ในช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไม่นานนัก ผมมีความตั้งใจจะเขียนวิจารณ์หนังไทย 3 เรื่อง เพื่อนำประเด็นที่น่าสนใจในหนังแต่ละเรื่องมาเชื่อมโยงกับสภาพของสังคมการเมืองไทยยุคปัจจุบัน หนังทั้ง 3 เรื่องนั้น ได้แก่ โหมโรง สยิว และ ตะเคียน
แต่จนกระทั่งถึงบัดนี้ ผมก็ยังไม่ได้เขียนวิจารณ์หนังไทยทั้ง 3 เรื่องดังกล่าวตามที่ตั้งใจไว้ อันเนื่องมาจากสาเหตุสำคัญ คือ ความเกียจคร้านของตนเอง อย่างไรก็ตาม ผมจะพยายามเขียนวิจารณ์หนังเหล่านั้นออกมาในเร็ววัน
เมื่อเอ่ยชื่อหนังไทยทั้ง 3 เรื่องที่ผมตั้งใจจะเขียนถึง หลายคนอาจจะรู้สึกสงสัยว่า เมื่อเทียบกับหนังเรื่อง โหมโรง และ สยิว แล้ว ตะเคียน ซึ่งกำกับโดย เฉลิม วงศ์พิมพ์ มีคุณค่าเพียงพอที่จะนำมาวิพากษ์วิจารณ์เทียบเคียงกับหนัง 2 เรื่องแรกหรือ?
สำหรับผม หาก โหมโรง มีประเด็นน่าสนใจอยู่ที่ การผลิตซ้ำงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ฉบับทางการเกี่ยวกับ ป. พิบูลสงคราม ลงบนจอภาพยนตร์ และ สยิว สามารถนำเสนอภาพความสัมพันธ์ระหว่างคนชั้นกลางกับการเมืองไทยได้อย่างน่าสนใจแล้ว
ตะเคียน ก็สามารถนำเสนอภาพการปะทะกันระหว่าง ป่า กับ เมือง หรือ ชนบท กับ การพัฒนา ได้อย่างน่าสนใจ เพราะคงจะหาหนังไทยได้น้อยเรื่องมากที่สร้างจากบทภาพยนตร์ซึ่งจับ ผีนางตะเคียน จากป่า มาปะทะกับ เขื่อน อันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ด้วยความคิดที่ว่า เมื่อ เขื่อน มันมาสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างใหญ่หลวง ก็ส่ง ผีนางตะเคียน ไปพัง เขื่อน แม่งเลย
แต่ก็น่าเสียดายอยู่ไม่น้อย ที่บทภาพยนตร์ของ ตะเคียน ไม่สามารถเดินไปสุดทางตามตรรกะที่ตัวเองตั้งไว้ได้ เมื่อสุดท้ายแล้ว ตัวร้าย ของหนังเรื่องนั้น ก็เป็นเพียงแค่ นายทุนชั้นกลาง และ วิศวกรชาวเมือง ผู้เดินทางมาสร้าง เขื่อน ในชนบท ทั้งที่หากมองความจริงในสังคมไทย เราก็จะพบว่า เขื่อน ในฐานะโครงการพัฒนาจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านตามชนบท ไม่ได้ถูกผลักดันโดยกำลังสำคัญที่เป็น นายทุนชั้นกลาง หรือ วิศวกรชาวเมือง แต่อย่างใด
ดังนั้น ผีนางตะเคียน ใน ตะเคียน จึงต้องปะทะกับคู่ต่อสู้ที่ผิดฝาผิดตัว ผู้ไม่ใช่ศัตรูที่แท้จริงของตนเอง ซึ่งก็เป็นที่น่าขบคิดต่ออยู่ไม่น้อยว่า หาก ผีนางตะเคียน ต้องปะทะกับคู่ต่อสู้ที่เสมือนหนึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงมนุษย์ ทั้งยังถูกเชื่อว่ามีอิทธิฤทธิ์เหนือผู้คนอย่างไม่ยิ่งหย่อนหรืออาจจะสูงล้ำกว่าผีบ้านป่าแล้ว บทสรุปของหนังเรื่อง ตะเคียน จะออกมาเป็นเช่นไร? ผีนางตะเคียน ในฐานะตัวแทนของ ป่า และผู้คนใน ชนบท จะสามารถต้านทานศัตรูที่แท้จริงของตนได้มากน้อยแค่ไหน?
