เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2549 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดการอภิปรายในหัวข้อ รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2549 กับการปฏิรูปการเมือง โดยมีผู้อภิปรายคือ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และเกษียร เตชะพีระ
แต่ข่าวการอภิปรายดังกล่าวกลับถูกนำเสนอเป็นข่าวสั้น ๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม เนื่องจากมีข่าวการเมืองที่ใหญ่กว่าอย่างข่าวโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ หนังสือพิมพ์ภาษาไทยที่นำเสนอข่าวนี้ เลือกที่จะนำเสนอเพียงแค่คำอภิปรายของรังสรรค์และวรเจตน์ แม้จะมีบางฉบับนำเสนอคำอภิปรายของเกษียรด้วย เช่น ไทยโพสต์ แต่ก็ตัดออกมาเป็นข้อความสั้น ๆ ที่ไม่ใช่สาระสำคัญในสิ่งที่เขาพูด
ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเพราะ ในขณะที่รังสรรค์และวรเจตน์อภิปรายถึงตัวรัฐธรรมนูญชั่วคราวอย่างเป็นรูปธรรมผ่านแง่มุมทางด้านเศรษฐศาสตร์และหลักตรรกะทางด้านกฎหมายตามลำดับ แต่เกษียรกลับพูดถึงวิถีความคิดทางการเมืองหรือวัฒนธรรมทางการเมืองบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังหรืออยู่นอกเหนือไปจากรัฐธรรมนูญ อันอาจกล่าวได้ว่าเขากำลังพูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมของสังคมการเมืองไทยในปี พ.ศ. 2549 โดยเฉพาะเนื้อหาส่วนสัมพันธภาพทางอำนาจในหมู่ประชาชนนั้น เกษียรได้วิเคราะห์ถึงความแตกแยกทางความคิดทางการเมืองของผู้คนในสังคมการเมืองไทยที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ และถือเป็นคำอภิปรายส่วนที่สำคัญที่สุดตามความคิดของผม
แต่อาจจะเป็นเพราะว่าคำอภิปรายของเกษียรคงมีความเป็นนามธรรมหรือเป็นเรื่องของความคิดและอุดมการณ์เกินไปสำหรับการนำเสนอข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ คำอภิปรายของเขาจึงต้องถูกผลักไสให้หลุดออกไปจากพื้นที่ข่าวในที่สุด
เมื่อเป็นเช่นนั้น ผมในฐานะคนที่ไปนั่งฟังการอภิปรายดังกล่าวและได้นำเครื่องอัดเสียงไปด้วย จึงตัดสินใจนำคำอภิปรายของเกษียรมาเรียบเรียงแล้วเผยแพร่ลงในเว็บล็อกของตนเอง แม้ว่าต่อไปในอนาคต เกษียรอาจจะดัดแปลงเรียบเรียงคำอภิปรายดังกล่าวเป็นงานเขียน เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ลงในคอลัมน์ประจำของเขาในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าอารมณ์ความรู้สึกที่คุกรุ่นของเกษียรซึ่งปรากฏอยู่ในคำอภิปรายดังกล่าวจะไม่ปรากฏอยู่ในฉบับข้อเขียนที่ต้องดัดแปลงเรียบเรียงให้รัดกุมขึ้น ดังนั้น ผมจึงขอแนะนำให้ทุกคนได้อ่านคำอภิปรายของเกษียร ซึ่งมีเนื้อความดังต่อไปนี้
ผมจะขอพูดเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี พ.ศ. 2549 กับการปฏิรูปการเมือง ผ่านมุมมองของนักรัฐศาสตร์ โดยจะมองรัฐธรรมนูญผ่านสัมพันธภาพทางอำนาจสามชุด ชุดแรก คือ สัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน ชุดที่สอง คือ สัมพันธภาพทางอำนาจในหมู่ชนชั้นนำ และชุดที่สาม คือสัมพันธภาพทางอำนาจในหมู่ประชาชน
สัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน
เราต้องทำความเข้าใจพื้นฐานก่อนว่า constitution ไม่ใช่ constitutionalism รัฐธรรมนูญไม่ใช่ลัทธิรัฐธรรมนูญ หรือพูดง่าย ๆ กว่านั้นก็คือ law ไม่ใช่ the rule of law สองอย่างนี้แตกต่างกัน ถ้าเห็นความแตกต่างระหว่างสองอย่างนี้ก็จะเข้าใจว่า มันเป็นไปได้ในสังคมการเมืองหนึ่งที่จะมี constitution without constitutionalism ที่จะมี law without the rule of law ก็คือมีกฎหมายที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า the mere fact of law คือ แม่งคือกฎหมายไอ้ห่า หรือจะเรียกให้ไพเราะได้ว่า the rule by law ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ธรรมนูญการปกครองฉบับปี พ.ศ. 2502 ที่สฤษดิ์เซ็น โดยมีคนร่างเป็นหลวงวิจิตรวาทการ แล้วมาตราที่โด่งดังที่สุดคือ ม.17 ซึ่งถ้าอ่านดู ม. 17 จะชัดเจนที่สุดว่า มันเป็นไปได้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่เราจะ constitutionalization on absolutism คือ สามารถนำเอาระบอบอาญาสิทธิ์ ระบอบที่ผู้ปกครองมีอำนาจเด็ดขาดรวมศูนย์ บริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ อยู่ในมือกูคนเดียว แล้วทำให้มันเป็นรัฐธรรมนูญ
ถ้าอย่างนั้นแล้ว ปัญหาก็คือ constitutionalism คืออะไร มันไม่ใช่ absolutism มันไม่ใช่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ constitutionalism คือ limited government หรือ รัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด ดังนั้น constitutionalism จึงตรงข้ามกันกับ absolutism เพราะ absolutism คือ absolute government เป็น unlimited government ที่คิดจะทำเหี้ยทำห่าอะไรก็ได้ จะริบชีวิตของเราก็ได้ ริบทรัพย์ของเราก็ได้ ริบสิทธิเสรีภาพของเราก็ได้
constitutionalism จึงหมายถึง รัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด อำนาจที่ถูกจำกัดโดยสิทธิเสรีภาพของประชาชน มึงทำอันนี้ไม่ได้เพราะเป็นสิทธิของกู มึงทำอันนี้ไม่ได้เพราะเป็นเสรีภาพของกู ถ้ามึงทำได้ เราไม่ได้อยู่ในระบอบรัฐธรรมนูญ แต่เราอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น limited government ถึงจะมี constitutionalism limited by people right and freedom แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ามัน limited มันต้องมีกรรมการกำกับเส้นไม่ให้ government ล่วงล้ำ limit นี้ กรรมการกำกับเส้นให้ประชาชนมี right และ liberty ไม่ให้รัฐบาลมารุกล้ำก็คือ ศาลสถิตยุติธรรมที่อิสระ
ถ้ามีทั้งหมดนี้ คือ มี limited government มีประชาชนที่มีสิทธิเสรีภาพ มีศาลยุติธรรมอิสระที่เป็นคนคอยกำกับเส้น ถึงจะมี constitutionalism
ถ้าไม่มีทั้งหมดนี้ ก็เป็นแค่ the mere fact of constitution ไม่ได้นำไปสู่ลัทธิรัฐธรรมนูญหรือระบอบรัฐธรรมนูญ อันนี้แหละที่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475 สู้แทบเป็นแทบตาย
