2007/Feb/12

หลายคนที่ได้มีโอกาสดูหนังเรื่อง Curse of the Golden Flower อันเป็นผลงานเรื่องล่าสุดของ จาง อี้ โหมว ย่อมจะมองเห็นได้ชัดเจนว่า ประเด็นเรื่องความล่มสลายของสถาบันครอบครัว ถือเป็นประเด็นหลักที่สำคัญของหนังเรื่องนี้ นอกจากนั้น บางคนก็อาจจะมองเห็นประเด็นความยิ่งใหญ่ซึ่งเคลือบเลี่ยมอยู่ที่เปลือกนอก แต่แก่นแกนภายในกลับเต็มไปด้วยความเหลวแหลกของราชวงศ์แห่ง โอรสสวรรค์ ณ พระราชวังต้องห้าม

อย่างไรก็ตาม ผมกลับมีความเห็นว่า ประเด็นหลักที่มีความสำคัญที่สุดและปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนอยู่ตลอดเวลาในหนังเรื่องนี้ก็คือ ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างคู่ตรงข้ามอย่าง ธรรมชาติ (nature) และ จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี (convention) ซึ่งมักจะไหลเลื่อนเคลื่อนไหวมาซ้อนทับปะปนกันจนกำกวมยากแยกแยะ ตลอดมาในประวัติศาสตร์แห่งภูมิปัญญาของมนุษยชาติ

หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างที่คล้ายจะดำรงอยู่มาเนิ่นนาน และมีสถานะประดุจดัง ธรรมชาติ อันเปรียบเสมือนสัจจะสูงสุดที่ไม่วันเอาชนะหรือโต้แย้งได้ในโลกมนุษย์ใบนี้นั้น ล้วนแล้วแต่เป็น จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ถูกมนุษย์สถาปนาขึ้นทั้งสิ้น ไม่ใช่สิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นเองโดยธรรมชาติแต่อย่างใด และเมื่อมนุษย์ผู้ยึดกุมอำนาจจำนวนหนึ่ง มีความเห็นว่า จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ใดที่ยังประโยชน์ต่อการธำรงไว้ซึ่งอำนาจของพวกเขา พวกเขาก็จะพยายามสร้าง จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี เหล่านั้น ให้มีสถานะเป็น ธรรมชาติ ซึ่งห้ามผู้อยู่ใต้อำนาจคนใดโต้แย้งหักล้าง ถึงแม้ว่า ธรรมชาติ ดังกล่าว จะเป็นเพียง ธรรมชาติเสมือน หรือ ธรรมชาติจำแลง ก็ตามที

ปรากฏการณ์เช่นนี้สามารถถูกพบเห็นได้ตลอดเวลาในหนังเรื่อง Curse of the Golden Flower ซึ่ง จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ได้กลืนกลายกับ ธรรมชาติ เรื่อยไปจนกระทั่งถึง สถาปนาตนเองขึ้นเป็น ธรรมชาติ เสียเอง ในพื้นที่ของพระราชวังต้องห้ามอันถูกก่อสร้างและตกแต่งอย่างโอ่อ่าตระการตา

แม้เวลาและโมงยามจะถือเป็นเรื่อง ธรรมชาติ ที่เคลื่อนไหวไปตามการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลก อย่างไรก็ตาม การพร่ำพรรณนาสรรเสริญเยินยอถึงคุณงามความดีของ จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ในด้านต่าง ๆ ก่อนจะทำการประกาศโมงยาม ดังที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงการพยายามจะรุกคืบเข้าไปยึดกุม ธรรมชาติ ของมนุษย์ผู้สถาปนา จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี

