2006/Oct/04

ภายหลังจากที่กลุ่มบุคคลซึ่งเรียกตนเองว่าคปค. (ขออภัยที่จำชื่อเต็ม ๆ ไม่ได้ เพราะมันยาวและจำยากเสียเหลือเกิน) หรือที่ปัจจุบันได้เปลี่ยนสถานะเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนสื่อมวลชนทั้งหลายจะยังสับสนกันอยู่ว่าจะเรียกการยึดอำนาจดังกล่าวว่าเป็นการ รัฐประหาร หรือ ปฏิวัติ ดังจะเห็นได้แม้กระทั่งในปัจจุบัน ที่ทั้งคำว่า รัฐประหาร และ ปฏิวัติ ยังปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ ปกนิตยสารการเมืองรายสัปดาห์ ตลอดจนรายการข่าวทางโทรทัศน์ อย่างปนเปสับสน อันส่งผลให้ความหมายของคำศัพท์สำคัญทางการเมือง 2 คำนี้พลอยเลือนพร่าไม่ชัดเจนตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม มีผู้รู้หลายคนออกมาแสดงความเห็นและให้นิยามของคำว่า รัฐประหาร และ ปฏิวัติ เพื่อจะนำไปสู่การบ่งชี้ความหมายว่าการกระทำของคปค.นั้น ถือเป็นอะไรกันแน่

ชำนาญ จันทร์เรือง แสดงความเห็นไว้ในบทความ ปฏิวัติ รัฐประหาร หรือกบฏ ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของสำนักข่าวประชาไทว่า การปฏิวัติ (Revolution) หมายถึง การใช้ความรุนแรงทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีวัตถุประสงค์ที่การเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครอง อุดมการณ์ทางการเมือง วัฒนธรรม วิถีชีวิต ระบบเศรษฐกิจ ความเชื่อทางศาสนา และระบบสังคมโดยรวม การปฏิวัติเป็นความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยครั้งนัก เพราะจะต้องโค่นล้มลงทั้งระบบ ซึ่งหากสภาพสังคมไม่สุกงอมเต็มที่ หรือสภาพสังคมยังไม่พร้อมแล้ว การปฏิวัติจะเป็นไปได้ยากมาก ตัวอย่างของการปฏิวัติที่ผ่านมาก็คือ การปฏิวัติฝรั่งเศส การปฏิวัติรัสเซีย การปฏิวัติจีน และการปฏิวัติเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ของไทยเราที่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจเต็มในการปกครองประเทศ มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นต้น

ส่วน การรัฐประหาร (Coup détat) หมายถึง การใช้ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันด่วน โดยมีวัตถุประสงค์อยู่ที่การเปลี่ยนตัวหัวหน้ารัฐบาล หรือผู้ปกครองประเทศ แล้วจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ที่อยู่ภายใต้ผู้ก่อการรัฐประหารขึ้นมา โดยที่รูปแบบการปกครองไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด มีแต่ตัวผู้นำและคณะผู้นำเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐประหารจึงเป็นความรุนแรงทางการเมืองที่มักเกิดขึ้นโดยกลุ่มทหาร เพราะทหารถูกฝึกมาอย่างมีระเบียบวินัย มีกำลังพลอาวุธในมือ จึงมีศักยภาพในการทำรัฐประหารในสถานการณ์ที่ปัจจัยภายนอกคือประเทศชาติประสบปัญหาความวุ่นวาย ประกอบรวมเข้ากับปัจจัยภายในกองทัพคือ การที่ทหารต้องสูญเสียผลประโยชน์หรือถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองมากเกินไป และเมื่อปัจจัยทั้งสองอย่างประสานกันได้อย่างเหมาะสมแล้ว จึงเป็นที่มาของข้ออ้างในความชอบธรรมของการทำรัฐประหาร ประเทศที่มีการรัฐประหารเกิดขึ้นบ่อยครั้งนั้น มักเป็นประเทศที่ประชาชนไม่ค่อยชอบเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง การหยุดชะงักทางการเมืองด้วยกระบวนการรัฐประหารจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากประชาชนเข้ามามีกิจกรรมทางการเมืองสม่ำเสมอโดยมิใช่เพียงแต่หย่อนบัตรในวันเลือกตั้งเท่านั้น (One day democracy) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คืออินเดียที่แม้ว่าจะยากจนและมีอัตราการรู้หนังสือต่ำกว่าเรา แต่ก็ไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้นเพราะประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง การทำรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จนั้น นอกจากจะต้องเตรียมการอย่างปิดลับอย่างยิ่งยวดและใช้เวลารวดเร็วฉับพลันแล้ว ภายหลังจากการรัฐประหารจะต้องสร้างอุดมการณ์ของชาติขึ้นมาเสมอ ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการลุกฮือขึ้นต่อต้านจากประชาชนนั่นเอง ตัวอย่างของการรัฐประหารของไทยมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเข้ายึดอำนาจโดยใช้ชื่อว่าคณะปฏิวัติฯ คณะปฏิรูปฯ คณะ รสช. ฯลฯ และล่าสุดก็คือคณะปฏิรูปฯ เมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่เป็นการรัฐประหารด้วยกันทั้งสิ้น

