ผมเพิ่งได้ไปดูหนังเรื่องล่าสุดของคุณบัณฑิต ฤทธิ์ถกลมาครับ ซึ่งปรากฏว่าหนังเรื่องนี้ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างผิดคาด โดยถ้าใครประเมินหนังเรื่องนี้จากตัวอย่างหรือใบปิดแล้ว คน ๆ นั้นก็คงจะต้องมองข้ามคุณค่าที่มีอยู่ในหนังเรื่องนี้ไปอย่างน่าเสียดายที่สุด
กล่าวทางด้านคุณภาพของความเป็นหนังแล้ว ถ้าเปรียบเทียบกับผลงานในยุคหลังทั้งหมดของคุณบัณฑิต (ผมนับตั้งแต่ สตางค์ เป็นต้นมา) ผมพอใจ สตางค์ มากที่สุด ตามมาด้วย คนล่าจันทร์ โดยมี พระ เด็ก เสือ ไก่ วอก ตามมาเป็นอันดับสาม อยู่เหนือ สาปเสือที่ลำน้ำกษัตริย์ ซึ่งมาเป็นอันดับสี่ มี ชื่อชอบชวนหาเรื่อง และ อุกกาบาต รั้งท้ายตามลำดับ
ถ้าพิจารณาในด้านคุณภาพความเป็นหนัง (การแสดง บท การถ่ายภาพ การตัดต่อ ฯลฯ) แล้ว พระ เด็ก เสือ ไก่ วอก ก็ถือเป็นหนังที่มีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้ที่ดูสนุกสนานและมีบทภาพยนตร์ที่มีมาตรฐานดีทีเดียวตามความคิดของผม แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจวิเคราะห์หรือนำไปคิดต่อมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ ก็คือ มิติทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏอยู่ในหนัง
ตามความเห็นของผม คุณบัณฑิต ดูจะเป็นผู้กำกับหนังไทยคนเดียวกระมัง ที่มีมิติความคิดทางประวัติศาสตร์อยู่ในจิตสำนึกการทำหนัง ซึ่งนี่อาจเป็นประโยคที่อธิบายความได้ไม่ดีนักของผม แต่อาจจะอธิบายขยายความได้ว่า มิติความคิดทางประวัติศาสตร์ที่อยู่ในจิตสำนึกการทำหนังอย่างที่ผมว่า ไม่ได้หมายถึง การทำหนังประวัติศาสตร์อย่างอลังการ มีการค้นคว้าข้อมูลต่าง ๆ มากมาย เพื่อนำมาสู่ความสมจริง หรือ ความจริงเสมือน ในหนัง (ดังที่ปรากฏให้เห็นใน สุริโยไท นเรศวร บางระจัน ทวิภพ ปืนใหญ่โจรสลัด) แต่มิติความคิดทางประวัติศาสตร์ที่อยู่ในจิตสำนึกการทำหนังสำหรับผม ก็คือ การที่ผู้กำกับหรือคนเขียนบทคนหนึ่งสามารถเขียนหรือสร้างบทหนังขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว (ผมอ่านในฟลิกส์ พบว่าคุณบัณฑิตเขียนบทพระ เด็ก เสือ ไก่ วอกเสร็จภายใน 15 วัน) จากเกร็ดเล็กน้อยทางประวัติศาสตร์หรือความรู้ทางประวัติศาสตร์ทั่ว ๆ ไป ซึ่งบทหนังแบบนี้อาจไม่ได้นำไปสู่หนังประวัติศาสตร์ที่มีความสมจริง/สร้าง ความจริง ขึ้นมาได้อย่างสมจริง อลังการงานสร้าง แต่ทว่า มิติทางประวัติศาสตร์ของหนังที่ถูกสร้างขึ้นจากบทเช่นนี้กลับซุกซ่อนไว้ด้วยนัยยะสำคัญจำนวนมากที่ชักชวนให้เรานำไปขบคิดต่อได้
ถ้าพิจารณาจากมิติทางประวัติศาสตร์แล้ว (ผมขอแนะนำให้อ่านงานส่วนใหญ่ของอ.ธงชัย วินิจจะกูล) ผมเห็นว่า พระ เด็ก เสือ ไก่ วอก มีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกันอย่างแนบชิดและไม่สามารถจะแยกขาดออกจาก สาปเสือที่ลำน้ำกษัตริย์ ได้ ดังนั้น จึงจำเป็นที่เราจะต้องพิจารณาถึงมิติทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏอยู่อย่างมีนัยยะสำคัญใน สาปเสือฯ กันเสียก่อน
มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีนัยยะสำคัญในสาปเสือฯ สำหรับผม มีอยู่สองประเด็นใหญ่ ๆ
ประเด็นแรก คือ ประเด็นความคลุมเครือในเรื่องเขตแดนแบบรัฐชาติสมัยใหม่ ซึ่งจะเชื่อมโยงกันกับปัญหาเรื่อง ความเป็นไทย อันซับซ้อนและปัญหาเรื่องอำนาจของรัฐส่วนกลางจากกรุงเทพฯ จะเห็นได้ว่า บทเริ่มเรื่องของสาปเสือฯ นั้น เริ่มต้นขึ้นอย่างน่าสนใจ คือ เริ่มจากการที่ คนจากอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปอยู่ในพม่าในสงครามเสียกรุงครั้งที่สอง ได้ถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นควาญช้างของกองทัพอังวะที่จะยกทัพเข้ามารบกับกองทัพ ไทย ในสงครามเก้าทัพสมัยรัชกาลที่ 1 และชายหนุ่มจากอยุธยาดังกล่าวก็ต้องเสียชีวิตลงในการสู้รบครั้งกระนั้น ด้วยฝีมือของทหารจากกองทัพ ไทย อันจะนำมาสู่เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้
ปัญหาที่น่าคิดก็คือ ในยุคสมัยรัชกาลที่ 1 นั้น เป็นที่แน่นอนเขตแดนของอาณาจักรหรือความเป็นประเทศหรือรัฐชาติที่มีเขตแดนที่แน่นอนนั้นยังไม่เกิดขึ้น สงครามที่มีในยุคดังกล่าวจึงเป็นสงครามชิงดินแดน ในความหมายดินแดนที่ไหลเลื่อนไปได้ไม่ตายตัวและไม่มีขอบเขตแน่นอนว่าผืนดินตรงนี้เป็นดินแดนของประเทศนี้ นอกจากนั้น ยังเป็นสงครามที่แย่งชิงผู้คน ซึ่งเป็นทรัพยากรในการผลิตที่สำคัญ ด้วยเหตุนี้ นอกจากเขตแดนระหว่างไทยกับพม่าจะมีความคลุมเครือแล้ว ความเป็นไทย ของ คนไทย ในช่วงเวลาดังกล่าวก็มีความคลุมเครือเช่นกัน ซึ่งถ้าจะให้กล่าวกันจริง ๆ แล้ว ก็คือ ในยุคสมัยดังกล่าว ความเป็นไทยความเป็นคนไทยความเป็นพม่าความเป็นคนพม่า น่าจะยังไม่เกิดขึ้น ดังจะได้เห็นจาก ตัวละครชาวอยุธยาที่เป็นทหารในกองทัพพม่าและถูกทหารของกองทัพไทยฆ่าตายในตอนต้นของสาปเสือฯ
แต่ด้วยความที่สาปเสือฯ เล่าถึงเหตุการณ์ต่างเวลากันในสองยุค คือ ในสมัยรัชกาลที่ 1 กับ รัชกาลที่ 5 เหตุการณ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงถือเป็นความเปรียบที่มีความน่าสนใจในการพิจารณาปัญหาเรื่องเขตแดนเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในสมัยรัชกาลที่ 1
ในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น ความคิดของชนชั้นนำสยามที่มีต่อระบบภูมิศาสตร์ได้เปลี่ยนแปลงไป ชนชั้นนำสยามเข้าใจถึงความเป็นรัฐชาติที่ต้องมีเขตแดนอันแน่นอนหรือมีบูรณภาพเหนือดินแดน สยามจึงพยายามฉกฉวยดินแดนอันห่างไกลให้เข้ามาอยู่ในเขตแดนของตนในระบบโลกใหม่ สยามทำสำเร็จในกรณีเชียงใหม่ ทำสำเร็จในพื้นที่ภาคอีสาน (แต่ต้องใช้เวลาอย่างยาวนาน) และดูเหมือนจะทำสำเร็จในกรณีปัตตานี แต่แท้จริงแล้วไม่เคยสำเร็จเลยจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