ครั้นเมื่อมาถึง คนไฟบิน ประเด็นการปะทะกันระหว่าง ชนบท กับ เมือง หรือ การพัฒนา ก็หวนกลับมาปรากฏในหนังของเฉลิมอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การปะทะกันครั้งนี้ก็ไม่ได้ถูกแบ่งเป็นขั้วตรงข้ามอย่างง่ายดายนัก เพราะ ชนบท หรือ ชาวบ้านในภาคอีสาน/ตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องเผชิญหน้ากับ บุคคลระดับพระยา ที่เป็นทั้งตัวแทนของอำนาจส่วนกลางในกรุงเทพฯ และ ตัวแทนของฝรั่ง หรือ พวก ตะวันตก
แท้จริง กรอบวิธีคิดในการแบ่งโลกออกเป็น ตะวันตก กับ ตะวันออก ถือเป็นสิ่งที่มีปัญหาอยู่มิใช่น้อย เช่น ในทางปฏิบัติ ตะวันตก สำหรับไทย ก็ไม่ได้มีเพียงฝรั่งจากยุโรปหรืออเมริกาเท่านั้น แต่ยังอาจรวมถึง พม่า (ซึ่งก็ถือเป็นศัตรูสำคัญของรัฐชาติไทยเช่นกัน) หรือ อินเดีย (ซึ่งเป็นต้นธารของวัฒนธรรมประเพณีจำนวนมากของสังคมไทย และในปัจจุบัน สิ่งเหล่านั้นก็ได้ถูกแปร/แปลงเป็น ความเป็นไทย อันดีงามที่แตะต้องและเปลี่ยนแปลงไม่ได้) ขณะเดียวกัน ตะวันออก สำหรับฝรั่งในยุโรปตะวันตก เช่น คนอังกฤษ ก็อาจไม่ได้มีเพียงเอเชียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงยุโรปตะวันออกด้วย
ดังนั้นหากพิจารณากันอย่างถ้วนถี่แล้ว ทั้ง ตะวันตก และ ตะวันออก จึงต่างไม่ได้มีความเป็นหนึ่งเดียวกันในตัวของมันเอง แต่กลับเป็น ตะวันตก หรือ ตะวันออก อันมีความหลากหลายย้อนแย้งอยู่ภายในตัวเอง นอกจากนี้ ทั้ง ตะวันตก และ ตะวันออก ต่างก็มีปฏิสัมพันธ์และผสมผสานกัน จนเราไม่สามารถจะพิจารณาหรือจำแนกแยกแยะอย่างง่ายดายได้ว่า สิ่งใดบ้างในโลกกลม ๆ ใบนี้ที่มีความเป็น ตะวันตก หรือ ตะวันออก
ซึ่งปฏิสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่าง ตะวันตก กับ ตะวันออก ก็ปรากฏขึ้นอย่างมากมายหลากหลายมิติใน คนไฟบิน
เริ่มตั้งแต่การเผชิญหน้ากันระหว่าง บรรดานายฮ้อย ชาวบ้าน และ ควาย ในภาคอีสาน กับ พระยาแหว่ง ซึ่งในด้านหนึ่งก็ถือเป็นตัวแทนของอำนาจส่วนกลางในกรุงเทพฯ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นพ่อค้าซึ่งจะได้รับประโยชน์จากกิจการค้าขายรถไถของฝรั่ง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตทางเศรษฐกิจของสยามภายหลังการทำสนธิสัญญาบาวริ่ง
ชาวบ้านและควายจาก ตะวันออกเฉียงเหนือ ใน คนไฟบิน จึงไม่เพียงต้องปะทะกับมหาอำนาจ ตะวันตก ในรูปของสนธิสัญญาบาวริ่ง และ รถไถของฝรั่ง เท่านั้น แต่พวกเขายังต้องต่อสู้กับศัตรูที่มีบทบาทเด่นชัดยิ่งกว่าและชั่วร้ายกว่าอย่าง พระยาแหว่ง ชนชั้นนำสยามผู้สมคบคิดกับ ตะวันตก
นักประวัติศาสตร์อย่าง ธงชัย วินิจจะกูลเคยเสนอว่า ชนชั้นนำสยามได้ให้ความร่วมมือกับอังกฤษอย่างกระตือรือร้นในการทำสนธิสัญญาบาวริ่ง เพราะพวกเขาจะได้ประโยชน์จากการเพิ่มพูนการค้าและรายได้อย่างมากมาย สำหรับพวกเขา สนธิสัญญาดังกล่าวไม่ถือเป็นการคุกคาม หรือ การเสียเอกราชของสยาม
