีชิ้นใหม่ชื่อ “ความรักที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้มาจากเสาอากาศทีวี” ของเขา ผ่านทางเว็บไซต์ประชาไท

ดูเหมือนภาพบางภาพจะเริ่มปรากฏอย่างแจ่มชัดมากขึ้นในกรอบรูปว่างเปล่ากรอบนั้น

 

เมื่อถึงที่หมาย เหล่า “นักเดินทาง” พร้อมใจกันตะโกนถ้อยคำเรียกร้องให้ปล่อย “นักโทษการเมือง” วัย 61 ปีผู้หนึ่ง ซ้ำกัน 5 ครั้ง

หลังบันทึกภาพเสร็จ ผมปลีกตัวจากมาอย่างเงียบๆ

แวะเข้าห้างสรรพสินค้าหาเครื่องดื่มแก้กระหาย แล้วพยายามนึกออกแบบในใจว่า เราจะถ่ายทอดเหตุการณ์ในวันนี้ออกมาอย่างไร ให้ปลอดภัยต่อตัวเองและหนังสือที่ตีพิมพ์งานเขียนของเรามากที่สุด

ราวหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ผมเดินกลับมายังสะพานลอยเหนือสี่แยกราชประสงค์

เป็นสี่แยกราชประสงค์ที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาประจำการมากกว่าปกติ

เป็นสี่แยกราชประสงค์ในวันเสาร์ที่รถราว่างเปล่าจนผิดปกติ

ผมจับสัญญาณบางอย่างได้

“บรรยากาศแห่งความกลัว” เริ่มคลี่คลุมรอบกายผมอีกครั้ง

 

(ตีพิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 16-22 ธันวาคม 2554)

2011/Nov/14

เพจแรกเป็นสถานีวิทยุเพลงไทยยุค 80-90 ชื่อ "Cassette Radio" เข้าไปคลิกไลค์ได้ตามลิงก์นี้ครับ http://www.facebook.com/#!/pages/Cassette-Radio/238543612867792


เพจต่อมาชื่อ "สราญสโมสร" เน้นภาพถ่ายและเรื่องราวกิน-เที่ยวออกสไตล์ "สลิ่ม สลิ่ม" หน่อยครับ ใครสนใจเข้าไปเจอกันได้ที่ http://www.facebook.com/#!/pages/%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A3/104134509702036


หวังว่าจะได้เจอกันในเฟซบุ๊กนะครับ

2011/Oct/06

 

1.

"นักหนังสือพิมพ์กับหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือสารคดีเป็นเรื่องเป็นราวจนถึงการเขียนนิยายจึงเป็นของคู่กัน จาก กุหลาบ สายประดิษฐ์ มาสู่ มาลัย ชูพินิจ ไปจนถึง Tom Wolfe กับนิยายอันโด่งดังอย่าง The Bonfire of the Vanities ไล่มาถึง Bob Woodward ผู้ร่วมกับ Carl Bernstein กับการขุดคุ้ยภายใต้การให้ข่าวของ "Deep Throat" จนนำไปสู่การจบชีวิตทางการเมืองของประธานาธิบดี Richard Nixon กับคดี Watergate เรื่องราวของคดีประวัติศาสตร์ของการเมืองสหรัฐก็ทำให้เห็น "ความเป็นการเมืองในการต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจ" เกิดขึ้นในทุกที่ทุกประเทศ จนทำให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศพิเศษอะไร เช่น รัฐบาลสหรัฐต้องการให้ FBI ชะลอการสอบสวนเพื่อประโยชน์กับรัฐบาล เป็นต้น