สิ่งที่น่าสนใจซึ่งสาปเสือฯนำเสนอก็คือ เหตุการณ์สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ปรากฏในหนังนั้น มีท้องเรื่องอยู่ในพื้นที่ของชุมชนกระเหรี่ยงระหว่างดินแดนไทย-พม่า อย่างไรก็ตามหนังก็ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนถึงเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับพม่า (ผิดกับกรณีของพระ เด็ก เสือ ไก่ วอก ที่จะกล่าวถึงต่อไป) ปัญหาสำคัญก็คือ กลุ่มชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ตามขอบดินแดนของสยาม/ไทยในระบบโลกสมัยใหม่ ซึ่งสยาม/ไทยต้องปรับเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐชาติที่มีขอบเขตดินแดนชัดเจนนั้น ก็ต้องถูกผนวกรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสยาม/ไทยเช่นกัน การถูกผนวกรวมของชาวเขาก็คือการที่พวกเขาต้องยอมรับอำนาจจากส่วนกลางคือกรุงเทพฯ แต่ในสาปเสือฯ การถูกผนวกรวมดังกล่าวก็ทำได้ไม่ง่ายนัก เมื่อกลุ่มนักล่าสัตว์จากกรุงเทพฯ กลับต้องประสบภัยจากเสือสมิงบริเวณป่าชายแดน (เสือสมิงที่ถูกวิญญาณเข้าสิง โดยที่วิญญาณดังกล่าวก็คือ เมียของชายอยุธยาที่เป็นทหารในกองทัพพม่าซึ่งตายไปสมัยรัชกาลที่ 1 ดังนั้น เธอจึงเป็นหญิงชาวอยุธยาที่อาศัยอยู่ในชุมชนโยเดียในพม่า ซึ่งมาตามหาศพสามีในป่า และต้องตายลงเมื่อถูกโจรป่าฆ่าข่มขืน สรุปแล้วเธอเป็นผีไทยหรือผีพม่า?) ขณะเดียวกันชนเผ่ากะเหรี่ยงที่เป็นกลุ่มตัวละครสำคัญของเรื่อง ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าพวกตนรับอำนาจจากกรุงเทพฯ เพราะลูกกระสุนอาคมของพวกตนต่างหากที่สามารถปลดปล่อยวิญญาณในเสือสมิงได้ ไม่ใช่ลูกกระสุนจากปืนของกลุ่มนักล่าสัตว์จากกรุงเทพฯ ขณะเดียวกันชุมชนกระเหรียงแห่งนี้ก็นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งไม่ใช่ศาสนาพุทธอันเป็นความเชื่อสำคัญของชนชั้นนำในกรุงเทพฯและจะผูกติดอย่างยิ่งกับ ความเป็นไทยกระแสหลัก
จึงเห็นได้ว่า แม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 สยามจะกลายเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ที่มีบูรณภาพเหนือดินแดนที่มีขอบเขตชัดเจนแน่นอนของตนเองแล้ว แต่ก็ใช่ว่าอำนาจจากรัฐส่วนกลางที่อยู่ในกรุงเทพฯ จะแพร่เข้าไปได้ในทุกส่วนของดินแดนดังกล่าว อย่างน้อยจนกระทั่งถึงตอนจบของสาปเสือฯ อำนาจจากกรุงเทพฯก็ยังคงแพร่ไปไม่ถึงชุมชนกระเหรี่ยงบริเวณป่าชายแดนแห่งนั้น แต่อำนาจจากรัฐส่วนกลางในกรุงเทพฯ จะสามารถแพร่เข้าไปสู่ชุมชนชาวเขาในบริเวณต่าง ๆ ของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง ก็ในตอนจบของ ด้วยเกล้า หนังของคุณบัณฑิตที่สร้างขึ้นก่อนหน้าสาปเสือฯ ร่วมสิบปี ทว่าเหตุการณ์ในท้องเรื่องกลับอยู่หลังเหตุการณ์ในสาปเสือฯ ร่วมร้อยปี