นอกจากนี้ ครูของผมคนหนึ่งก็ได้เคยเสนอว่า การที่ชนชั้นนำสยามสมัยรัชกาลที่ 4 คบหาและเปิดรับอังกฤษ ก็ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรไปจากบรรดามหาราชาในอินเดียที่คบหาและเปิดรับอังกฤษเช่นกัน (ก่อนที่ต่อมาอินเดียจะตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ) เนื่องจาก ชนชั้นนำเหล่านี้ต่างก็ต้องการใช้มหาอำนาจจากภายนอกอย่างอังกฤษมาถ่วงดุลกับขั้วอำนาจต่าง ๆ ภายใน สำหรับกรณีของรัชกาลที่ 4 ก็คือ ใช้ฝรั่งมาถ่วงดุลอำนาจกับ เจ้านายสายรัชกาลที่ 3 ซึ่งคบค้ากับจีน (การเกิดขึ้นของสนธิสัญญาบาวริ่งก็ส่งผลกระทบสำคัญต่อสถานะทางการเมืองและเศรษฐกิจของขุนนางสยามเชื้อสายจีนที่มีอำนาจควบคุมกรมท่าอย่างพระยาโชฎึกราชเศรษฐี)
เท่ากับว่า ชาวบ้านอีสานใน คนไฟบิน ทางภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องต่อสู้กับอำนาจของชนชั้นนำสยามในกรุงเทพฯ (ซึ่งหากเคร่งครัดเรื่องการแบ่งแยก ตะวันตก และ ตะวันออก กันจริง ๆ กรุงเทพฯ ก็ถือเป็น ตะวันตก สำหรับอีสาน) และมหาอำนาจที่เป็นฝรั่ง ตะวันตก ไปพร้อม ๆ กัน ตะวันตก จึงไม่ใช่ศัตรูที่น่ากลัวและร้ายกาจแต่เพียงหนึ่งเดียวสำหรับชาวบ้านในภาคอีสาน แต่ภัยจากพวก ตะวันออก ด้วยกันต่างหากที่น่ากลัวยิ่งกว่า
ตะวันออก ใน คนไฟบิน จึงไม่ได้เป็น บูรพาไม่แพ้ ที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว หากเป็น ตะวันออก ที่หลากหลายและย้อนแย้งกันในตัวเอง ดังนั้น ตัวละครฝ่ายร้ายของเรื่องที่ต้องถูกกำจัดจึงประกอบไปด้วย รถไถฝรั่ง พระยาแหว่ง (รวมถึงพ่อค้าขายควายเชื้อสายจีนผู้คบคิดกับพระยาแหว่ง)
สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งใน คนไฟบิน ก็คือ การนำเสนอประเด็นการปะทะกันระหว่างพุทธศาสนา กับ ความเชื่อดั้งเดิมของคนท้องถิ่น โดยหนังเรื่องนี้ได้สร้างบรรยากาศของเวทมนต์และคุณไสยแบบอีสานที่อบอวลอยู่ในหนังตลอดเวลา อันสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า เวทมนต์และคุณไสยแบบอีสานเท่านั้นที่ช่วยให้คนอีสานประสบชัยชนะในการต่อสู้ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ ขณะที่ โลกทัศน์แบบพุทธศาสนากลับมีบทบาทอยู่ไม่มากนักใน คนไฟบิน โดยสังเกตเห็นได้ชัดจากการที่พระเอกของเรื่องตัดสินใจสึกออกมาจากการเป็นเณร เพื่อไปเรียนวิชาทำบั้งไฟและการต่อสู้ จนกลายมาเป็นโจรบั้งไฟในที่สุด
สำหรับการปะทะกันระหว่างพุทธศาสนากับความเชื่อดั้งเดิมของคนท้องถิ่นนั้น ก็ถือเป็นการเผชิญหน้ากันในอีกลักษณะหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการคุกคามของอิทธิพล ตะวันตก (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ตะวันออก ด้วยกันเอง) อย่างอินเดีย ที่แผ่ขยายวิถีความคิดและความเชื่อของตนเข้ามายังดินแดนบริเวณที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งในที่สุดแล้ว พุทธศาสนาจากอินเดียก็สามารถลงหลักปักฐานได้ในวิถีความคิดและความเชื่อของผู้คนในแถบนี้ ทั้งด้วยการปราบปรามหรือผลักไส ผี ที่ชาวบ้านนับถือออกไปยังความเป็นชายขอบทางความเชื่อ และ การผสมผสาน พุทธ เข้ากับ ผี จนกลายมาเป็นพุทธศาสนาแบบไทย ๆ