"ผลงานของ Woodward มีอยู่มากมาย แต่ละเล่มก็มักจะประสบความสำเร็จขายดิบขายดี ถึงแม้ว่าจะมีคนโจมตีว่ารายละเอียดและข้อมูลไม่ถูกต้องก็ตามที แต่ความยิ่งใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับกาลเวลา เพราะในช่วงรัฐบาล George W. Bush Jr. เขาถูกโจมตีว่าเขาได้ขายวิญญาณ เพราะเขาเองอาจจะถูกหลอกจากสายข่าวของเขาโดยไม่ได้ตั้งข้อสงสัยกับข้อมูลเลย เช่น เขายืนยันเรื่อง Weapon of Mass Destruction ในอิรักว่ามีจริงๆ (หรือเขาไม่ถูกหลอก เพราะจริงๆ แล้ว เขาประสงค์จะให้เป็นเช่นนี้ เนื่องจากเห็นด้วยกับรัฐบาลและเชื่อแบบนั้นจริงๆ?) ถ้าจะกล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ เขาให้การสนับสนุนการบุกอิรักของรัฐบาลสหรัฐ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? ฤๅว่านี่เป็นเส้นทางของนักหนังสือพิมพ์? ฤๅว่านี่เป็นอุดมการณ์ทางการเมือง? หรือว่านี่เป็นไปตามการก่อตัวและเปลี่ยนแปลงของความคิดอะไรบางอย่างที่ฝังอยู่ในสมอง?"

(ธเนศ วงศ์ยานนาวา, คำนิยม "การเขียนชีวประวัติ นักการเมืองและนักข่าว", ในหนังสือ "สุภาพบุรุษไหร่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" โดย ฟ้ารุ่ง ศรีขาว)

 

2.

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองนับตั้งแต่ปลายยุครัฐบาลทักษิณ หรือ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา

"นักข่าว" คืออาชีพหนึ่งในสังคมที่ถูกตั้งคำถามถึงอย่างหนักหน่วง

คำถามว่าด้วย "ความเป็นกลาง" ของนักข่าว อาจเป็นอะไรที่เชยไปแล้ว

แต่ถ้าถูกจี้ถามว่าตัวนักข่าวเองเลือกข้างไหน? คำตอบที่ได้ (หรือไม่ได้) ก็คงเกิดขึ้นมาพร้อมกับความยากลำบากใจ

จะอยู่กับอำนาจจารีต, อำมาตย์ หรือเชียร์รัฐประหาร มันก็ไม่เป็นประชาธิปไตย

ครั้นจะเลือกอยู่ข้างประชาชนส่วนใหญ่ ก็ดันสะดุดกึกกับความคิดที่ว่า แต่บางทีเสียงข้างมากก็ใช่จะหมายถึง "ความถูกต้องดีงาม" นะ พวกเขาอาจเห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ถูกซื้อ ถูกครอบงำ เพราะโง่เขลาเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร

อันเนื่องมาจากคนเพียงคนเดียว ("ผี" เพียงตนเดียว) ที่ชื่อ "ทักษิณ ชินวัตร"

 

3.

ผมรู้จักกับ "ฟ้ารุ่ง ศรีขาว" หรือ "พี่ปุ้ย" ตั้งแต่เมื่อครั้งเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เราเจอกันครั้งแรกในชั้นเรียนวิชา "สัมมนานวนิยายกับการเมือง" ซึ่ง อ.ธเนศ วงศ์ยานนาวา เปิดสอนโดยใช้สื่อภาพยนตร์เป็นวัตถุในการศึกษา แทนที่จะเป็นหนังสือนวนิยายตามที่หลักสูตรระบุไว้

ผมเป็นเด็กคณะรัฐศาสตร์ ส่วนพี่ปุ้ยเป็นรุ่นพี่อยู่ที่คณะนิติศาสตร์ ซึ่งดูมีท่าทีไม่ค่อยชอบเรียนกฎหมายสักเท่าใดนัก

หลังเจอกันในชั้นเรียนวิชาดังกล่าว ผมก็กลายเป็นขาประจำที่มานั่งเรียนในวิชาของ อ.ธเนศ แบบลงทะเบียนบ้าง ไม่ลงบ้าง รู้เรื่องบ้างนิดหน่อย ไม่รู้เรื่องก็เยอะ แต่ถนัดที่จะจำมุขสไตล์นักวิชาการจิ๊กโก๋ร็อกแอนด์โรลล์ของอาจารย์มาใช้เล่นต่อมากกว่า