ประเด็นที่สอง คือ เรื่องความเป็นพุทธและความเป็นคริสต์ที่ปรากฏขึ้นในหนัง ตัวละครสำคัญคนหนึ่งในสาปเสือฯ ก็คือ จูเลีย จูเลียเป็นลูกของบาทหลวงที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในชุมชนกระเหรี่ยง แต่เธอก็ไม่ได้ศรัทธาในคริสต์ศาสนานัก ขณะเดียวกันเธอก็ไม่เชื่อเรื่องชาติภพที่มีชาติก่อน ชาตินี้ ชาติหน้า และไม่เชื่อเรื่องกรรม ในความหมายที่ว่า การที่ชีวิตในชาตินี้ต้องประสบกับความยากลำบากหรือความทุกข์ก็เพราะเกิดจากกรรมเก่าที่ทำไว้ในชาติก่อน
ที่สำคัญก็คือ เมื่อชาติที่แล้วจูเลีย เป็นโจรป่าที่ฆ่าข่มขืนหญิงสาวที่กลายมาเป็นวิญญาณที่สิงอยู่ในเสือสมิง ดังนั้น เมื่อเกิดมาในชาตินี้ เสือสมิงจึงจ้องจะแก้แค้นเธอ เพื่อให้เธอชดใช้กรรมตามแนวคิดทางพุทธศาสนา เรื่องราวดำเนินมาถึงตอนที่เสือสมิงจะฆ่าจูเลีย พระเอกของเรื่องซึ่งในชาติที่แล้วเป็นผัวของวิญญาณหญิงสาวในเสือสมิง จึงร้องขอให้วิญญาณในเสือสมิงให้อภัยต่อจูเลีย แต่ขณะที่พระเอกของเรื่องกำลังพูดเรื่องการให้อภัยหรืออโหสิกรรมอยู่นั้น มือของจูเลียที่ไม่เคยแสดงความศรัทธาในคริสต์ศาสนาก็กำแน่นอยู่ที่สร้อยคอไม้กางเขนซึ่งเธอเพิ่งนำมาแขวนคอเช่นกันและแล้วเสือสมิงก็ไม่ฆ่าจูเลีย มิหนำซ้ำมันยังถูกพระเอกยิงด้วยกระสุนอาคมเพื่อเป็นการปลดปล่อยวิญญาณให้ไปผุดไปเกิด
ปัญหาที่น่าสนใจก็คือ เสือสมิงไม่ฆ่าจูเลียเพราะเสือสมิงให้อภัยหรืออโหสิกรรมต่อจูเลียตามคำขอร้องของพระเอก หรือว่า เพราะจูเลียเป็นคริสเตียน ซึ่งกรรมของศาสนาพุทธไม่อาจเดินทางไปถึงขอบเขตของความเป็นคริสเตียนของเธอได้ราวกับว่าความเชื่อในเรื่องศาสนาพุทธจากอำนาจรัฐส่วนกลางในกรุงเทพฯ ไม่สามารถแผ่ขยายอิทธิพลมายังชุมชนชาวเขาบริเวณขอบชายแดนได้ แต่อำนาจความเชื่อทางคริสต์ศาสนาจากภายนอกต่างหาก ที่เดินทางมาถึงยังชุมชนชาวเขาก่อนศาสนาพุทธ ดังจะเห็นว่าอิทธิพลของคริสต์ศาสนาได้เดินทางไปถึงกลุ่มบุคคลชายขอบของสังคมไทยก่อนหน้าอิทธิพลของพุทธศาสนาและความเป็นไทยกระแสหลักเสมอ แม้กระทั่งในปัจจุบันก็ตาม (ผมอยากจะเปรียบเทียบกับการกำเนิดขึ้นของโรงเรียนมัธยมศึกษาของไทย ซึ่งโรงเรียนที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่คนส่วนใหญ่รู้จักกัน ก็จะได้แก่ สวนกุหลาบ เทพศิรินทร์ และอัสสัมชัญ เป็นต้น เป็นที่น่าสังเกตว่า ในระยะแรกของการก่อตั้งโรงเรียนเหล่านั้นและอาจล่วงเลยมาจนถึงชั่วอายุของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา สวนกุหลาบและเทพศิรินทร์ที่ก่อตั้งโดยอำนาจรัฐส่วนกลาง มักจะเป็นที่ศึกษาเล่าเรียนของเชื้อพระวงศ์ ลูกข้าราชการ และเด็กที่มีเชื้อชาติไทย ขณะที่ โรงเรียนอย่างอัสสัมชัญ ที่ก่อตั้งโดยมิชชันนารี กลับเป็นแหล่งศึกษาที่รวมลูกเจ๊ก ลูกแขก หรือ คนชายขอบที่มีฐานะทางเศรษกิจที่ดีของสังคมในกรุงเทพฯ เข้ามาไว้ด้วยกัน)
