2012/Jun/06

คนมองหนัง มอง "ความจริง" ในสังคมไทย ผ่านหนังสือ "น้องมาร์คเห็นคนตาย"

 

2011/Dec/18

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม ผมมีนัด “เดินทางไกล”

เป็นการเดินเท้าจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปยังสี่แยกราชประสงค์

กลุ่มคนผู้มารวมตัวกันเดินทางไกลในครั้งนี้ ต้องการจะบอกใครต่อใครว่า

“เราอย่ากลัวที่จะพูด”

อย่ากลัวที่จะวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงหลักการอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่แอบซุบซิบนินทาตัวบุคคลอยู่ลับหลัง

เพราะมีเพียงวิถีปฏิบัติประการแรกเท่านั้นที่จะประคับประคองสังคมไทยให้ข้ามผ่านความเปลี่ยนแปลงไปได้โดยมั่นคง มิใช่วิถีปฏิบัติประการหลัง

แต่ผมก็ยัง “กลัว”

จึงเลือกสวมเสื้อต่างสีจาก “นักเดินทาง” เหล่านั้น

พวกเขาเดินบนถนน ผมก็เว้นระยะห่างมาเดินบนฟุตบาธ

ขณะที่กล้องถ่ายรูปซึ่งพกพาติดตัว ก็ย่อมเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ผมเป็นแค่ “ผู้สังเกตการณ์” มิได้เป็นผู้มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด

 

ระหว่างทาง ผมเจอเพื่อนๆ และคนรู้จักจำนวนไม่น้อย

บางคนก็เป็นเพื่อนเรียนกันมาตั้งแต่ช่วงมหาวิทยาลัย

บางคนเพิ่งมารู้จักและตระหนักว่าเรามีมุมมองทางสังคมการเมืองคล้ายคลึงกัน ในช่วง 4-5 ปีหลัง

บางคนไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน ได้เพียงติดตามอ่านงานเขียน รวมทั้งคลิก “ไลค์” ข้อความซึ่งกันและกัน ทางโลกออนไลน์ หรืออย่างมากก็ส่งหนังสือให้กันทางไปรษณีย์แค่นั้น

 

เพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นนักข่าวจากเว็บไซต์สื่อทางเลือก เดินมาทักทายว่า ได้ฟังคำปราศรัยของ “ปัญญาชนอาวุโส” ขณะกำลังตั้งขบวนกันตรงอนุสาวรีย์ชัยฯ ไหม?

ผมตอบไปว่า “ไม่ได้ฟัง”

เขาจึงเกริ่นให้ฟังด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ ว่า อาจารย์แกโยงว่า “คดีนี้” เป็นแผนการชั่วร้ายซ่อนเงื่อนของทักษิณอีกแล้ว

อีกสิบกว่าชั่วโมงต่อมา ผมจึงมีโอกาสได้ดูคลิปปราศรัยดังกล่าว พร้อมอ่านคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ทฤษฎีสมคบคิด” ที่ปัญญาชนผู้นั้นเสนอ จากสถานะทางเฟซบุ๊กของเพื่อนคนหนึ่ง

หลายคนอาจรู้สึกว่าทฤษฎีสมคบคิดเช่นนั้นช่างเหลวไหล

ส่วนตัวผม แม้จะเชื่อว่ามันมีความเป็นไปได้น้อยมาก ทว่าความคิดทำนองนี้ก็ช่วยย้ำเตือนให้เราไม่หลงลืมว่า

การต่อสู้ทางการเมืองซึ่งขับเคลื่อนโดยฝ่าย “ประชาชน” นั้น มีสถานะเป็น “กระบวนการ” ที่ดำเนินไปอย่างไม่เคยสิ้นสุดหยุดยั้ง ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลหรือผู้ถือครองอำนาจรัฐก็ตาม

 

ผมใช้เวลาเดินคุยกับเพื่อนเรียนสมัยมหาวิทยาลัยคนหนึ่งอยู่ร่วม 10 นาที

เราตั้งคำถามกันว่า “สาร” ของ “นักเดินทาง” กลุ่มนี้ จะ “สื่อ” ไปถึงประชาชนข้างทางได้มากน้อยแค่ไหน?