ตัวละครอย่าง ฮ่องเต้ ในหนังก็แสดงบทบาทเด่นชัดที่สุด ในการพยายามยึดกุม ธรรมชาติ เช่น เขาพยายามกำหนดกฎเกณฑ์ให้ ฮองเฮา ต้องเสวยยาพิษอยู่ทุกโมงยาม โดยอ้างถึงกฎแห่งธรรมชาติอันเป็นสัจจะสูงสุด และฮองเฮาเองก็มิอาจขัดกฎแห่งธรรมชาติดังกล่าวได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว กฎแห่งธรรมชาติที่ฮ่องเต้กล่าวอ้าง ก็เป็นเพียง จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ตัวเขาเองสร้างขึ้นมาเท่านั้น

อาจสามารถกล่าวได้ว่า ความโอ่อ่าตระการตาทั้งหลายในพระราชวังต้องห้ามล้วนแล้วแต่เป็น จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสถานที่เสวยอาหารของพระราชวงศ์ซึ่งตั้งอยู่สูงเด่น ณ ลานพระราชวัง อันถูกอธิบายเชื่อมโยงกับ ธรรมชาติ อย่างสวรรค์และพิภพผ่านการประดิษฐ์สร้างตกแต่งพื้นที่ซึ่งใช้รูปทรงเรขาคณิตอย่างสี่เหลี่ยมและวงกลม หรือ การปรุงแต่งลานพระราชวังให้เต็มไปด้วยดอกไม้ ธรรมชาติ อย่างดอกเบญจมาศจนเหลืองอร่ามละลานตา อย่างไรก็ตาม ความเหลืองอร่ามละลานตาจากดอกเบญจมาศดังกล่าวก็ไม่ได้งอกขึ้นมาเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกประดิษฐ์ปรุงแต่งขึ้นอย่างประณีตละเอียดลออ รวมทั้งยังต้องใช้กำลังคนเป็นจำนวนมาก

แน่นอนที่สุดว่า จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี อันโอ่อ่าตระการตาจนแลดูเหนือมนุษย์ของราชวงศ์และพระราชวังต้องห้ามนั้น ยังต้องถูกแสดงผ่านพระบรมวงศานุวงศ์ที่ประกอบไปด้วย ฮ่องเต้ ฮองเฮา และองค์ชายทั้งสามพระองค์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็น ครอบครัว ที่มีสถานะสูงสุดและถือเป็นต้นแบบของ ครอบครัว อื่น ๆ ในอาณาจักร

โดย ครอบครัว ก็ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นตาม จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ และ ครอบครัว นี่เอง ที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงความพังพินาศล่มสลายของ จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ในหนังเรื่อง Curse of the Golden Flower ผ่านการทรยศหักหลังฆ่าฟันกันอย่างซับซ้อน ทั้งพ่อวางยาพิษแม่ แม่เลี้ยงเป็นชู้กับลูกชาย แม่กับลูกคิดโค่นล้มพ่อ น้องฆ่าพี่ และพ่อฆ่าลูก จนครอบครัวที่ควรจะอบอุ่นไปด้วยไอรัก กลับกลายเป็นครอบครัวที่อบอวลไปด้วยกรุ่นเลือด

คนชั้นกลางจำนวนมากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ คงจะสามารถมองเห็นประเด็นความล่มสลายของสถาบันครอบครัวได้อย่างเด่นชัด รวมทั้งพวกเขายังอาจประเมินต่อไปว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นอาการอันผิดปกติไปจากบรรทัดฐานของครอบครัวที่ดีทั่ว ๆ ไป

อย่างไรก็ตาม บรรทัดฐานของครอบครัวที่ดี ซึ่งจะต้องเต็มไปด้วยความรักความอบอุ่นของสมาชิกในครอบครัวนั้น ก็ถือเป็น จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ถูกสร้างขึ้นให้กลายเป็นป้อมปราการอันแข็งแกร่งสำหรับคนชนชั้นกระฎุมพี/คนชั้นกลาง อันเป็นกลุ่มคนชนชั้นใหม่ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา หรืออย่างน้อยก็เกิดขึ้นมาภายหลังชนชั้นกษัตริย์