การละจากโลกทางพุทธศาสนามาสู่โลกแห่งการเป็นโจรบั้งไฟ และ บทสวดขอฝนในพิธีกรรมบุญบั้งไฟที่มีการกล่าวถึง พญาแถน ( ซึ่งเป็น ผี ที่สำคัญตนหนึ่งในดินแดนแถบนี้ ก่อนที่พุทธศาสนาจะขยายอิทธิพลเข้ามา) จึงเสมือนเป็นการยืนยันถึงโลกทัศน์หรือวิถีความเชื่อท้องถิ่นของชาวอีสานผ่านหนังเรื่อง คนไฟบิน แต่ขณะเดียวกัน การปรากฏบทบาทอยู่บ้างของพุทธศาสนาในหนังเรื่องนี้ เช่น พระเอกเคยบวชเณร หรือ นายฮ้อยสิงห์ได้มอบสร้อยพระไว้ให้พระเอก ก็อาจถือเป็นความผสมผสานกันระหว่าง พุทธ กับ ผี โดยที่ ผียังมีบทบาทมากกว่า พุทธ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการปะทะกันระหว่าง ตะวันตก คือ พุทธศาสนาจากอินเดีย กับ ตะวันออก คือ โลกแห่งเวทมนต์และคุณไสยแบบชาวบ้านอีสานหรือทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนังเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนที่ว่า ความเป็นอีสาน ก็ไม่ได้มีความเป็นหนึ่งเดียว แต่ความเป็นอีสานที่แสดงผ่านเวทมนต์และคุณไสยกลับมีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ได้แก่ นายฮ้อยสิงห์ และ ปอบดำ
ปอบดำเอง ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจาก พระยาแหว่ง เพราะตัวละครทั้งสองคนนี้ต่างเป็น คนชั่ว ที่อยู่ภายใน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างหลากหลายที่เกิดขึ้นใน ความเป็นตะวันออกเฉียงเหนือ/อีสาน และ ความเป็นตะวันออก ในขณะที่ ตัวละครอย่างพระยาแหว่งชี้ให้เห็นว่า ภัยจากชนชั้นนำ ตะวันออก ที่สมคบคิดกันกับฝรั่ง ตะวันตก อย่างแนบแน่นนี่เอง ที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าภัยจากฝรั่ง ตะวันตก ตัวละครอย่างปอบดำก็ชี้ให้เห็นถึง ภัยจากผู้มีเวทมนต์ชาวอีสาน/ตะวันออกเฉียงเหนือที่ส่งผลร้ายต่อชาวอีสานด้วยกันเอง เนื่องจาก เขาไปสมคบคิดกับชนชั้นนำผู้มีอำนาจจากกรุงเทพฯ
ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ตะวันตก กับ ตะวันออก ที่ปรากฏใน คนไฟบิน จึงดำเนินไปอย่างซับซ้อนหลากหลายยิ่ง จนไม่สามารถจะแบ่งขั้วหรือเหมารวมได้อย่างง่ายดายว่า อะไรเป็น ตะวันตก หรือ ตะวันออก นี่ยังไม่รวมถึงความย้อนแย้งผสมผสานที่สังเกตเห็นได้ระหว่างเนื้อหากับสไตล์ของหนังเรื่องนี้ เพราะในขณะที่เนื้อหาของหนังดูเหมือนจะเชิดชูความเป็นอีสาน แต่รูปแบบของหนังกลับมีส่วนผสมของหนังคาวบอย ตะวันตก ตลอดจนหนังแอ๊คชั่นกำลังภายในฮ่องกง (ซึ่งก็ได้รับอิทธิพลจาก ตะวันตก เช่นกัน) ปรากฏอยู่อย่างเด่นชัด