เธอจึงเริ่มตั้งคำถามกับผู้คนที่เดินผ่านสัญจรไปมาตามทางเท้าว่า พวกเขารู้จักบุคคลผู้เป็น “สัญลักษณ์” ของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ตลอดจนชะตากรรมของบุคคลผู้นั้นหรือไม่?

น่าแปลกใจที่คนหนุ่มสาว มีบุคลิกการแต่งกายดี ดูท่าทางมีการศึกษาหลายต่อหลายราย ให้คำตอบกลับมาอย่างสั้นกระชับพร้อมแสดงสีหน้างุนงงสงสัยว่า “ไม่รู้จัก”

แต่ผู้ที่แอบแบฝ่ามือ (อันปราศจากข้อความตัวอักษรใดๆ ในเชิงรูปธรรม) และส่งเสียงเชียร์อยู่เบาๆ กลับกลายเป็นคนอย่าง “คุณป้าขายก๋วยเตี๋ยวรถเข็น” ซึ่งเอ่ยปากถามเราว่า นี่เค้ามาเคลื่อนไหวกันเรื่องของ “คนนั้น” ใช่ไหม?

ก่อนจะบอกอีกว่า “กลับบ้านไปตอนดึก ป้าก็ดูทีวีเจอข่าวเรื่องนี้” (เราไม่ได้ซักต่อว่า แกดูข่าวจากฟรีทีวี หรือ ทีวีดาวเทียม?) 

“แล้วก็เห็นจากเว็บไซต์ เดี๋ยวนี้ มีเว็บไซต์บางสำนักที่รายงานข่าวเรื่องพวกนี้นะ” คุณป้าขายก๋วยเตี๋ยวอธิบายให้เราฟัง

 

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า “ผู้ที่ไม่รู้” ในวันนี้ จะกลายเป็น “ผู้ไม่รู้” ตลอดไป

ผมยังเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า “เมล็ดพันธุ์แห่งความไม่กลัว” ที่บรรดา “นักเดินทาง” หว่านลงไป มันคงจะผลิดอกออกผลขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย

รูปถ่ายชุดหนึ่งที่ผมจับภาพได้ขณะกำลังเดินเท้า และรู้สึกชอบมันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกลับมาดูผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์

ก็คือ ภาพ “นักเดินทางสาว” บางคน นำใบปลิวแผ่นพับที่ชี้แจงเหตุผลของการเคลื่อนไหวและปัญหาของกฎหมายบางมาตรา ไปแจกจ่ายให้แก่น้องๆ วัยไม่เกินมัธยมต้น

ผมไม่แน่ใจว่า เด็กน้อยเหล่านั้นจะ “ใส่ใจ” กับแผ่นพับดังกล่าวมากน้อยแค่ไหน?

เขาอาจขยำแล้วทิ้งมันลงบนท้องถนนในอีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นก็เป็นได้

แต่บางคนก็อาจเก็บแผ่นกระดาษบางๆ ซึ่งตนได้รับกลับไปนอนอ่านที่บ้าน

ผมหวนนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง “Hidden” ของคนทำหนังชาวออสเตรีย “ไมเคิล ฮาเนเก้” ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของปัญญาชนกระฎุมพีผิวขาวชาวฝรั่งเศส ผู้ถูกหลอกหลอนโดยความทรงจำครั้งอดีต ที่เขาเคย “กระทำความผิด” ต่อชาวแอลจีเรียพลัดถิ่นรายหนึ่ง

คนฝรั่งเศสรายนั้นตามหา “เพื่อนแค้น” พลเมืองชั้นสองจนเจอ และนำไปสู่เหตุการณ์ “สะเทือนขวัญสั่นอารมณ์ถึงขีดสุด” ในหนัง