เนื่องจากคนชนชั้นกระฎุมพี/คนชั้นกลาง มีสำนึกของความต้องการที่จะสร้างและสะสมสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของตนเอง อีกทั้งพวกเขายังต้องการให้สถานะที่ได้พยายามขวนขวายไขว่คว้ามานั้นดำรงอยู่กับตนเองและทายาทต่อ ๆ ไป พวกเขาจึงต้องการความมั่นคงของครอบครัว ที่คนในครอบครัวต้องรักสามัคคีกันและช่วยกันทำมาหากิน เพราะพื้นฐานดั้งเดิมสุดของคนชนชั้นนี้ก็คือการไม่มีอะไร และก็ไม่มีใครหรือปัจจัยใดมารับประกันได้ว่าสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่พรั่งพร้อมในช่วงเวลาหนึ่งจะคงอยู่กับพวกเขาและลูกหลานในอนาคต นอกเสียจาก ปัจจัยในเรื่องความสมัครสมานกลมเกลียวรักใคร่ใยดีกันของผู้คนในครอบครัว

แต่สำหรับ ครอบครัว ของคนชนชั้นสูง โดยเฉพาะชนชั้นกษัตริย์ (ไม่ว่าจะในสังคมใด) แล้ว ครอบครัว ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอำนาจและทรัพย์สินดังกล่าว กลับไม่เคยถึงพร้อมไปด้วยความรักใคร่สามัคคีอันแสนอบอุ่น ทว่า ครอบครัว เหล่านี้กลับเนืองนองไปด้วยความอบอุ่นของกรุ่นไอโลหิต เพราะอำนาจและทรัพย์สินเป็นสิ่งที่ ครอบครัว ประเภทนี้มีพร้อมอยู่แล้ว คนในครอบครัวด้วยกันเองจึงต้องแก่งแย่งสิ่งดังกล่าว และพร้อมจะฆ่าฟันกันเสมอ เพื่อให้ตนเองก้าวขึ้นไปเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดแต่เพียงหนึ่งเดียวของ ครอบครัว โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องสามัคคีพร้อมใจกันไปขวนขวายหาอำนาจและทรัพย์สินต่าง ๆ แต่อย่างใด (ยกเว้นในช่วงสถาปนาราชวงศ์ใหม่ หรือ ช่วงวิกฤตของราชวงศ์)

จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ปรากฏผ่าน ครอบครัว ในหนังเรื่องนี้ จึงถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ ด้วย ธรรมชาติ ที่ดิบเถื่อนและรุนแรงของมนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคล ซึ่งหลุดพ้นออกไปจากโครงสร้างการครอบงำของ ครอบครัว ที่ถูกประดิษฐ์สร้างขึ้น

ไม่ใช่มีเพียง ครอบครัว อันเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งใน จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับเท่านั้น แต่ จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี อื่น ๆ ที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นเพื่อธำรงรักษาอำนาจของฮ่องเต้ก็ถูกท้าทายเช่นกัน ผ่านการก่อกบฏของฮองเฮาและองค์ชายรอง

(แม้แต่สถานะของฮ่องเต้ในหนังเรื่องนี้เอง ก็ถือเป็นสถานะที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นหรือเป็น จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ระดับรองอย่างมาก เมื่อเขาไม่ได้มีสถานะเป็นแม้แต่ผู้สืบเชื้อสายในราชวงศ์ ซึ่งยังพอจะโยงใยไปถึง ธรรมชาติ ได้ ผ่านจารีตความเชื่อในเรื่องของ โอรสสวรรค์ แต่เขากลับเป็นเพียงอดีตขุนนางที่ขึ้นเถลิงบัลลังก์มังกรด้วยการยึดอำนาจและการสนับสนุนจากชนชั้นนำกลุ่มอื่น เช่น เจ้าแคว้นเหลียง ผู้เป็นพ่อของฮองเฮา)

