หลายคนที่ได้มีโอกาสดูหนังเรื่อง Curse of the Golden Flower อันเป็นผลงานเรื่องล่าสุดของ จาง อี้ โหมว ย่อมจะมองเห็นได้ชัดเจนว่า ประเด็นเรื่องความล่มสลายของสถาบันครอบครัว ถือเป็นประเด็นหลักที่สำคัญของหนังเรื่องนี้ นอกจากนั้น บางคนก็อาจจะมองเห็นประเด็นความยิ่งใหญ่ซึ่งเคลือบเลี่ยมอยู่ที่เปลือกนอก แต่แก่นแกนภายในกลับเต็มไปด้วยความเหลวแหลกของราชวงศ์แห่ง โอรสสวรรค์ ณ พระราชวังต้องห้าม
อย่างไรก็ตาม ผมกลับมีความเห็นว่า ประเด็นหลักที่มีความสำคัญที่สุดและปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนอยู่ตลอดเวลาในหนังเรื่องนี้ก็คือ ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างคู่ตรงข้ามอย่าง ธรรมชาติ (nature) และ จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี (convention) ซึ่งมักจะไหลเลื่อนเคลื่อนไหวมาซ้อนทับปะปนกันจนกำกวมยากแยกแยะ ตลอดมาในประวัติศาสตร์แห่งภูมิปัญญาของมนุษยชาติ
หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างที่คล้ายจะดำรงอยู่มาเนิ่นนาน และมีสถานะประดุจดัง ธรรมชาติ อันเปรียบเสมือนสัจจะสูงสุดที่ไม่วันเอาชนะหรือโต้แย้งได้ในโลกมนุษย์ใบนี้นั้น ล้วนแล้วแต่เป็น จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ถูกมนุษย์สถาปนาขึ้นทั้งสิ้น ไม่ใช่สิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นเองโดยธรรมชาติแต่อย่างใด และเมื่อมนุษย์ผู้ยึดกุมอำนาจจำนวนหนึ่ง มีความเห็นว่า จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ใดที่ยังประโยชน์ต่อการธำรงไว้ซึ่งอำนาจของพวกเขา พวกเขาก็จะพยายามสร้าง จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี เหล่านั้น ให้มีสถานะเป็น ธรรมชาติ ซึ่งห้ามผู้อยู่ใต้อำนาจคนใดโต้แย้งหักล้าง ถึงแม้ว่า ธรรมชาติ ดังกล่าว จะเป็นเพียง ธรรมชาติเสมือน หรือ ธรรมชาติจำแลง ก็ตามที
ปรากฏการณ์เช่นนี้สามารถถูกพบเห็นได้ตลอดเวลาในหนังเรื่อง Curse of the Golden Flower ซึ่ง จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ได้กลืนกลายกับ ธรรมชาติ เรื่อยไปจนกระทั่งถึง สถาปนาตนเองขึ้นเป็น ธรรมชาติ เสียเอง ในพื้นที่ของพระราชวังต้องห้ามอันถูกก่อสร้างและตกแต่งอย่างโอ่อ่าตระการตา
แม้เวลาและโมงยามจะถือเป็นเรื่อง ธรรมชาติ ที่เคลื่อนไหวไปตามการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลก อย่างไรก็ตาม การพร่ำพรรณนาสรรเสริญเยินยอถึงคุณงามความดีของ จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ในด้านต่าง ๆ ก่อนจะทำการประกาศโมงยาม ดังที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงการพยายามจะรุกคืบเข้าไปยึดกุม ธรรมชาติ ของมนุษย์ผู้สถาปนา จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี
ตัวละครอย่าง ฮ่องเต้ ในหนังก็แสดงบทบาทเด่นชัดที่สุด ในการพยายามยึดกุม ธรรมชาติ เช่น เขาพยายามกำหนดกฎเกณฑ์ให้ ฮองเฮา ต้องเสวยยาพิษอยู่ทุกโมงยาม โดยอ้างถึงกฎแห่งธรรมชาติอันเป็นสัจจะสูงสุด และฮองเฮาเองก็มิอาจขัดกฎแห่งธรรมชาติดังกล่าวได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว กฎแห่งธรรมชาติที่ฮ่องเต้กล่าวอ้าง ก็เป็นเพียง จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ตัวเขาเองสร้างขึ้นมาเท่านั้น