สำหรับระบอบทักษิณที่พวกเราเพิ่งจากมา ผมมีปัญหากับระบอบนี้เพราะรู้สึกว่า มันเป็น absolutism แบบหนึ่ง คือภายใต้การปกครองของคุณทักษิณที่รวบทุกอำนาจไว้กับตัวและใช้อำนาจนั้นในลักษณะที่ลิดรอนล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนเยอะแยะ ทั้งฆ่าตัดตอน สงครามต่อต้านยาเสพย์ติด ปัญหาภาคใต้ ผมสู้กับรัฐบาลทักษิณก็เพราะปัญหานี้แหละ เพราะผมรับไม่ได้กับการเป็น absolutism ของรัฐบาลทักษิณ เป็น elected capitalist absolutism หรือ ระบอบอาญาสิทธิ์ทุนนิยมที่มาจากการเลือกตั้ง
ตั้งแต่ก่อนจะมี 19 กันยา ผมคิดในใจว่า ไอ้ห่า! ฉิบหาย คือ เมื่อเราสู้กับ absolutism หนักมาก แล้วถ้าไม่สามารถเอาชนะไปได้หรือเปลี่ยนแปลงไปได้ one absolutism ก็จะ draws out the other อำนาจอาญาสิทธิ์มันจะดึงเอาอำนาจอาญาสิทธิ์อีกชุดหนึ่งมาทำลายมัน แล้วสิ่งนั้นก็เกิดขึ้น
ถ้านี่คือบทเรียนราคาแพงของเรา ผมคิดว่ามันจะไม่แก้ห่าเหวอะไรเลย ถ้าระบอบใหม่ไม่จำกัดอำนาจรัฐ ด้วยการเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน ได้เคารพมั้ย? มีปัญหาเกิดขึ้นอย่างน้อยสองข้อ
หนึ่ง สิ่งที่คปค.ทำคือรัฐประหาร หรือ การฆ่ารัฐลงไป เวลาเราฆ่ารัฐหรือฆ่าระบอบการเมืองหนึ่งลงไป จะเกิดอะไรขึ้นกับประชาชน ถ้าพูดตามหลักปรัชญาเสรีนิยมแบบพวก Lockian แบบ John Locke คำถามคือ เวลาคุณฆ่ารัฐธรรมนูญลงไป แล้วผู้คนพลเมืองในประเทศกลับไปสู่สภาวะ the state of nature หรือเปล่า? มีบางท่านตีความเรากลับไปสู่สภาวะแบบนั้น แต่จริง ๆ ไม่ใช่ เราไม่ได้กลับไปสู่ the state of nature เพราะถ้าพูดตาม Locke หากมีการรัฐประหารฆ่ารัฐลงไป โดยประชาชนไม่ได้ให้ consent หรือประชาชนไม่ได้ให้ความสมยอมแล้ว มันจะเกิดสภาวะ the state of war เป็นสภาวะ the state of war บวก slavery
สภาวะ the state of war คืออะไร? the state of war คือ might without right มีการใช้กำลังโดยไม่เคารพสิทธิของผู้คน และ the state of war continues จนกว่าจะมีการรับลงสัญญาประชาคม แล้วประชาชนให้ consent (การยอมรับ) ในการสร้างระบอบ ผมพูดตาม Locke ถ้าเราไม่มีสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นแค่ the mere fact of constitution ไม่มี constitutionalism และ the state of war continues แต่ถ้าเราไม่เชื่อเสรีนิยม สิ่งเหล่านี้มันก็ไม่ใช่เรื่องจริง
สอง ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวมาตรา 3 เค้าบอกกันว่าแม่งดีฉิบหาย มันต่างจากธรรมนูญชั่วคราวฉบับอื่น ๆ แต่ผมไปนั่งอ่านดูแล้วมันเสียวป๊าบ! คือ เราจะเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แอ่น แอ๊น และสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตามธรรมเนียมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มันเสียวป๊าบเพราะไม่มีระบอบอะไรในเมืองไทยที่ผ่านมาหลายสิบปีนี้ ที่ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ระบอบสฤษดิ์เค้าก็เรียกตัวเองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ระบอบคุณธานินทร์ กรัยวิเชียรก็เรียกแบบนั้น ถ้าเคารพสิทธิและเสรีภาพของความเป็นมนุษย์แบบสฤษดิ์ แบบระบอบธานินทร์ มันแปลว่าอะไร? อะไรคือหลักประกันสิทธิเสรีภาพของพลเมืองในระบอบธรรมนูญการปกครองชั่วคราว? ไม่มีนะครับ the state of war continues might without right