ด้วยเหตุนี้ มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีนัยยะสำคัญและน่าสนใจในสาปเสือฯ ก็คือ ความคลุมเครือในเรื่องเขตแดน ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนผ่านจากอาณาจักรแบบเก่าไปสู่ความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ของสยาม ที่ทำให้เราได้มองเห็นทั้งปัญหาเรื่อง ความเป็นไทย อันซับซ้อน ปัญหาเรื่องการแพร่กระจายของอำนาจรัฐส่วนกลางจากกรุงเทพฯ ขณะเดียวกัน ก็ได้เห็นการปะทะกันระหว่างแนวคิดแบบพุทธและคริสต์ ซึ่งถูกนำมาซ้อนทับกับประเด็นปัญหาเรื่องเขตแดนหรือพื้นที่ได้อย่างน่าสนใจ
มิติทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในสาปเสือฯ ซึ่งถ้าดูเผิน ๆ คล้ายจะเป็นเรื่องสามัญที่คนทั่ว ๆ ไปรู้ ๆ กันอยู่แล้ว จึงมีระดับความลึกที่น่าสนใจ ซึ่งไปไกลกว่าการแบ่งแยก ไทย กับ พม่า อย่างง่าย ๆ อันคล้องจองไปกับความเลื่อนไหลในแนวคิดเรื่องภูมิศาสตร์หรือพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อการมองโลกแบบเก่าถูกแทนที่ด้วยระบบโลกแบบใหม่ นำไปสู่การตั้งคำถามต่อ อำนาจรัฐส่วนกลางจากกรุงเทพฯในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ปรากฏในหนัง ซึ่งก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานดังที่ปรากฏอยู่ในรูปสำนึกของคนทั่วไปในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ การปะทะกันระหว่างแนวคิดแบบพุทธและคริสต์ภายในหนัง ก็ยังนำมาซึ่งปัญหาที่ชวนให้ฉุกคิดและถกเถียงภายในกรอบของปัญหาเรื่องเขตแดนและอำนาจของรัฐส่วนกลางในกรุงเทพฯได้อย่างลงตัว
ในแง่ความเป็นหนัง ผมชอบสาปเสือฯ น้อยกว่า พระ เด็ก เสือ ไก่ วอก เพราะ พระ เด็ก เสือ ไก่ วอก มีความทะเยอทะยานน้อยกว่าในด้านเทคนิคพิเศษ ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญของสาปเสือฯ อันส่งผลการดำเนินเรื่องและฉากแอ๊คชั่นของพระ เด็ก เสือ ไก่ วอก ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นกว่า นอกจากนี้ นักแสดงในพระ เด็ก เสือ ไก่ วอก ก็ทำหน้าที่ของตนได้ดีกว่านักแสดงในสาปเสือฯ
แต่ถ้าพิจารณาในแง่มิติทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในหนังแล้ว ผมกลับรู้สึกสนุกกับสาปเสือฯ พอ ๆ กับที่รู้สึกสนุกกับพระ เด็ก เสือ ไก่ วอก อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า มิติทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในสาปเสือฯ นั้น มีระดับความลึกที่น่าสนใจกว่าประวัติศาสตร์ระดับสามัญที่คนไทยทั่ว ๆ ไป ต่างรู้ดีกันอยู่แล้ว เช่นเดียวกันกับการที่ มิติทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในพระ เด็ก เสือ ไก่ วอก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นประวัติศาสตร์ธรรมดา ๆ ที่คนไทยทั่ว ๆ ไปรู้ดีกันอยู่ อย่างไรก็ตาม ก็มีนัยยะที่น่าสนใจบางอย่างซึ่งแฝงอยู่ในมิติทางประวัติศาสตร์แบบธรรมดา ๆ ดังกล่าว