อาจสามารถกล่าวได้ว่า ความโอ่อ่าตระการตาทั้งหลายในพระราชวังต้องห้ามล้วนแล้วแต่เป็น จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสถานที่เสวยอาหารของพระราชวงศ์ซึ่งตั้งอยู่สูงเด่น ณ ลานพระราชวัง อันถูกอธิบายเชื่อมโยงกับ ธรรมชาติ อย่างสวรรค์และพิภพผ่านการประดิษฐ์สร้างตกแต่งพื้นที่ซึ่งใช้รูปทรงเรขาคณิตอย่างสี่เหลี่ยมและวงกลม หรือ การปรุงแต่งลานพระราชวังให้เต็มไปด้วยดอกไม้ ธรรมชาติ อย่างดอกเบญจมาศจนเหลืองอร่ามละลานตา อย่างไรก็ตาม ความเหลืองอร่ามละลานตาจากดอกเบญจมาศดังกล่าวก็ไม่ได้งอกขึ้นมาเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกประดิษฐ์ปรุงแต่งขึ้นอย่างประณีตละเอียดลออ รวมทั้งยังต้องใช้กำลังคนเป็นจำนวนมาก
แน่นอนที่สุดว่า จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี อันโอ่อ่าตระการตาจนแลดูเหนือมนุษย์ของราชวงศ์และพระราชวังต้องห้ามนั้น ยังต้องถูกแสดงผ่านพระบรมวงศานุวงศ์ที่ประกอบไปด้วย ฮ่องเต้ ฮองเฮา และองค์ชายทั้งสามพระองค์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็น ครอบครัว ที่มีสถานะสูงสุดและถือเป็นต้นแบบของ ครอบครัว อื่น ๆ ในอาณาจักร
โดย ครอบครัว ก็ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นตาม จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ และ ครอบครัว นี่เอง ที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงความพังพินาศล่มสลายของ จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ในหนังเรื่อง Curse of the Golden Flower ผ่านการทรยศหักหลังฆ่าฟันกันอย่างซับซ้อน ทั้งพ่อวางยาพิษแม่ แม่เลี้ยงเป็นชู้กับลูกชาย แม่กับลูกคิดโค่นล้มพ่อ น้องฆ่าพี่ และพ่อฆ่าลูก จนครอบครัวที่ควรจะอบอุ่นไปด้วยไอรัก กลับกลายเป็นครอบครัวที่อบอวลไปด้วยกรุ่นเลือด
คนชั้นกลางจำนวนมากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ คงจะสามารถมองเห็นประเด็นความล่มสลายของสถาบันครอบครัวได้อย่างเด่นชัด รวมทั้งพวกเขายังอาจประเมินต่อไปว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นอาการอันผิดปกติไปจากบรรทัดฐานของครอบครัวที่ดีทั่ว ๆ ไป
อย่างไรก็ตาม บรรทัดฐานของครอบครัวที่ดี ซึ่งจะต้องเต็มไปด้วยความรักความอบอุ่นของสมาชิกในครอบครัวนั้น ก็ถือเป็น จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ถูกสร้างขึ้นให้กลายเป็นป้อมปราการอันแข็งแกร่งสำหรับคนชนชั้นกระฎุมพี/คนชั้นกลาง อันเป็นกลุ่มคนชนชั้นใหม่ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา หรืออย่างน้อยก็เกิดขึ้นมาภายหลังชนชั้นกษัตริย์
เนื่องจากคนชนชั้นกระฎุมพี/คนชั้นกลาง มีสำนึกของความต้องการที่จะสร้างและสะสมสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของตนเอง อีกทั้งพวกเขายังต้องการให้สถานะที่ได้พยายามขวนขวายไขว่คว้ามานั้นดำรงอยู่กับตนเองและทายาทต่อ ๆ ไป พวกเขาจึงต้องการความมั่นคงของครอบครัว ที่คนในครอบครัวต้องรักสามัคคีกันและช่วยกันทำมาหากิน เพราะพื้นฐานดั้งเดิมสุดของคนชนชั้นนี้ก็คือการไม่มีอะไร และก็ไม่มีใครหรือปัจจัยใดมารับประกันได้ว่าสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่พรั่งพร้อมในช่วงเวลาหนึ่งจะคงอยู่กับพวกเขาและลูกหลานในอนาคต นอกเสียจาก ปัจจัยในเรื่องความสมัครสมานกลมเกลียวรักใคร่ใยดีกันของผู้คนในครอบครัว
แต่สำหรับ ครอบครัว ของคนชนชั้นสูง โดยเฉพาะชนชั้นกษัตริย์ (ไม่ว่าจะในสังคมใด) แล้ว ครอบครัว ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอำนาจและทรัพย์สินดังกล่าว กลับไม่เคยถึงพร้อมไปด้วยความรักใคร่สามัคคีอันแสนอบอุ่น ทว่า ครอบครัว เหล่านี้กลับเนืองนองไปด้วยความอบอุ่นของกรุ่นไอโลหิต เพราะอำนาจและทรัพย์สินเป็นสิ่งที่ ครอบครัว ประเภทนี้มีพร้อมอยู่แล้ว คนในครอบครัวด้วยกันเองจึงต้องแก่งแย่งสิ่งดังกล่าว และพร้อมจะฆ่าฟันกันเสมอ เพื่อให้ตนเองก้าวขึ้นไปเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดแต่เพียงหนึ่งเดียวของ ครอบครัว โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องสามัคคีพร้อมใจกันไปขวนขวายหาอำนาจและทรัพย์สินต่าง ๆ แต่อย่างใด (ยกเว้นในช่วงสถาปนาราชวงศ์ใหม่ หรือ ช่วงวิกฤตของราชวงศ์)
จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ปรากฏผ่าน ครอบครัว ในหนังเรื่องนี้ จึงถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ ด้วย ธรรมชาติ ที่ดิบเถื่อนและรุนแรงของมนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคล ซึ่งหลุดพ้นออกไปจากโครงสร้างการครอบงำของ ครอบครัว ที่ถูกประดิษฐ์สร้างขึ้น
ไม่ใช่มีเพียง ครอบครัว อันเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งใน จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับเท่านั้น แต่ จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี อื่น ๆ ที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นเพื่อธำรงรักษาอำนาจของฮ่องเต้ก็ถูกท้าทายเช่นกัน ผ่านการก่อกบฏของฮองเฮาและองค์ชายรอง
(แม้แต่สถานะของฮ่องเต้ในหนังเรื่องนี้เอง ก็ถือเป็นสถานะที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นหรือเป็น จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ระดับรองอย่างมาก เมื่อเขาไม่ได้มีสถานะเป็นแม้แต่ผู้สืบเชื้อสายในราชวงศ์ ซึ่งยังพอจะโยงใยไปถึง ธรรมชาติ ได้ ผ่านจารีตความเชื่อในเรื่องของ โอรสสวรรค์ แต่เขากลับเป็นเพียงอดีตขุนนางที่ขึ้นเถลิงบัลลังก์มังกรด้วยการยึดอำนาจและการสนับสนุนจากชนชั้นนำกลุ่มอื่น เช่น เจ้าแคว้นเหลียง ผู้เป็นพ่อของฮองเฮา)
แม้การก่อกบฏครั้งนี้จะล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง แต่ความพ่ายแพ้ดังกล่าวกลับส่งผลให้ตัวละครบางคนสามารถหลุดพ้นออกจากกรอบแห่ง จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ถูกสถาปนาเป็น ธรรมชาติ/สัจจะอันสูงสุด ได้สำเร็จ กล่าวคือ องค์ชายรองไม่ยอมรับคำสั่งลงโทษของพระบิดา ที่กำหนดให้เขาจะต้องคอยกวดขันพระมารดาให้กินยาพิษเป็นประจำในทุกโมงยามตาม กฎแห่งธรรมชาติ แต่เขากลับเลือกฆ่าตายตัวเพื่อหลีกหนีจาก ธรรมชาติจำแลง ดังกล่าว เช่นเดียวกันกับ ฮองเฮาที่จำต้องฝืนใจกินยาพิษมาตลอดเวลาตาม กฎแห่งธรรมชาติ ก็ตัดสินใจปัดถ้วยยาออกไปอย่างไม่ไยดี
ภาพท้ายสุดของหนังเรื่องนี้ คือ ภาพถ่ายจากเบื้องสูงที่แสดงให้เห็นถึง สถานที่เสวยอาหารซึ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงด้วยรูปทรงเรขาคณิตแบบสี่เหลี่ยมและวงกลมเพื่อให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ธรรมชาติในเรื่องของฟ้าและดิน ทว่าเก้าอี้ที่วางอยู่รายรอบโต๊ะเสวยสี่เหลี่ยมกลับร้างไร้ซึ่งผู้คน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะองค์ชายทั้งสามพระองค์ได้สิ้นชีวิตไปหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม ฮ่องเต้และฮองเฮาที่ยังมีชีวิตอยู่ก็กลับปลาสนาการหายไปด้วย หรือนี่จะเป็นลักษณาการที่แสดงให้เห็นถึง ความว่างเปล่าของ จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นความว่างเปล่าซึ่งแล้งไร้ชีวิตของมนุษย์ผู้ถือกำเนิดขึ้นมาจาก ธรรมชาติ เป็นความว่างเปล่าที่บังเกิดขึ้นขณะที่คำขวัญซึ่งกล่าวถึงความจงรักภักดี การมีเมตตา การมีมารยาท หรือการมีคุณธรรม ฯลฯ ถูกเอื้อนเอ่ยอยู่ในทุกห้วงเวลาของโมงยาม
มีเพียงตัวละครในหนังเรื่อง Curse of the Golden Flower เท่านั้นหรือที่กำลังเริงระบำอยู่ในความว่างเปล่าอันมลังเมลืองเรืองรองเช่นนั้น?