แม้การก่อกบฏครั้งนี้จะล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง แต่ความพ่ายแพ้ดังกล่าวกลับส่งผลให้ตัวละครบางคนสามารถหลุดพ้นออกจากกรอบแห่ง จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ถูกสถาปนาเป็น ธรรมชาติ/สัจจะอันสูงสุด ได้สำเร็จ กล่าวคือ องค์ชายรองไม่ยอมรับคำสั่งลงโทษของพระบิดา ที่กำหนดให้เขาจะต้องคอยกวดขันพระมารดาให้กินยาพิษเป็นประจำในทุกโมงยามตาม กฎแห่งธรรมชาติ แต่เขากลับเลือกฆ่าตายตัวเพื่อหลีกหนีจาก ธรรมชาติจำแลง ดังกล่าว เช่นเดียวกันกับ ฮองเฮาที่จำต้องฝืนใจกินยาพิษมาตลอดเวลาตาม กฎแห่งธรรมชาติ ก็ตัดสินใจปัดถ้วยยาออกไปอย่างไม่ไยดี

ภาพท้ายสุดของหนังเรื่องนี้ คือ ภาพถ่ายจากเบื้องสูงที่แสดงให้เห็นถึง สถานที่เสวยอาหารซึ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงด้วยรูปทรงเรขาคณิตแบบสี่เหลี่ยมและวงกลมเพื่อให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ธรรมชาติในเรื่องของฟ้าและดิน ทว่าเก้าอี้ที่วางอยู่รายรอบโต๊ะเสวยสี่เหลี่ยมกลับร้างไร้ซึ่งผู้คน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะองค์ชายทั้งสามพระองค์ได้สิ้นชีวิตไปหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม ฮ่องเต้และฮองเฮาที่ยังมีชีวิตอยู่ก็กลับปลาสนาการหายไปด้วย หรือนี่จะเป็นลักษณาการที่แสดงให้เห็นถึง ความว่างเปล่าของ จารีตขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นความว่างเปล่าซึ่งแล้งไร้ชีวิตของมนุษย์ผู้ถือกำเนิดขึ้นมาจาก ธรรมชาติ เป็นความว่างเปล่าที่บังเกิดขึ้นขณะที่คำขวัญซึ่งกล่าวถึงความจงรักภักดี การมีเมตตา การมีมารยาท หรือการมีคุณธรรม ฯลฯ ถูกเอื้อนเอ่ยอยู่ในทุกห้วงเวลาของโมงยาม

มีเพียงตัวละครในหนังเรื่อง Curse of the Golden Flower เท่านั้นหรือที่กำลังเริงระบำอยู่ในความว่างเปล่าอันมลังเมลืองเรืองรองเช่นนั้น?

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ชอบที่คุณคนมองหนังเขียนมากครับ

เดี๋ยวคืนนี้จะเขียนถึงหนะงเรื่องนี้บ้าง และขออนุยาติอ้างอิงด้วยนะครับ
#1  by  filmsick At 2007-02-12 21:20, 
ยินดีอย่างยิ่ง
และจะรออ่านงานเขียนของคุณ FILMSICK ครับ
#2  by  คนมองหนัง At 2007-02-13 14:53, 
ชอบครับ
#3  by  tramas* At 2007-02-17 19:14, 
เพิ่งไปดูมาตะกี้เองครับ...
แต่อยากจะบอกว่า หนังยับเยินได้ใจเลยครับ
ไม่เชื่อว่าจางอี้โมว จะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้
อารต์ไดเร็กชั่นเหมือนยี่เก ดูเฟกและฟูมฟาย
ดนตรีประกอบยิ่งทำให้หนังแย่อย่างสมบูรณ์แบบ(มีแต่เสียงหอน)
พล๊อทเรื่องดูจะเป็นเรื่องเป็นราวที่สุด แต่ก็เป็นเรื่องชิงรักหักสวาท
เหมือน the banquet เลยรู้สึกไม่สดเท่าที่ควร
หนังแทรกปรัชญาเข้ามาพอสมควร (กลมๆเหลี่ยมๆ??)
.
ความจริงมันไม่ได้แย่มากมายอะไรหรอกครับ
จัดอยู่ในหมวดหนังคุณภาพได้สบายๆ
แต่ถ้าเผอินเฮียโหมวไม่ไดทำหนังมาสเตอร์พีชอย่างฮีโร่มาก่อน
#4  by  เยอมรับในความแตกต่าง (58.9.193.171) At 2007-02-19 22:29, 
ฮีโร่ วิธีการเล่าเรื่องเ้ยี่ยมมากครับ แต่น่าขัดใจตรงตัวเอกฝีมือเก่ง แต่กลับบกพร่องปัญญา(ตรงเรื่อง"ใต้ฟ้า") แต่โดยรวมผมก็ชอบความเป็นหนังของเรื่องนี้
#5  by  ตี๋ (203.188.7.177) At 2007-02-20 22:09, 
เมื่อดอกเบญจมาศร่วงโรย - Curse of the golden flower