ทางด้าน ปิยบุตร แสงกนกกุล 1 ใน 4 อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ออกแถลงการณ์คัดค้านและประณามการกระทำของคปค. ได้แสดงความเห็นผ่านบทสัมภาษณ์ในเว็บไซต์โอเพ่น ออนไลน์ว่า ปฏิวัติ คือ การเปลี่ยนแปลงระบอบอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างเมืองไทยก็ถือกันว่า 24 มิถุนา 2475 เป็นปฏิวัติ แต่อาจารย์ปรีดีอยากใช้คำว่า อภิวัฒน์ เพราะทำแล้ว เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น รัฐประหาร หรือ Coup dEtat คือ การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจการปกครองอย่างฉับพลันจากรัฐบาลโดยวิธีการนอกระบบ โดยวิธีการนอกรัฐธรรมนูญ หลังๆ ต่างประเทศเริ่มใช้คำใหม่ๆอย่าง Putsch ซึ่งแปลว่า การใช้กำลังโดยกองกำลังติดอาวุธเพื่อเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล

ดังนั้น ปิยบุตรจึงเห็นว่าสถานะของคปค. เป็น คณะรัฐประหาร เพราะการยึดอำนาจโดยใช้กำลัง โดยวิถีทางที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

การนิยามศัพท์คำว่า รัฐประหาร และ ปฏิวัติ รวมไปถึงการบ่งชี้ว่าการกระทำของคปค.เป็นการ รัฐประหาร ของทั้งชำนาญและปิยบุตร ก็ถือเป็นคำนิยามที่สอดคล้องกันได้ดีกับตำราทางรัฐศาสตร์ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ถ้าเราศึกษาประวัติความคิดทางการเมืองไทยในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475 ก็จะพบว่าคำว่า ปฏิวัติ ไม่ได้หมายถึง การเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ/อย่างถอนรากถอนโคนของระบอบการเมืองการปกครองเพียงเท่านั้น แต่ยังมีความหมายประการอื่นที่ซ่อนเร้นอยู่ในคำว่า ปฏิวัติ และหากค้นหาความหมายที่เป็นความนัยดังกล่าวพบ เราก็อาจจะพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 และผลที่ตามมาหลังจากนั้นอย่างเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย

ตามความหมายในพจนานุกรมภาษาไทย ได้แก่ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 และพจนานุกรมฉบับมติชน คำว่า ปฏิวัติ มีความหมายร่วมกันคือหมายถึง การผันแปรเปลี่ยนหลักมูล ได้แก่การเปลี่ยนแปลงระบบ เช่น การเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารบ้านเมือง

แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานกลับนิยามความหมายของคำว่า ปฏิวัติ ไว้สองนิยาม คือ นอกจากจะหมายถึง การผันแปรเปลี่ยนหลักมูลแล้ว ยังหมายถึง การหมุนกลับ อีกด้วย

ซึ่งการนิยามคำว่า ปฏิวัติ ว่าหมายถึง การหมุนกลับ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานนี่เอง ที่มีความสอดคล้องกันเป็นอย่างยิ่งกับการนิยามคำว่า ปฏิวัติ ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475