หนังเรื่อง คนไฟบิน ได้เดินทางไปถึงจุดจบของมัน เมื่อ โจรบั้งไฟได้รับชัยชนะเหนือทั้งปอบดำ พระยาแหว่ง พ่อค้าเชื้อสายจีน และรถไถฝรั่งที่ถูกเผาไหม้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าครุ่นคิดต่อมาก็คือ ตกลงแล้ว ใครกันที่ถือเป็นผู้ชนะในหนังเรื่องนี้? เพราะถ้าหากจะกล่าวอย่างรวม ๆ ว่า สุดท้ายแล้ว ความเป็นอีสาน ก็สามารถเอาชนะฝรั่ง ตะวันตก อำนาจส่วนกลางจากกรุงเทพฯ และอำนาจอธรรมภายในอีสานเอง ได้เป็นผลสำเร็จ ความเป็นอีสาน ดังกล่าวก็น่าจะมีความหมายรวมไปถึงผู้คนจำนวนมากในภาคอีสานด้วย
แต่เราก็ไม่ได้พบเห็นบทบาทของชาวบ้านเหล่านั้นมากนักใน คนไฟบิน เราพบเห็นเพียงแค่ ภาพความอดอยากปากแห้งไม่มีควายไว้ใช้ไถนาของพวกเขา ก่อนที่วีรบุรุษอย่างโจรบั้งไฟจะนำควายที่ได้จากการปล้นมามอบให้ และ ภาพพระยาแหว่ง/ปอบดำ สั่งให้ชาวบ้านจับตัวโจรบั้งไฟ แต่ชาวบ้านกลับไม่ทำตามคำสั่งดังกล่าว แล้วพากันเดินหายไปจากจอภาพยนตร์ ก่อนที่โจรบั้งไฟจะต่อสู้กับพระยาแหว่ง/ปอบดำ และเมื่อโจรบั้งไฟเป็นฝ่ายชนะ หนังก็จบลงด้วยฉากที่เขากับหญิงสาวคนรักขึ้นขี่หลังควายด้วยกันอย่างมีความสุข
ดังนั้น แม้ คนไฟบิน จะนำเสนอภาพของอีสานที่ต้องเผชิญหน้ากับภัยหลากหลายประเภท แต่หนังเรื่องนี้กลับคล้ายจะเชื่อว่าอีสานสามารถต่อสู้และปลดปล่อยตัวเองจากภัยเหล่านั้นได้ด้วยน้ำมือของเอกบุรุษหรือวีรชนเอกชนเพียงคนเดียว คือ โจรบั้งไฟผู้ใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวแยกขาดจากชุมชน
สิ่งที่เกิดขึ้นใน คนไฟบิน ก็คล้ายกันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในนิทรรศการ กันดารคือสินทรัพย์: อีสาน ที่จัดแสดงขึ้นระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 ถึง 1 มกราคม 2549 โดยสำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ณ ห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม
โดยผู้เข้าชมนิทรรศการดังกล่าวจะต้องเดินเหยียบย่ำไปบนรูปใบหน้าของชาวบ้านอีสานผู้ไร้ชื่อเสียงจำนวนมากที่ถูกจัดวางอยู่บนทางเดินเข้าสู่งานนิทรรศการ พร้อม ๆ กับเสียงคำพูดที่ว่าประเภท บักสิเด๋อ ลาว บักหำน้อย ดังคลออยู่ตลอด แต่เมื่อเดินผ่านเส้นทางสายนั้นไปแล้ว ผู้ชมก็จะพบกับภาพของฮีโร่ชาวอีสานที่ประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ เช่น สมรักษ์ คำสิงห์ โทนี่ จา ไมค์ ภิรมย์พร ตลอดจน ไฮ ขันจันทา ปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงเพลงชาติไทย นี่จึงเป็นการเหยียบย่ำคนอีสานที่ไร้ตัวตนจำนวนมากเพื่อข้ามมาพบกับ อีสานฮีโร่ จำนวนหนึ่ง
แม้ชาวบ้านอีสานใน คนไฟบิน จะไม่ได้ถูกเหยียบย่ำบนทางเดิน แต่ตัวตนของพวกเขาก็ไม่ได้ปรากฏอย่างเด่นชัดมากนักในหนังเรื่องนี้ เพราะตัวตนที่ปรากฏอย่างเด่นชัดก็คือตัวตนของโจรบั้งไฟ (และอาจรวมถึงผู้มีอำนาจวิเศษส่วนน้อยอย่าง นายฮ้อยสิงห์) ผู้มีความสามารถในการต่อกรกับอำนาจจาก ตะวันตก กรุงเทพฯ และฝ่ายอธรรม รวมทั้งยังเป็นผู้ช่วยเหลือชาวบ้านอีสานในยามอดอยากและช่วยปลดปล่อยพวกเขาจากอำนาจของพระยาแหว่ง
ทว่าชัยชนะของโจรบั้งไฟดังปรากฏตอนท้ายเรื่อง มีความหมายถึงชัยชนะของอีสานต่ออำนาจจากฝรั่ง ตะวันตก กรุงเทพฯ และฝ่ายอธรรม จริงหรือ?