จากความคลุมเครือระหว่างเขตแดนในสมัยรัชกาลที่ 1 ของศัตรูคู่อาฆาตตลอดกาลในประวัติศาสตร์ไทยอย่าง ไทย กับ พม่า (ดูได้จากการที่มีบางกระแสความคิดในเว็บบอร์ดบางแห่งต่อต้านการสร้างละครเรื่องผู้ชนะสิบทิศ พร้อม ๆ กับการมีม็อบต่อต้านละครดังกล่าวที่นำโดยดาราอย่าง ฤทธิ์ ลือชา เรื่อยไปจนกระทั่งถึง ข้อเขียนต่อต้านละครเรื่องนี้เช่นกันของสันติ เศวตวิมล ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลหลักร่วมกันคือ เป็นการสร้างละครที่ยกย่องบุเรงนอง อันเป็นศัตรูของชาติ คือ การสร้างละครเรื่องผู้ชนะสิบทิศกลายเป็นเรื่องของความไม่รักชาติไทย) มาสู่การมีเขตแดนที่แน่นอนของสยามในฐานะรัฐชาติสมัยใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทว่าอำนาจของรัฐจากส่วนกลางในกรุงเทพฯ กลับยังไม่สามารถเดินทางไปถึงขอบชายแดนของรัฐชาติสมัยใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ ดังที่ปรากกฎในสาปเสือฯ
เหตุการณ์ตามท้องเรื่องของพระ เด็ก เสือ ไก่ วอก ก็อยู่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งสยามได้เริ่มมีเขตแดนที่แน่นอนแล้วเช่นกัน (คือ อย่างน้อยก็มีเขตแดนแน่นอนแล้วในสายตาชนชั้นนำสยามในกรุงเทพฯ) เห็นได้จากการที่ตัวละครบางคนในหนังถึงกับพูดถึง ชายแดน สยามอย่างชัดเจน ขณะเดินทางไปช่วยทาสเด็กที่ถูกขายให้ ฝรั่ง
ในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น พม่าได้กลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษไปแล้ว ศัตรูของ คนไทย ในพระ เด็ก เสือ ไก่ วอก จึงไม่มี คนพม่า ปรากฏอยู่แต่อย่างใด ทว่าศัตรูใหม่ของ คนไทย โดยเฉพาะสำหรับชนชั้นนำสยามในกรุงเทพฯกลับกลายเป็น ฝรั่ง
สำหรับความเชื่อมโยงระหว่าง พม่า กับ ฝรั่ง ที่มีต่อ ไทย อ.ธงชัย วินิจจะกูลก็เคยวิเคราะห์ไว้ว่า งานประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยที่มีมุมมองซึ่งเห็นว่า พม่า เป็นศัตรูตัวฉกาจตลอดกาลของไทย อันถูกเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งสยามต้องเผชิญหน้ากับลัทธิล่าอาณานิคม ตะวันตก นั้น ได้แสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว พม่า ก็เป็นเหมือนสิ่งเปรียบเทียบที่มีหมายความถึงลัทธิล่าอาณานิคม ตะวันตก ในประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย
อย่างไรก็ตาม มาจนถึงปัจจุบัน ฝรั่ง รวมไปถึง คนต่างชาติ อื่น ๆ ก็กลายมาเป็นศัตรูตัวฉกาจของไทย เป็นศัตรูตัวฉกาจในระดับที่เคียงข้างกับ พม่า ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติสำหรับการดำรงอยู่ของรัฐชาติ ที่ต้องการศัตรูอยู่เสมอ เพื่อนำมาสู่การระดมความรู้สึกชาตินิยมภายในรัฐ คนในสังคมไทยโดยส่วนใหญ่จึงรู้สึกพอใจต่อกรณีการสังหารกลุ่มชนกลุ่มน้อยของพม่าในโรงพยาบาลที่ราชบุรี คนไทยสังคมไทยส่วนใหญ่จึงก่นด่าไอเอ็มเอฟได้อย่างเต็มภาคภูมิในเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 โดยหลงลืมความผิดของบรรดานายทุนในประเทศ เรื่อยมาจนถึง กระแสการต่อต้าน สิงคโปร์ ของคนบางส่วนในสังคมไทยกับกรณีการขายหุ้นชินฯต่างชาติ จึงกลายเป็นศัตรูตลอดกาลของสังคมไทย ที่พอขี้ไม่ออกเยี่ยวไม่ออกก็โทษไปที่ต่างชาติแทบจะตลอดเวลา โดยที่คนไทยด้วยกันเองที่มีส่วนในการทำผิดกลับไม่ได้รับโทษหรือถูกก่นด่าอย่างสาสมหรือเท่ากับที่ต่างชาติได้รับ
ศัตรูตัวสำคัญของคนไทยในพระ เด็ก เสือ ไก่ วอก จึงกลายเป็นกัปตันฝรั่งชาวอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ศัตรูตัวที่ร้ายกาจที่สุดในหนัง กลับไม่ได้เป็นกัปตันฝรั่ง แต่กลับเป็นคนไทยด้วยกันเอง คือ ขุนขจร และผู้ใหญ่บ้านที่ขายทาสเด็กให้กับกัปตันฝรั่ง ซึ่งกดขี่ข่มเหงคนไทยด้วยกันเองยิ่งกว่าฝรั่งเสียอีก
ประเด็นสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกประการหนึ่งที่ปรากฏและมีนัยยะสำคัญซุกซ่อนอยู่ในพระ เด็ก เสือ ไก่ วอก ก็คือ ประเด็นเรื่องการปลดปล่อยทาสเด็กให้เป็นอิสระ
ในเรื่องย่อของหนังที่เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ได้มีการระบุไว้ด้วยว่า ขณะที่ทาสเด็กในหนังถูกขายให้ฝรั่งนั้น เป็นวันเดียวกับที่รัชกาลที่ 5 ทรงเลิกทาสพอดี แต่สิ่งที่ปรากฏในหนังกลับไม่ได้มีการกล่าวถึงการเลิกทาสของรัชกาลที่ 5 แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม การหายไปของเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีผลอะไรมากนักต่อมิติทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในพระ เด็ก เสือ ไก่ วอก
เพราะสิ่งที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้ก็คือ กลุ่มคนที่เป็นผู้ช่วยเหลือทาสเด็กที่ถูกขายให้ฝรั่ง กลับเป็นกลุ่มคนจรจัดไร้หลักแหล่งที่มา มีเพียงอดีตพระเท่านั้น ที่มีที่มาชัดเจน ว่าเป็นพระที่ทำร้ายฝรั่งซึ่งมาเมาเหล้าในเขตวัดจนต้องถูกจับไปขึ้นศาลฝรั่ง จึงได้รับคำแนะนำจากญาติโยมให้สึกและหนีออกมาจากกรุงเทพฯ อาจกล่าวได้ว่า กลุ่มตัวละครเอกทั้ง 5 คนในหนัง อาจถือได้ว่าเป็นไพร่ไร้สังกัด คือ เป็นคนที่อำนาจรัฐจากส่วนกลางหรืออำนาจของเจ้าขุนมูลนายต่าง ๆ ไม่สามารถเข้ามาควบคุมได้ แต่ขณะเดียวกัน ไพร่ไร้สังกัดเหล่านี้ก็ต้องพเนจรไปตามป่าเขาและชายแดนห่างไกลอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆอีกทั้งต้องประกอบอาชีพเป็นนักเลง โจร หรือมิจฉาชีพขายยา
ประเด็นสำคัญในทางประวัติศาสตร์สำหรับการเลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็คือ นักประวัติศาสตร์ในยุคหลัง ๆ ต่างมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า การเลิกทาสในสมัยดังกล่าวไม่ได้เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณใด ๆ แต่เป็นเพราะว่าระบบควบคุมคนทั้งระบบไพร่และระบบทาสนับตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์นั้นดำเนินไปอย่างไร้ประสิทธิภาพเต็มที คือ อำนาจส่วนกลางไม่สามารถควบคุมกำลังคนได้อยู่อีกต่อไป จนมีไพร่และทาสที่หลบหนีออกไปจากมูลนาย และกลายเป็นผู้คนไร้สังกัดจำนวนมาก ระบบการควบคุมกำลังคนแบบใหม่จึงต้องเข้ามาแทนที่เพื่อรองรับกับระบบโลกและวิถีการผลิตแบบใหม่
ด้วยเหตุนี้ การหายไปของประเด็นรัชกาลที่ 5 ประกาศเลิกทาสในพระ เด็ก เสือ ไก่ วอก และการเขียนบทให้กลุ่มคนหรือไพร่ไร้สังกัดมาช่วยเหลือปลดปล่อยทาสเด็กให้เป็นอิสระ จึงกลับกลายเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงมิติทางประวัติศาสตร์ของการเลิกทาสที่สมจริง ไม่ว่าคุณบัณฑิตซึ่งเป็นผู้กำกับและผู้เขียนบทจะจงใจหรือไม่ก็ตามที
นี่จึงเป็นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหนังที่มีท้องเรื่องเป็นเหตุการณ์ในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 ของคุณบัณฑิต ได้สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจที่ไม่สัมบูรณ์สูงสุดของรัฐส่วนกลางในกรุงเทพฯ ตลอดจนอำนาจที่ถูกท้าทายของเจ้าขุนมูลนายในท้องถิ่น ดังจะเห็นได้จากการที่ สุดท้ายแล้วขุนนางชั่วอย่างขุนขจรก็ต้องถูกตัวเอกห้าคนและบรรดาทาสเด็กที่ถูกปลดปล่อยในหนังช่วยกันฆ่าจนตาย
หนังทั้งสองเรื่องของคุณบัณฑิต คือ สาปเสือที่ลำน้ำกษัตริย์และพระ เด็ก เสือ ไก่ วอก จึงเป็นหนังที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้อย่างน่าสนใจและแฝงไว้ด้วยนัยยะสำคัญ ๆ ซึ่งถูกซุกซ่อนอยู่หลังแผ่นฟิล์ม ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม หนังทั้งสองเรื่องดังกล่าวของคุณบัณฑิตได้ตั้งคำถามกับอำนาจรัฐส่วนกลางจากกรุงเทพฯในยุคสมัยที่สยามเพิ่งกลายเป็นรัฐชาติได้อย่างแหลมคม ผ่านตัวละครที่เป็นคนธรรมดาสามัญ
สำหรับผมแล้ว หนังทั้งสองเรื่องนี้อาจทำให้เรามองเห็นคุณค่าของผู้คนธรรมดาสามัญในสังคมไทยได้ดียิ่งกว่า หนังที่มีชื่อว่า 14 ตุลา สงครามประชาชน ด้วยซ้ำไป แต่หากหนังเรื่องหลังนี้ใช้ชื่อดั้งเดิมว่า คนล่าจันทร์ การพิจารณาประเด็นปัญหานี้ก็อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นอีกแบบหนึ่ง
edit @ 2006/04/22 04:10:42