หนังเรื่องล่าสุดของจางอี้โหมวบรรจุความถึงพร้อมของวุฒิภาวะไว้อย่างเต็มเปี่ยม จากประสบการณ์การทำงานของผู้กำกับที่เริ่มต้นจากการแสดงทัศนคติเพียงด้านเดียว ในงานหนังยุคแรกๆ อันได้แก่ Red sorghum , Ju dou และ Raise the red lantern นำเสนอเรื่องราวของผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อของระบบจารีตโบราณ และต้องการจะหลุดพ้นไปจากระบบเดิมๆ เหล่านั้น ตามความปรารถนาส่วนตน
ทัศนคติด้านเดียวในหนังยุคแรก กล่าวถึงการต่อสู้กับระบบโดยจัดผู้ชมให้อยู่ฝั่งเดียวกับผู้กำกับและให้เจ้าตัวระบบเหล่านั้นเป็นเสมือนผู้ร้ายในหนังของเขา (ฟังดูก็คล้าย The Matrix อยู่ไม่น้อย) ซึ่งระบบสมมุติที่ปรากฎอยู่มีตั้งแต่จารีตประเพณี , ระบอบการปกครอง และการถูกข่มเหงจากศัตรูสงครามแดนอาทิตย์อุทัย (Red sorghum)
วิธีในการมองชีวิตของจางอี้โหมวที่เปลี่ยนไปถูกสะท้อนออกมาในหนังยุคหลัง ได้แก่ The Road Home , Hero , Happy time , House of flying dagger และ Riding alone for thousands of mile
หนังของจางอี้โหมว ดูมีมิติที่หลากหลายและลึกขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อเขาเริ่มเปิดกว้างทางทัศนคติ สิ่งที่เคยเป็นเสมือนคู่แค้นคู่อาฆาตได้กลับกลายมาเป็นมิตร จางอี้โหมวเริ่มเข้าอกเข้าใจและมองกลับด้านผ่านทัศนคติของฝ่ายตรงข้ามก่อนที่จะวินิจฉัยให้คุณค่าว่าสิ่งนั้นๆ ถูกหรือผิดอย่างไร การเปลี่ยนมาหามุมมองที่หลากหลายนี้เองได้ปรากฎอยู่ในหนังเรื่อง Hero ความรู้สึกประนีประนอมของจางอี้โหมวถูกถ่ายทอดผ่านงานชิ้นต่อๆ มาอยู่เสมอ
Curse of the golden flower สานต่อแนวคิดที่เคยเปิดประเด็นไว้ตั้งแต่ Hero (อันที่จริงแนวคิดนี้ได้ถูกซ่อนนัยยะเอาไว้แล้วกลายๆ ตั้งแต่เรื่อง The Road Home ด้วยเทคนิคการแบ่งสี) แนวคิดอันว่าด้วยการสมานฉันท์ที่หลอมรวมความแตกต่างให้เป็นหนึ่งเดียว ความเป็นเอกภาพอันจะนำมาซึ่งความสงบสันติในที่สุด
Hero ถ่ายทอดความงดงามของแนวคิดนี้ได้อย่างวิจิตรบรรจง จนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม (Ju dou และ Raise the red lantern ก็เคยผ่านเวทีนี้มาแล้วเช่นกัน) Hero เล่าเรื่องราวได้อย่างลึกซึ้งคมคาย ไล่ไปตั้งแต่ปรัชญาระดับจิตจนถึงสาระการเมืองในระดับชาติ
Hero กล่าวถึงคุณค่าของสันติภาพ หากความแตกต่างถูกรวมเข้ากันเป็นหนึ่งเดียว แต่ Curse of the golden flower กล่าวถึงความล่มสลายย่อยยับ หากความแตกต่างที่ปรากฎอยู่ยังคงต่อสู้ขับเคี่ยวกันต่อไป
Curse of the golden flower พยายามวิจัยหาจุดร่วมของความแตกต่างเหล่านั้นให้ได้ โดยสื่อผ่านดอกเบญจมาศ ดอกไม้ซึ่งในภาษาจีนออกเสียงว่า Ju แปลว่า ร่วมกัน รวมกัน รวมตัวกัน ซึ่งนอกจากจะเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ในความเชื่อของชาวจีนแล้วยังเป็นสัญลักษณ์ประจำสถาบันจักรพรรดิของญี่ปุ่นอีกด้วย (เหรียญ 1 หยวน ที่ใช้กันในจีนก็มีดอกเบญจมาศอยู่บนนั้น)