เมื่ออำนาจจากฝรั่ง ตะวันตก ไม่ได้มีแค่สนธิสัญญาบาวริ่งกับรถไถ (รถไถอาจถือเป็นประโยชน์สำหรับชาวบ้านในภาคอีสานยุคปัจจุบันมากกว่าจะถือเป็นภัย) เมื่อตัวแทนจากอำนาจส่วนกลางในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีแค่พระยาแหว่ง เมื่อปอบดำอาจไม่ใช่ฝ่ายอธรรมเพียงคนเดียวในภาคอีสาน นอกจากนี้ ยังมีบ่อยครั้งที่อำนาจเหล่านี้ร่วมมือหรือสมคบคิดกันผ่านเครือข่ายความสัมพันธ์อันซับซ้อนเพื่อเอารัดเอาเปรียบหรือกดขี่ผู้คนจำนวนมากในภาคอีสาน
คำถามก็คือ โจรบั้งไฟผู้โดดเดี่ยวจะสามารถต่อสู้ต้านทานกับอำนาจอันซับซ้อนหลากหลายเหล่านี้ไปได้สักกี่น้ำ นี่ยังไม่นับภารกิจในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ซึ่งโจรบั้งไฟเพียงผู้เดียวย่อมไม่มีปัญญาที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
ด้วยเหตุนี้ ความเป็น วีรชนเอกชน ของโจรบั้งไฟที่ปรากฏใน คนไฟบิน จึงไม่สามารถนำความเปลี่ยนแปลงใด ๆ มาสู่อีสานได้ ความเป็น วีรชนเอกชน ดังกล่าว อาจเป็นได้แค่เพียงภาพที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความหวังว่า มันอาจจะขายได้ในสายตาของคนชั้นกลาง (แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มันไม่ขาย) เหมือนกับ ฮีโร่ชาวอีสานจำนวนหนึ่ง เท่านั้น ขณะที่ ความเป็น ประชาชน ของผู้คนอีสาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดการ ปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงในภูมิภาค (หรือแม้แต่ในระดับประเทศ) ของพวกเขาได้ หากมีการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง กลับเป็นสิ่งที่ขายไม่ได้ในสายตาของคนชั้นกลาง เมื่อขายไม่ได้ ชีวิตของผู้คนเหล่านี้จึงค่อย ๆ เลือนหายออกไปจากจอหนังรวมทั้งสื่อสารมวลชนแขนงอื่น ๆ ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปรากฏใน คนไฟบิน ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากโลกทัศน์และชีวทัศน์ของผู้คนจำนวนมากในสังคมไทย (แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นส่วนใหญ่ในสังคมหรือไม่) ที่คาดหวังว่าจะมี วีรบุรุษ เอกบุรุษ หรือ วีรชนเอกชน ผู้เก่งกล้าสามารถมากอบกู้วิกฤตของบ้านเมืองอยู่เสมอ จนอาจกล่าวได้ว่าอาการเพ้อหาวีรบุรุษถือเป็นอาการปกติของสังคมไทยไปแล้ว การลุกขึ้นมาแสดงบทบาทในสังคมของ ประชาชน ที่เป็นผู้คนซึ่งยากไร้ต่างหาก ที่ถือเป็นอาการผิดปกติสำหรับสังคมไทย เช่น อาจถูกมองว่าเป็นคลื่นใต้น้ำ เป็นต้น และสุดท้าย สังคมไทยก็อาจไปไหนได้ไม่ไกลหากยังติดยึดอยู่กับอาการปกติของตนเอง ซึ่งแท้จริงแล้วอาจเป็นอาการผิดปกติ
คนไฟบิน จึงเป็นหนังที่นำเสนอปฏิสัมพันธ์อันซับซ้อนหลากหลายระหว่าง ตะวันตก กับ ตะวันออก ได้อย่างน่าสนใจและมีมิติพอสมควร แต่ขณะเดียวกัน ในอีกแง่มุมหนึ่ง หนังเรื่องนี้ก็ทำได้เพียงแค่ตอกย้ำหรือผลิตซ้ำมายาคติว่าด้วยวีรบุรุษ/วีรชนเอกชนในสังคมไทย ซึ่งส่งผลกระทบให้ตัวตนและตำแหน่งแห่งที่ของ ประชาชน ค่อย ๆ เลือนรางหายไปในที่สุด