ช่วงเย็นของวันนี้ ผมเพิ่งได้ไปดูหนัง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 มา เมื่อแรกเริ่มได้เห็นชื่อของหนังไตรภาคชุดนี้ ผมถึงกับมีความทะเยอทะยานเป็นการส่วนตัว ที่จะทดลองลองมองประเด็นการสร้างความรู้สึกชาตินิยมผ่านมิติของตำนานปรัมปรา (myth) ซึ่งปรากฏในหนัง
แต่เมื่อได้ดูหนังภาคแรกจบลง มันกลับไม่มีอะไรสะดุดใจหรือติดค้างอยู่ในหัวสมองของผมมากนัก โดยประเด็นที่อยากจะทดลองมองเมื่อแรกเริ่มได้เห็นชื่อหนังก็ไม่ปรากฏอย่างชัดเจนใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 เนื่องจากผมเห็นว่า หนังภาคนี้ไม่ได้เล่าเรื่องในลักษณะของ ตำนาน หรือ อาจกล่าวได้ว่าไม่มีเสน่ห์ของการเล่าเรื่องในลักษณะ ตำนาน กรุ่นอวลอยู่ในหนังภาคนี้
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า คงต้องรอดูหนังภาค 2 เสียก่อน จึงจะพอเขียนงานเกี่ยวกับ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่หากจะรอจนถึงหนังภาค 3 ลงโรงฉาย ก็คงเขียนงานได้ตอนปลายปีโน่น
สิ่งที่แปลกประหลาดก็คือ อาการครุ่นคิดเกี่ยวกับประเด็นเรื่องชาตินิยมยังคงลอยวนเวียนอยู่ในหัวสมองของผม ทว่าไม่ได้เกิดจากการได้ดูหนังเรื่องล่าสุดของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล แต่อย่างใด หากเกิดจากท่าทีทางการเมืองระหว่างประเทศของผู้นำประเทศที่เพิ่งเกิดขึ้นในสังคมไทยร่วมสมัยมากกว่า
จากคำกล่าวถึงประเทศสิงคโปร์ของพล.อ.สนธิ ที่ลงตีพิมพ์ตามหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับเมื่อวันพฤหัสฯ ได้ทำให้ผมย้อนคิดไปถึงกรอบความคิดแบบหนึ่งที่ใช้มองลัทธิชาตินิยม
กรอบความคิดแบบนี้ จะมองว่า ชาติ ทั้งในความหมายของ รัฐชาติ ที่สถาปนาขึ้นแล้ว และ กลุ่มคนหรือชุมชนที่ทำการรณรงค์ (รบ) ต่อสู้เพื่อสร้าง ชาติ ล้วนแล้วแต่ต้องการ ศัตรู อยู่เสมอ
เมื่อ ชาติ ต้องการ ศัตรู และเสาะแสวงหา ศัตรูแห่งชาติ จนพบแล้ว สิ่งต่อมาที่ ผู้นำของชาติ ต้องทำ ก็คือ การปลุกระดมผู้คนภายใน ชาติ ให้เลือดรักชาติขึ้นหน้า และสามัคคีรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในนามของความสมานฉันท์ เพื่อต่อสู้กับ ศัตรูแห่งชาติ ที่ถูกค้นพบ
แต่เมื่อความขัดแย้งระหว่าง ชาติ กับ ศัตรูแห่งชาติ จบสิ้นหรือจวนเจียนจะมอดดับลง ความสมานฉันท์เป็นหนึ่งเดียวของคนภายใน ชาติ ก็จะพลอยเหือดหาย กระทั่ง แตกสลาย ตามไปด้วย จึงไม่แปลกอะไร ที่จะเกิดเหตุการณ์ซึ่ง ผู้นำแห่งชาติ หรือ คนในชาติกลุ่มหนึ่ง สามารถเข่นฆ่าล้างทำลาย เพื่อนร่วมชาติ ที่เคยรวมพลังร่วมกันในการต่อสู้กับ ศัตรูแห่งชาติ ที่อยู่ภายนอก ได้อย่างลงคอ เพียงเพราะ เพื่อนร่วมชาติ เหล่านั้น มีความคิดหรืออุดมการณ์อันแตกต่างออกไป แต่นั่นก็พอเพียงแล้ว ที่พวกเขาจะถูกตราหน้าว่าเป็น ศัตรูภายในชาติ
(การมองเห็นลัทธิชาตินิยมในลักษณะนี้ น่าจะทำให้ผู้ใช้ลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือทางการเมือง และ ผู้คนที่พลัดไหลไปตามกระแสธารแห่งอารมณ์ความรู้สึกแบบชาตินิยม ได้ตระหนักถึงอนาคตซึ่งอาจมีราคาที่จะต้องจ่ายอย่างสูงลิบลิ่วบ้างไม่มากก็น้อย ทั้งในกรณี รัฐบาลทหารไทยกับสิงคโปร์ ตลอดจน กลุ่มแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้กับรัฐไทย)
กรอบความคิดเช่นนี้ ทำให้ผมหวนคิดไปถึงหนังเรื่อง The wind that shakes the barley ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจมิใช่น้อย ที่หนังโดยผู้กำกับชาวอังกฤษ อันเล่าเรื่องเกี่ยวกับการต่อสู้ของชาวไอริช กลับมีส่วนร่วมที่อาจซ้อนทับกันอยู่กับเหตุการณ์ทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยร่วมสมัย สังคมที่มีคนบางคนกำลังเชิดชูอะไรที่เป็นแบบไทย ๆ (เช่น ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ) ขณะเดียวกัน ก็ด่าอะไรที่เป็นแบบฝรั่ง ราวกับว่า ไทย และ ฝรั่ง สามารถดำรงอยู่อย่างแยกขาดออกจากกันได้
สามารถกล่าวได้ว่า ผมมองเห็นเงาร่างหรือเค้ารางของลัทธิชาตินิยมไทยร่วมสมัยกำลังเคลื่อนไหวอยู่อย่างมีชีวิตชีวา (มีด้านสว่างและด้านมืด) ในหนังฝรั่งเรื่องนั้น ทว่า ผมกลับมองไม่เห็นชีวิตที่ไม่ตายซากแห้งแล้งของลัทธิชาตินิยมไทยปรากฏขึ้นใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 เพราะสำหรับผมแล้ว ชาตินิยม มีแง่มุมความหมายมากกว่าการต่อสู้ การมีอิสรภาพ การรักแผ่นดินเกิด หรือ การสละชีพเพื่อชาติ เช่น ขณะที่บางคนยอมสละชีพของตนเพื่อ ชาติ ชาติ ก็สามารถปลิดชีวิตของคนบางคนใน ชาติ ได้เช่นกัน
(อ้อ! นอกจากจะไม่ได้เห็นลัทธิชาตินิยมไทยที่มีชีวิตชีวา มีดีมีเลว ปรากฏใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 แล้ว ผมยังได้ฟังเพลงฝรั่งตอน end credit ของหนังเรื่องนี้ด้วยครับ 555)