สัมพันธภาพทางอำนาจในหมู่ชนชั้นนำ
ผมคิดว่าโดยพื้นฐานแล้ว เรื่องที่เราทะเลาะกันมาตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน คือเรื่องความสัมพันธ์ทางอำนาจในหมู่ชนชั้นนำ แล้วมันทิ้งโจทย์ใหญ่ไว้สองข้อ ที่ธรรมนูญการปกครองฉบับชั่วคราวไม่ได้ตอบ แต่เป็นโจทย์ที่ทิ้งไว้ว่า กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปจะตอบหรือไม่ อันนี้น่าสงสัยมาก
โจทย์ใหญ่ทั้งสองข้อมีดังนี้
หนึ่ง เราจะวางตำแหน่งแห่งที่ของทุนใหญ่ในประเทศและทุนโลกาภิวัตน์ไว้ตรงไหนในสังคมการเมือง ปัญหามันเกิดเพราะว่ามีทุนใหญ่ในประเทศเข้ามาสู่การเมือง สามารถแปรอำนาจเศรษฐกิจมาเป็นอำนาจการเมืองได้ แล้วรวบอำนาจนั้น นอกจากนี้ทุนใหญ่ในประเทศยังเชื่อมโยงกับทุนโลกาภิวัตน์ ปัญหามันเกิดเพราะเรารู้สึกว่า อำนาจนี้มันใหญ่เกินไป มันมากเกินไป มันรวมศูนย์เกินไป ถึงได้ทะเลาะกัน เดินขบวนประท้วงกันจะเป็นจะตาย โจทย์ข้อนี้ยังค้างอยู่ ว่าจะเอายังไง? เราจะห้ามไม่ให้ทุนใหญ่เข้าสู่การเมืองมันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเขาเข้ามา เราจะสร้างตั้งแต่รัฐธรรมนูญไปจนถึงกระบวนการปฏิรูปการเมืองข้างนอกรัฐธรรมนูญอย่างไร? ที่จะจำกัดอำนาจของทุนใหญ่ในประเทศทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับทุนโลกาภิวัตน์ หรือว่ามันจำกัดไม่ได้ด้วยตัวรัฐธรรมนูญเอง อันนี้ผมไม่ทราบ
สอง มันก็เกิดขึ้นเป็นกระบวนการตั้งแต่เมื่อต้นปีมานี้อีกนั่นแหละ พูดอย่างแนบเนียนที่สุดก็คือ ปัญหาเรื่องพระราชอำนาจ ปัญหาความสัมพันธ์ของพระราชอำนาจกับสถาบันอื่น ๆ ในสังคมการเมืองไทย นี่ก็เป็นเรื่องที่ทะเลาะกันใช่มั้ยครับ? ตั้งแต่คุณสนธิ ลิ้มทองกุลเสนอเรื่องม. 7 กับนายกฯพระราชทาน ก็คือ อยากให้พระราชอำนาจขยายไปถึงขั้นพระราชทานนายกฯได้ แล้วในหลวงก็บอก มั่ว! ตอนตุลาการภิวัตน์ตีความกันเละเลย มีหลายพวกหลายฝ่าย แล้วก็มีเวอร์ชั่นหนึ่งบอกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้อำนาจตามมาตรา 3 แห่งรัฐธรรมนูญ นั่นคือถูกต้องตามมาตรา 3 อย่างนั้นหรือเปล่า? รวมทั้งล่าสุด คือเรื่อง จ๊อกกี้ ม้า และเจ้าของ ก็นำไปสู่ข้อถามของสมาชิกพรรคไทยรักไทยบางคนว่า อะไรคือบทบาทหน้าที่ขององคมนตรี เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาใหญ่ทั้งนั้น ว่าต่อไปในอนาคต นอกจากเราจะจัดวางทุนใหญ่ไว้ตรงไหนอย่างไรในเรื่องอำนาจของเขาแล้ว เรายังจะต้องจัดความสัมพันธ์อย่างไรระหว่างพระราชอำนาจกับสถาบันอื่น ๆ ในสังคมการเมืองไทย? ถ้าไม่ตอบ มีสิทธิ์ยุ่งในอนาคต เพราะคนไทยมาถึงจุดที่เราเริ่ม debate (ถกเถียง) กันในเรื่องนี้แล้ว มีความเห็นที่แตกต่างไม่ลงรอยในเรื่องนี้แล้ว