ส่วนพี่ปุ้ยก็กลายเป็น "อัครมหาสาวก" ระดับผู้ช่วยของ อ.ธเนศ

พอมาอยู่แถวๆ คณะรัฐศาสตร์นานเข้า พี่ปุ้ยก็ตัดสินใจเด็ดขาดย้ายมาเป็นชาว "สิงห์แดง" แบบเต็มตัว (ถ้าเล่นมุขแบบ อ.ธเนศ ซึ่งจบปริญญาตรีจากรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็คงจะเล่นได้ทำนองว่า "กูไม่รู้จักหรอกสิงห์ดำ สิงห์แดง กูรู้จักแต่สิงห์เหี้ย") โดยมีผมและเพื่อนอีกคนชื่อ "ไอ้อรรถ" ที่ปัจจุบันไปสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นครศรีธรรมราช เป็นสองกุนซือสำคัญ ผู้ช่วยวางแผนการเรียนให้

เรื่องย้ายสังกัดไม่มีปัญหาอะไร และพี่ปุ้ยก็กลายมาเป็นรุ่นน้องของผมสมใจแก ด้วยข้อแม้สำคัญประการหนึ่งว่า พี่ปุ้ยจะเรียนจบตามกำหนดเวลาสูงสุด 7 ปีพอดี หากลงทะเบียนให้มากรายวิชาที่สุดเท่าที่จะสามารถลงได้ในแต่ละภาคการศึกษาที่เหลืออยู่ โดยต้อง "ไม่ตก" "ไม่ถอน" เลยแม้แต่วิชาเดียว

ผมกับไอ้อรรถได้แต่ลุ้นอยู่ในใจว่า พี่ปุ้ยจะไม่ออกอาการ "ติสต์แตก" หรือทำตัวเป็น "เด็กแนว" ขึ้นมา ในช่วงชีวิตการเป็นนักศึกษาที่เหลืออีกไม่มาก

มิฉะนั้น สองกุนซือรายสำคัญอย่างเราคงรู้สึก "บาป" แย่ ถ้าแกเรียนไม่จบขึ้นมาจริงๆ

แต่พี่ปุ้ยก็ไม่ทำให้พวกเราผิดหวัง เพราะสามารถเรียนจบตามเดตไลน์ได้พอดีเป๊ะ

ในช่วงเวลาท้ายๆ ที่ขลุกอยู่ในห้องทำงานของ อ.ธเนศ บนชั้นดาดฟ้าของคณะรัฐศาสตร์ พี่ปุ้ยเคยเล่าให้ฟังว่า อาจารย์เพิ่งกลับมาจากอังกฤษ และซื้อ "เป้" มาฝากแก 1 ใบ พร้อมโฆษณาสรรพคุณว่าเป้ยี่ห้อนี้กำลังฮิตมากที่นั่น

อย่างไรก็ตาม พี่ปุ้ยตีความแบบขำๆ ไปอีกแง่มุมหนึ่งว่า อาจารย์คงต้องการสื่อกับแกว่า "เมื่อเรียนจบแล้ว ก็ควรจะเก็บข้าวของ และออกเดินทางไปใช้ชีวิตนอกมหา'ลัยได้แล้ว" ต่างหาก

พี่ปุ้ยไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิหนังไทยอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะมาเป็นนักข่าวของไทยโพสต์และประชาชาติธุรกิจ ในช่วงเวลาคู่ขนานไปกับเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พอดี

รัฐประหารครั้งนั้นและผลต่อเนื่องของมันทำให้อาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์เสียผู้เสียคนไปก็เยอะ ขณะที่ในคณะนิติศาสตร์ ต้นสังกัดเก่าของพี่ปุ้ย กลับเกิดการรวมตัวกันของนักวิชาการในนาม "คณะนิติราษฎร์" ขึ้นมา

 

4.