ดอกเบญจมาศมีรูปลักษณ์ที่ก่อให้เกิดมโนทัศน์บางอย่าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหนังเรื่องนี้ นั่นคือ แต่ละกลีบที่แฉกออกไปแตกต่างทิศทางถูกรวมเอาไว้ภายใต้ฐานดอกเพียงหนึ่งเดียว จุดร่วมตรงนี้แหละที่จางอี้โหมวพยายามค้นหาเสมอมาในหนังของเขายุคหลัง ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการรวมหนังสีกับหนังขาวดำไว้ด้วยกัน (The Road Home) หรือหนังที่มีสี monotone เข้าไว้ด้วยกัน (Hero) หรือแม้แต่การผสานความเป็นหนังศิลปะ (หนังอาร์ตดูยาก) ให้เข้ากันได้กับหนังตลาดทุนสูง (เพื่อให้กลายเป็นขวัญใจมหาชนหมู่มากให้ได้)
งานวิจัยชิ้นล่าสุดของจางอี้โหมว มีความทะเยอทะยานอย่างสูงยิ่ง เพราะแตกประเด็นออกไปอย่างกว้างขวางและมีสารทางการเมืองอยู่สูงกว่าหนังเรื่องก่อนๆ (ในแง่จิตวิทยาของปัจเจกบุคคลก็กล่าวถึงอยู่บ้างเหมือนกัน) แต่ที่เด่นชัดจริงๆ ก็ได้แก่ประเด็นว่าด้วยเพื่อนร่วมเชื้อชาติ (จีนแผ่นดินใหญ่ , ฮ่องกง และไต้หวัน สื่อผ่านตัวละครที่เป็นตัวแทนจากแต่ละประเทศ) ที่ควรจะสมานฉันท์เป็นมิตรที่ดีต่อกันได้สักที และประเด็นอันว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ซึ่งระหองระแหงกันมายาวนาน นับแต่ยุคสงครามโลกจวบจนปัจจุบัน
กระแสของโลกปัจจุบัน เริ่มหันมาให้ความสนใจกับงานหนังที่สื่อถึงปัญหาสังคมมากขึ้น (จนเหมือนมองข้ามหนังแนวมนุษยนิยมไปซะงั้น) เพราะความหลากหลายทางความคิดของผู้คนในโลกที่แตกต่างทางเชื้อชาติ , สัญชาติ และศาสนา ฯลฯ ถือเป็นชนวนของการสู้รบและสงครามอยู่เสมอ ความพยายามในการลดแรงปะทะนี้เคยถูกเสนอมาแล้วในหนัง Hollywood เรื่อง Crash (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปี 2006) และ ในปี 2007 นี้ก็ยังปรากฏ Babel อีกหนึ่ง หนังที่บอกเล่าประเด็นนี้ผ่านจอเงินได้อย่างขึงขัง จริงจัง และงดงามยิ่ง
Curse of the golden flower ของจางอี้โหมวคือหนึ่งในแนวทางนั้น