สัมพันธภาพทางอำนาจในหมู่ประชาชน
เนื่องจากมีเพื่อนพ้องน้องพี่อยู่ในนี้เยอะ แล้วก็ทะเลาะกันฉิบหายเลยในรอบปีที่ผ่านมา ดังนั้น เพื่อความรอบคอบ ผมไม่ต้องการโยนน้ำมันใส่กองไฟ ผมจึงขออ่าน ใคร ๆ ก็รู้ว่าผมปากหมา ผมจึงไม่อยากพูดสด ถ้าพูดสดเดี๋ยวก็ชวนใครทะเลาะด้วยอีก ผมไม่อยากทะเลาะด้วย
เช้านี้ ผมเพิ่งไปไหว้วีรชน 14 ตุลา และ 6 ตุลา มา คือปกติ สัปดาห์หรือสองสัปดาห์ต่อครั้ง ผมจะซื้อพวงมาลัยสองพวงไปไหว้ประติมากรรมอนุสรณ์ 14 และ 6 ตุลา ที่หน้าหอใหญ่ พวงหนึ่งผมจะคล้องไปที่มือของรูปปั้นวีรชน 14 ตุลา ประนมมือไหว้แล้วก็น้อมรำลึกถึงสิทธิเสรีภาพ อีกพวงหนึ่งผมจะวางกลางแท่นหินอ่อน 6 ตุลา ประนมมือไหว้แล้วก็น้อมรำลึกถึงความเป็นธรรมทางสังคม ผมคิดว่านี่คือสองประเด็นหลักของ 14 และ 6 ตุลา อย่าลืมว่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราเพิ่งตั้งวันที่ 14 ตุลา เป็นวันสิทธิเสรีภาพ ส่วนประเด็นหลักที่นำไปสู่ 6 ตุลาในความคิดของผม เป็นเรื่องของความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งเมื่อก่อนเราตีความว่าเท่ากับสังคมนิยม แต่ต่อมาก็เปลี่ยนไป เพราะวิกฤตการณ์ทางการเมืองของกระบวนปฏิวัติภายใต้การนำของพคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) วิกฤตของอุดมการณ์สังคมนิยมทั่วโลก มันทำให้การตีความว่า ความเป็นธรรมทางสังคมเท่ากับสังคมนิยมค่อย ๆ เลือนหายไป แต่ปัญหาความเป็นธรรมทางสังคมยังเป็นหัวใจอยู่
สองประเด็นนี้แตกต่างแต่ก็ต่อเนื่องเกี่ยวพันกันระหว่าง 14 ตุลา และ 6 ตุลา มันต่อเนื่องเกี่ยวพันกันชนิดที่พูดได้ว่า ถ้าไม่มีสิทธิเสรีภาพก็ไม่อาจต่อสู้เพื่อแสวงหาความเป็นธรรมทางสังคม ในอีกแง่หนึ่ง ถ้าไม่มีความเป็นธรรมทางสังคม สิทธิเสรีภาพที่ได้มาก็ไม่มีความหมาย อย่างน้อยก็ไม่มีความหมายต่อสังคม ต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อเพื่อนร่วมชาติร่วมทุกข์ร่วมสุขคนอื่น ๆ อาจจะมีความหมายบ้างต่อปัจเจกบุคคล แต่นั่นไม่พอ การแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมของสองเหตุการณ์นี้ที่แตกต่างแต่ว่าต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน คือ พันธมิตรสามประสาน ได้แก่ กรรมกร ชาวนา และสามัญชน เกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้อย่างสันติในเมืองก่อน 6 ตุลา แล้วหลัง 6 ตุลา ก็คลี่คลายไปสู่การต่อสู้ด้วยอาวุธในชนบท
ผมอยากเสนอว่าอุดมการณ์ 14 และ 6 ตุลาคม หรืออุดมการณ์เดือนตุลา ได้แก่สิทธิเสรีภาพผูกกับความเป็นธรรมทางสังคมได้แตกสลายลงแล้วในปัจจุบัน เหตุการณ์ที่เป็นหลักหมายของการแตกสลายนี้คือการแบ่งแยกแตกข้างของพลังประชาชนในสังคมไทยท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองเกี่ยวกับรัฐบาลทักษิณในช่วงปีที่ผ่านมา มันใช้เวลา 30 ปี กว่าอุดมการณ์เดือนตุลาจะพัง แต่ในที่สุดผมคิดว่ามันพังแล้ว มันสะท้อนให้เห็นได้ง่ายผ่านความขัดแย้งในหมู่เพื่อนพ้องน้องพี่คนเดือนตุลาซึ่งต่างแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แตกข้างแยกค่าย ด่าทอประณามกันเอง ชุลมุนวุ่นวายจนเลาะเป็นวุ้นไปหมด