เมืองไทยยังต้องการ "นักข่าว" ผู้เชี่ยวชาญในการผลิต "ข่าวเจาะ" หรือ "ข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน" อยู่ไหม?

มองจากมุมของคนอ่าน คำถามนี้อาจไม่สำคัญเท่ากับคำถามที่ว่า ปัญหาคือคุณจะ "เจาะ" อะไร ด้วยวิธีการแบบไหนมากกว่า?

ถ้าจะ "เจาะ" ทรัพย์สินนักการเมือง แล้วคุณสามารถ "เจาะ" ทรัพย์สินของชนชั้นนำอื่นๆ และสถาบันทางสังคม-เศรษฐกิจอื่นๆ ได้ด้วยไหม? เพื่อสืบสวนสอบสวนให้เห็นถึง "ระบบ/โครงสร้าง" อันป่วยไข้ของสังคมไทยอย่างถึงรากถึงโคน

คุณจะ "เจาะ" ข่าวด้วยวิธีการแบบอื่นๆ ได้ไหม? นอกจากการเล่นกับข้อมูลตัวเลข หรือข้อมูลเอกสารทางราชการเท่านั้น

จากยุค "เหลือง-แดง" ที่ค่อยๆ คลี่คลายให้เราตระหนักว่า แท้จริงแล้ว นี่เป็น "การเมืองในยุคเปลี่ยนผ่าน" ซึ่งมีตัวแสดงสาธารณะรายใหม่ๆ กลุ่มใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอย่างมากมาย

"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ก็เป็นหนึ่งในตัวแสดงเหล่านั้น

คำถาม คือ นักข่าวจะ "เจาะ" อะไรได้บ้างจากตัวณัฐวุฒิ?

ถ้า "เจาะ" ว่าเจ้าตัวมีทรัพย์สินเท่าไหร่ คาดว่ารับเงินทักษิณมากี่มากน้อย จะสามารถอธิบายการเมืองไทยในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมาได้ดีแค่ไหน?

ในทางกลับกัน ฟ้ารุ่งกำลังทำหน้าที่ "เจาะข่าว" อีกแบบหนึ่ง นั่นคือ การสืบสวนสอบสวนให้เห็นถึงหลักการ วิธีคิด วิถีชีวิต ของแกนนำ นปช. คนสำคัญ ซึ่งปัจจุบัน ควบสถานะเป็น ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย ผ่านการสัมภาษณ์ พูดคุย แม้ในช่วงหนึ่ง จะต้องมีกรงขังมากั้นกลางก็ตาม

หนังสือ "สุภาพบุรุษไพร่ฯ" ของฟ้ารุ่ง อาจไม่ได้มีคุณภาพในระดับ "ดีมาก" หรือมีเนื้อหารุนแรงระดับ "ถึงรากถึงโคน" ชนิดอ่านไป "ฟิน" ไป แต่ผู้เขียนก็พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำความเข้าใจในตัว "มนุษย์" คนหนึ่ง ผู้มีส่วนขับเคลื่อนสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย

สังคมการเมืองไทยที่จะแห้งแล้งปราศจาก "ชีวิต" อย่างสิ้นเชิง หากไร้ซึ่ง "มนุษย์" ที่มีชีวิตจิตใจ มีอารมณ์ความรู้สึก มีดีมีเลว มีกิเลส ตัณหา และราคะ

สิ่งที่ฟ้ารุ่งทำอาจถือเป็น "ภาระหน้าที่" อีกประการหนึ่งของนักข่าวไทย

ซึ่งหลายๆ คนยังมี Bob Woodward และ Carl Bernstein เป็นไอดอลประจำใจอยู่

 

(ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 30 กันยายน - 6 ตุลาคม 2554)

edit @ 6 Oct 2011 16:37:01 by คนมองหนัง

edit @ 6 Oct 2011 16:43:38 by คนมองหนัง



คนมองหนัง
View full profile