ขอบเขตการเล่าเรื่องของ Curse of the golden flower ไม่กว้างเกินไปและไม่แคบเกินไป เพราะมุ่งมุมมองที่มีต่อสถาบันครอบครัว สถาบันซึ่งทุกคนคุ้นเคยอยู่แล้วเป็นอย่างดีเป็นระบบสัญลักษณ์ (Symbolic) ในหนังเรื่องนี้ ครอบครัวอันถือได้ว่าเป็นการรวมตัวของมนุษย์รูปแบบแรกที่แม้แต่สัตว์ในระดับปฐมภูมิยังรู้จักดี เหตุผลเริ่มต้นในการมารวมตัวกันนี้เพื่อประโยชน์ของความอยู่รอด (แม้จะฟังดูดิบเถื่อน แต่จริง) ผ่านเวลานับร้อยนับพันปีสถาบันนี้กลายเป็นแหล่งรวมของความรักความอบอุ่นที่สมาชิกในครอบครัวมีให้แก่กันและคอยช่วยเหลือกันยามผจญทุกข์ยากในชีวิต
ส่วนคำถามที่ว่าครอบครัวเป็นรูปแบบของสถาบันที่มนุษย์เราสมมุติขึ้นหรือเป็นรูปแบบตามธรรมชาติ ยังคงถกเถียงกันได้และไอ้ความคลุมเคลือนี่แหละเหมาะสมอย่างยิ่งกับหนังเรื่องนี้
ไม่ใช่ครั้งแรกที่จางอี้โหมวเลือกใช้ครอบครัวเป็นตัวเล่าเรื่อง เพราะงานในอดีตของเขาก็เคยหยิบยกความสัมพันธ์ระดับครอบครัวเล็กๆ ขึ้นเทียบเคียงกับความเป็นครอบครัวเดียวกันระดับชาติ (ระบบคอมมูนแบบคอมมิวนิสต์) ในยุคการปกครองของเหมาเจ๋อตุงจากหนังเรื่อง To Live (หนังที่ว่าด้วยความผิดพลาดของการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนและยกย่องคุณค่าความเป็นมนุษยปุถุชนเหนือนโยบายสมมุติของรัฐบาล)

Curse of the golden flower แนะนำฮองเฮา (กงลี่) ในฐานะตัวละครหลักตัวแรก ก่อนที่จะเปิดตัวฮ่องเต้ (โจเหวินฟะ) อีกตัวละครหลักในฉากถัดมา 2 ตัวละครที่จะคะคาน , เสียดสีและกระแทกกระทั้นกันตลอดทั้งเรื่องตั้งแต่ต้นจน End Credit ลอยขึ้นมาในตอนจบ
ครอบครัวระดับราชวงศ์นี้ ยังมีโอรสอีก 3 พระองค์ อันเป็นตัวแทนของคนใน 3 ยุคของสังคมจีนไล่มาตั้งแต่สมบูรณาญาสิทธิราช
#6  by  เบียร์ (203.154.187.179) At 2007-03-12 16:35, 
pk;0y'
ยาวจัง
#7  by  ไอซ์จัง (125.24.174.90) At 2007-12-17 18:01, 
0444e4acc09c60766a3fcbaea50ccd74
#8  by  John Doe (64.28.187.69) At 2008-06-09 08:49, 

<< Home


คนมองหนัง
View full profile