ข้างหนึ่งก็หมอพรหมินทร์ (เลิศสุริย์เดช) หมอสุรพงษ์ (สืบวงศ์ลี) พี่อ้วน ภูมิธรรม (เวชยชัย) จาตุรนต์ (ฉายแสง) สุธรรม (แสงประทุม) พินิจ (จารุสมบัติ) อดิศร (เพียงเกษ) เกรียงกมล (เลาหไพโรจน์) พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ (อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
ส่วนอีกข้างก็ ธีรยุทธ (บุญมี) พิภพ (ธงชัย) ประสาร (มฤคพิทักษ์) หมอเหวง (โตจิราการ) เจิมศักดิ์ (ปิ่นทอง) แก้วสรร (อติโพธิ) ชัยวัฒน์ สุรวิชัย คำนูญ สิทธิสมาน ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ยุค ศรีอาริยะ สุวินัย ภรณวลัย (อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
ในประเด็นแหลมคมร้อนแรงต่าง ๆ ที่สืบเนื่องจากนั้น และในหมู่นักเคลื่อนไหวปัญญาชนรุ่นถัด ๆ มาด้วย ความขัดแย้งแบ่งฝ่ายก็ดุเดือดไม่แพ้กัน และบังเอิญมีเรื่องมาตรา 7 นายกฯพระราชทาน ก็ทะเลาะกันแหลก กรณีตุลาการภิวัตน์ทะเลาะกันแหลก และในกรณีรัฐประหาร 19 กันยาก็ทะเลาะกัน ในอดีตนักเคลื่อนไหวรุ่นพฤษภาประชาธรรม 2535 รุ่นปฏิรูปการเมือง รุ่นการเมืองภาคประชาชน ก็ทะเลาะกันอีก
ความรุนแรงของความขัดแย้งเหล่านี้ถึงขั้นที่เว็บไซต์บางแห่งของเพื่อนพ้องน้องพี่คนเดือนตุลาและอดีตสหายจากป่าเซ็นเซอร์ข้อเขียนของธงชัย วินิจจะกูล ที่โพสต์มาจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน
คณะกรรมการสโมสร 19 อันนี้เกี่ยวกับผมเพราะเป็นของอดีตสหายอีสานใต้ คณะกรรมการชุดนี้แสดงออกทางการเมืองด้วยการไปถ่ายรูปร่วมกับหมอมิ้งค์ (หมอพรหมินทร์) ที่ทำเนียบ จึงถูกเพื่อนสมาชิกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแสดงออกอย่างหนักจนต้องประกาศลาออกยกชุดกลางคันเพื่อเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งกันใหม่ มันแตกกันเละ
อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงปรากฏการณ์ แต่หลักฐานแห่งความแตกสลายของอุดมการณ์เดือนตุลาที่แท้จริงคือ การที่พลังประชาสังคมคนชั้นกลางที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพทางการเมืองเศรษฐกิจ แตกหักแยกทางกับพลังเครือข่ายมวลชนรากหญ้าในเมืองและในชนบทที่เรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม
ฝ่ายแรกต่อต้านรัฐบาลทักษิณที่เป็นตัวแทนอำนาจทางการเมืองของนายทุนใหญ่ในประเทศ หันไปร่วมมือกับชนชั้นนำตามประเพณีขับโค่นรัฐบาลทักษิณ ในขณะที่ฝ่ายหลังสนับสนุนปกป้องรัฐบาลทักษิณ มันเป็นตลกร้ายทางประวัติศาสตร์ ที่คนชั้นกลางพากันหวังพึ่งชนชั้นนำทหาร ข้าราชการ เทคโนแครต ซึ่งเราอาจจะเรียกในภาษาเดือนตุลาแต่เดิมว่า ชนชั้นนำขุนศึกขุนนางศักดินา คนชั้นกลางหวังพึ่งขุนศึกขุนนางศักดินาว่าจะนำมาซึ่งสิทธิเสรีภาพแก่ตน ในขณะเดียวกันมวลชนรากหญ้าก็หวังพึ่งนายทุนผูกขาด ว่าจะอำนวยความเป็นธรรมแก่ตนเช่นกัน ผมว่าน้อยมากนะครับที่เราจะเห็น double false consciousness คือ จิตสำนึกหลงผิดซ้ำซ้อนกลับหัวกลับหางอย่างนี้ในสังคมการเมืองเดียว คือ ข้างหนึ่งอยากจะได้สิทธิเสรีภาพ รัฐบาลไม่ให้ ก็ไปเอากับขุนศึกขุนนางศักดินา อีกข้างหนึ่งอยากจะได้ความเป็นธรรมทางสังคมเศรษฐกิจ ก็ไปเอากับนายทุนผูกขาด