ที่น่าสนใจก็คือในตอนจบ ฮาเนเก้ฉายภาพให้คนดูมองเห็นจากระยะไกลว่า ลูกชายของชาวฝรั่งเศสกับลูกชายของชาวแอลจีเรีย คล้ายจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันฉันมิตร

ทำให้พอจะอนุมานได้ว่า หนึ่งในผู้ที่ร่วมก่อเรื่องเขย่าขวัญจนคุกคามเข้าไปสู่พรมแดนความทรงจำของชายชาวฝรั่งเศส ก็อาจเป็นลูกชายวัย 10 กว่าขวบของเขานั่นเอง

 

ตั้งแต่อนุสาวรีย์ชัยฯ ถึงป้ายสี่แยกราชประสงค์หน้าห้างสรรพสินค้าเกษรพลาซ่า คนที่ถูกผมจับภาพไว้มากที่สุด ก็คือ “กวีซีไรต์”

สองเท้าของเขาก้าวเดินไป ในขณะที่สองมือกำลังถือ “กรอบรูป” อันกลวงว่างเปล่าเปลือย

มันเป็นกรอบรูปที่มีเพียงเค้าโครงของ “กรอบไม้”

มันเป็นกรอบรูปที่ไม่มี “รูปภาพ” ใดๆ ปรากฏอยู่ภายใน

มันเป็นกรอบรูปที่ชวนให้นึกถึง “กรอบไม้สักทองอันเป็นที่สักการะ” ใน “เพียงแต่ยังไม่ได้ทาสี” บทกวีชิ้นสำคัญของเขา

ในคืนต่อมา ผมมีโอกาสได้อ่านบทกวีชิ้นใหม่ชื่อ “ความรักที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้มาจากเสาอากาศทีวี” ของเขา ผ่านทางเว็บไซต์ประชาไท

ดูเหมือนภาพบางภาพจะเริ่มปรากฏอย่างแจ่มชัดมากขึ้นในกรอบรูปว่างเปล่ากรอบนั้น

 

เมื่อถึงที่หมาย เหล่า “นักเดินทาง” พร้อมใจกันตะโกนถ้อยคำเรียกร้องให้ปล่อย “นักโทษการเมือง” วัย 61 ปีผู้หนึ่ง ซ้ำกัน 5 ครั้ง

หลังบันทึกภาพเสร็จ ผมปลีกตัวจากมาอย่างเงียบๆ

แวะเข้าห้างสรรพสินค้าหาเครื่องดื่มแก้กระหาย แล้วพยายามนึกออกแบบในใจว่า เราจะถ่ายทอดเหตุการณ์ในวันนี้ออกมาอย่างไร ให้ปลอดภัยต่อตัวเองและหนังสือที่ตีพิมพ์งานเขียนของเรามากที่สุด

ราวหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ผมเดินกลับมายังสะพานลอยเหนือสี่แยกราชประสงค์

เป็นสี่แยกราชประสงค์ที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาประจำการมากกว่าปกติ

เป็นสี่แยกราชประสงค์ในวันเสาร์ที่รถราว่างเปล่าจนผิดปกติ

ผมจับสัญญาณบางอย่างได้

“บรรยากาศแห่งความกลัว” เริ่มคลี่คลุมรอบกายผมอีกครั้ง

 

(ตีพิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 16-22 ธันวาคม 2554)

2011/Nov/14

เพจแรกเป็นสถานีวิทยุเพลงไทยยุค 80-90 ชื่อ "Cassette Radio" เข้าไปคลิกไลค์ได้ตามลิงก์นี้ครับ http://www.facebook.com/#!/pages/Cassette-Radio/238543612867792


เพจต่อมาชื่อ "สราญสโมสร" เน้นภาพถ่ายและเรื่องราวกิน-เที่ยวออกสไตล์ "สลิ่ม สลิ่ม" หน่อยครับ ใครสนใจเข้าไปเจอกันได้ที่ http://www.facebook.com/#!/pages/%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A3/104134509702036


หวังว่าจะได้เจอกันในเฟซบุ๊กนะครับ



คนมองหนัง
View full profile