ในบทความ วาทกรรมการเมืองว่าด้วยประชาธิปไตยของไทย ของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ (ดู นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. วาทกรรมการเมืองว่าด้วยประชาธิปไตยของไทย. ความคิด ความรู้ และอำนาจการเมืองในการปฏิวัติสยาม 2475 . กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, 2546. . 78-120.) คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนปัจจุบัน หนึ่งในนักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงซึ่งออกมาแสดงความคิดเห็นที่ให้ความชอบธรรมแก่การยึดอำนาจของคปค. ได้ระบุว่า กลุ่มสำนักคิดประเพณี หรือ กลุ่มนักคิดสายราชวงศ์และขุนนางรุ่นแรกที่ได้รับอิทธิพลความคิดตะวันตก ได้ปรับหลักการของพวกตนให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ ปี พ.ศ. 2475 ด้วยการนิยามเหตุการณ์ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ให้เป็น การปฏิวัติ ซึ่งแปลว่า การหมุนกลับของหลักมูล จากหลักการสืบสันตติวงศ์ซึ่งยึดถือปฏิบัติอยู่ในช่วงรัชกาลที่ 6 และ 7 กลับไปสู่หลักการ เอนกนิกรสโมสรสมมติ 

การนิยามเหตุการณ์ 24 มิถุนายนให้เป็น การปฏิวัติ เป็นคำอธิบายของหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ นักคิดคนสำคัญของสำนักคิดประเพณี ซึ่งขัดแย้งกับคำอธิบายว่าเหตุการณ์ 24 มิถุนายน ถือเป็น การอภิวัฒน์ ที่หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่สภาวะใหม่ของสังคมได้ประสานกันเข้าเปลี่ยนระบบเก่าที่ล้าหลังกว่าความพัฒนาในสภาพความเป็นอยู่ทางชีวปัจจัยของสังคม อันเป็นการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพโดยการกระทำฉับพลันหรือกระทำชุดเดียว ของ ปรีดี พนมยงค์ (ดู นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. การปฏิวัติสยาม 2475: พรมแดนแห่งความรู้. อ้างแล้ว. . 26.) อย่างตรงกันข้าม

ทั้งนี้การบัญญัติศัพท์คำว่า ปฏิวัติ ของหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร ก็ได้รับอิทธิพลจากความหมายของคำว่า revolution ในประวัติศาสตร์การเมืองอังกฤษอยู่ด้วยไม่น้อย เพราะเมื่อแรกเริ่มใช้คำว่า revolution ในประวัติศาสตร์การเมืองอังกฤษนั้น คำดังกล่าวก็ถูกนำไปอธิบายว่า การปฏิวัติ ในปี ค.ศ. 1688 หมายถึง การหมุนกลับของลักษณะการปกครองไปเป็นตามแบบประเพณีเมื่อก่อนหน้า ค.ศ. 1648 อีกครั้งหนึ่ง

นครินทร์ระบุว่า หลักการ เอนกนิกรสโมสรสมมติ คือแนวคิดที่เน้นคติทางพุทธศาสนาและแนวทางธรรมราชาเพื่ออธิบายให้เห็นว่า พระมหากษัตริย์ไทยทรงขึ้นครองราชย์โดยความเห็นชอบของชุมชนการเมือง พระองค์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทรงอยู่เหนืออาณาประชาราษฎรทั้งหมดซึ่งมีความเท่าเทียมกัน อำนาจของพระมหากษัตริย์จึงเป็นอำนาจที่ผูกพันเกี่ยวเนื่องกับคนในสังคมการเมือง และพระมหากษัตริย์รวมถึงประชาชนทั่วไปต่างก็มีหน้าที่พึงปฏิบัติในสังคมการเมืองร่วมกัน เพื่อความเจริญก้าวหน้าและสงบสุขของชุมชนการเมือง ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวก็ถูกสร้างสรรค์และผลักดันโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและปัญญาชนชั้นนำสยามในกลุ่มของพระองค์

หลักการ เอนกนิกรสโมสรสมมติ ได้รับการตีความใหม่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475 โดยหม่อมเจ้าวรรณไวทยาการและนักคิดคนอื่น ๆ ใน สำนักคิดประเพณี ว่า มีค่าเท่ากับ ระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ตามแนวคิดของนักคิดในสำนักนี้ ระบอบประชาธิปไตยไทย จึงมีมาช้านานแล้ว หรืออย่างน้อยก็มีแนวโน้มและมีการเตรียมการมาอย่างช้านานโดยองค์พระมหากษัตริย์

ในอีกด้านหนึ่ง นครินทร์อธิบายว่า กระแสความคิดของสำนักคิดประเพณีได้มีอิทธิพลต่อกลุ่มผู้นำของระบบราชการและทหาร ซึ่งมีอำน