ถ้าหากนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ อย่าง privatization, liberalization, FTA, รวมทั้งกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนคอร์รัปชั่นทางนโยบายต่าง ๆ เป็นหลักฐานความหลงผิดของฝ่ายหลังแล้ว บรรดาประกาศคำสั่งของคปค. โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 ก็คือหลักฐานความหลงผิดที่ชัดแจ้งที่สุดของฝ่ายแรกนั่นเอง
แต่สิ่งเหล่านี้ มันมีที่มาของมัน การที่คนชั้นกลางฝากความหวังเรื่องสิทธิเสรีภาพของตนไว้ที่ชนชั้นนำขุนศึกขุนนางศักดินาแทนที่จะเป็นชนชั้นนายทุนใหญ่ ก็มิใช่เพราะลักษณะอำนาจนิยมอาญาสิทธิ์อัตตาธิปไตยของรัฐบาลนายทุนใหญ่ที่ละเมิดลิดรอนหลักนิติธรรม รัฐธรรมนูญ และหลักสิทธิเสรีภาพในร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สินของผู้คนพลเมืองใต้การปกครองอย่างกว้างขวางโจ่งแจ้งตลอด 5 ปีที่ผ่านมาดอกหรือ จนในที่สุดรัฐบาลทุนใหญ่ดังกล่าวก็ผลักไสคนชั้นกลางกลุ่มต่าง ๆ ที่ควรเป็นฐานการเมืองของตนได้ ให้ไปเป็นพันธมิตรของชนชั้นนำขุนศึกขุนนางศักดินาแทน พูดให้ถึงที่สุด การนำที่ผิดพลาดของทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยรักไทยนี่แหละ ที่ผลักการปฏิวัติกระฎุมพีของไทยให้ถอยหลังไปนับ 10 ปี
ในทางกลับกัน การที่มวลชนรากหญ้าฝากความหวังเรื่องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมของตนไว้กับนายทุนใหญ่ผูกขาด ก็เพราะทางเลือกเศรษฐกิจชุมชนพอเพียงนั้นลำบากยากเข็ญ เนิ่นช้ายาวนาน เรียกร้องความปักใจมั่น เสียสละอดทนอดกลั้น อดเปรี้ยวไว้กินหวาน มองการณ์ไกลสูงงงง... จริง ๆ ครับ ไปดูข้อมูลในวิทยานิพนธ์ของอ.ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ (วิทยานิพนธ์ของคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หัวข้อ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ: การสถาปนาพระราชอำนาจนำ) เรื่องโครงการพระราชดำริได้ คนที่เข้าสู่โครงการพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเนี่ย ต้องใช้พลังเป็นการสูงมากถึงจะ resist consumerism (ต่อต้านลัทธิบริโภคนิยม) ได้ มีทีวีไม่เปิดดูเลยทั้งวัน เปิดดูอันเดียวคือข่าวในพระราชสำนัก ไม่เอาแบงก์ใส่กระเป๋าหลัง เพราะว่าบนแบงก์มีพระบรมฉายาลักษณ์ คือ เชื่อหนักขนาดนี้ ถึงจะทนไม่ consumer (บริโภค) ได้ เพราะฉะนั้น มันไม่ใกล้มือ มันไม่จูงใจเท่ากับทางเลือกประชานิยมหรือทุนนิยมบวกบริโภคนิยม หรือ capitalist and consumerist populism ของรัฐบาลนายทุนใหญ่มิใช่หรือ จนในที่สุด มวลชนรากหญ้าที่เคยเป็นฐานให้ชนชั้นนำขุนศึกขุนนางศักดินาเอาชนะการท้าทายที่ใหญ่โตที่สุดที่รัฐของพวกเขาเคยเผชิญมาในสงครามประชาชนกับคอมมิวนิสต์เมื่อ 20 ปีก่อน นี่คือมวลชนที่ทำให้ชนชั้นนำเดิมชนะคอมมิวนิสต์ ชนะสงครามประชาชนเมื่อ 20 ปีก่อน มวลชนเหล่านี้กลายเป็นฐานคะแนนเสียงเลือกตั้งและขบวนการเคลื่อนไหวชุมนุมที่เหนียวแน่นยิ่งของพรรคชนชั้นนายทุนใหญ่แทน พูดให้ถึงที่สุด การที่มวลชนรากหญ้าหันไปนิยมนโยบายประชานิยมเพื่อทุนนิยมบวกบริโภคนิยมที่รัฐบาลนายทุนใหญ่หว่านโปรยมา ก็สะท้อนขีดจำกัดแห่งพลังฝืนขืนทวนกระแสหลักของแนวทางเศรษฐกิจชุมชนพอเพียงนั่นเอง
การแสวงหาสิทธิเสรีภาพจากขุนศึกขุนนางศักดินา และการแสวงหาความเป็นธรรมจากนายทุนใหญ่ผูกขาด รังแต่จะนำไปสู่ทางตันเหมือนกัน การหลงทางและป่าวประณามซึ่งกันและกันระหว่างอดีตสหายร่วมขบวนการหรือร่วมอุดมการณ์สามารถผลิตซ้ำตัวมันเองไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด ด่าไปเหอะ
บนพื้นฐานซีกส่วนต่าง ๆ ของอุดมการณ์เดือนตุลาเดียวกันนั่นเอง ไม่มีคำด่าประณามของฝ่ายไหนผิดหมด แต่ก็ไม่มีฝ่ายที่ร้องด่าประณามฝ่ายอื่นคนใดจะถูกถ้วนเลยสักฝ่ายเดียว แน่นอนนะครับ รวมทั้งผมด้วย เพราะขีดจำกัดที่ยิ่งใหญ่เบื้องหน้าเรา คือ ขีดจำกัดแห่งความเป็นจริงของพลังการเมืองและทางเลือกในประวัติศาสตร์ของสังคมไทยเองโดยรวม เป็นขีดจำกัดของทั้งชนชั้นนำตามประเพณี และของชนชั้นนายทุนใหญ่ผูกขาดที่ขึ้นมาใหม่ ของทั้งพลังประชาชนคนชั้นกลางและของพลังเครือข่ายมวลชนรากหญ้าชั้นล่าง
เราติดกับ กับดักนี้ส่วนหนึ่งสภาพการณ์สร้างขึ้น อีกส่วนหนึ่งมันเป็นกับดักที่ตัวเราเองสร้างขึ้น แล้วเราร้องด่ากันเองว่ามึงทำกูติดกับ มึงติดกับ มึงติดกับ มึงติดกับ โห มันส์
เฮ้ย! ระวังให้ดีนะครับ อันนี้ผมพูดถึงพรรคพวกเพื่อนฝูง ผมน่ะเคยซ้ายจัดมาก่อน คุณรู้ไหมบุคลิกซ้ายจัดมันเป็นยังไง? self-righteousness ครับ คือ เชื่อว่ากูถูกฉิบหายเลย แล้วพวกมึงน่ะผิดหมด เพราะมึงต่างจากกูนิดเดียว ความถูกมันต้องสงวนไว้ เรามันพวกน้อย มันชดเชยความมีจำนวนน้อยของตัวด้วยการยืนยันตอกย้ำความถูกของตัวอย่างไม่มีเงื่อนไข มึงต่างจากกูนิดเดียวมึงผิด มึงต่างจากกูนิดเดียวมึงผิด คนผิดเต็มเมืองไปหมดเลย แต่พวกเราถูก แล้วรอวันที่ประวัติศาสตร์จะพิสูจน์ว่าเราถูก ผมเคยเป็นอย่างนั้นมา ฉิบหาย! อยากจะเป็นอีกเหรอ ที่สำคัญนะครับ มันเป็นขีดจำกัดที่แยกสลายอุดมการณ์เดือนตุลาให้แตกแยกเป็นเสี่ยง ๆ อย่างถึงรากถึงโคน จนยากจะมองเห็นว่ามันจะกลับมาฟื้นฟูเชื่อมประสานเป็นปึกแผ่นเดียวกันได้ต่อไปในอนาคต ขอบคุณครับ
ปล. นอกจากคำอภิปรายในส่วนนี้แล้ว เกษียรยังได้อภิปรายวิจารณ์บทความ ธงชาติไทยสามผืนในกระแสโลกาภิวัฒน์ ของพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ซึ่งสามารถอ่านคำอภิปรายในส่วนดังกล่าวอย่างละเอียดได้ที่http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=5355&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai