เกี่ยวกับ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2
เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ได้ไปดูหนังเรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 มาแล้วครับ เดิมที ผมตั้งใจไว้ว่า หลังจากได้ดูหนังไตรภาคชุดนี้จบไป 2 ภาคแรก ก็อยากจะเขียนงานเกี่ยวกับหนังไตรภาคชุดนี้ที่มีลักษณะค่อนข้างเป็นทางการ/เป็นระบบ ก่อนที่จะรอชมหนังในภาคที่ 3 ต่อไป
อย่างไรก็ตาม หลังจากได้ดูหนังภาคที่ 2 ไปแล้ว ผมก็ยังไม่สามารถจะประมวลความคิดหรือเรียบเรียงประเด็นต่าง ๆ ในหนังให้เป็นระบบ อันจะนำมาสู่การเขียนงานอย่างจริงจังเกี่ยวกับหนัง 2 ภาคแรกของไตรภาคชุดนี้ได้
หลายคนอาจมีความเห็นว่า ความเป็นหนัง ที่มีมากขึ้นใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 ซึ่งแสดงผ่านฉากสู้รบในสงคราม หรือ ฉากรักระหว่างรบ ช่วยให้หนังภาคที่ 2 ในไตรภาคชุดนี้มีความสนุกสนานมากขึ้น แต่ผมกลับมองว่า ความเป็นหนัง ที่มีมากขึ้นดังกล่าว กลับบดบังหลาย ๆ ประเด็นน่าสนใจที่ถูกจุดไว้ในหนังภาคแรก อันปรากฏอยู่อย่างจางบางแผ่วเบาในหนังภาคที่ 2
เช่น ประเด็นเรื่องความกำกวมทับซ้อนระหว่าง ความเป็นไทย กับ ความเป็นสยาม ที่ปรากฏอยู่ตลอดเวลาผ่านบทพูดอันยืดยาวในหนังภาคแรก กลับปรากฏให้เห็นในหนังภาคที่ 2 น้อยมาก และแทบจะกลายเป็นส่วนเกินของหนัง เมื่อประเด็นดังกล่าวปรากฏขึ้นมาอย่างจริงจังแต่ไร้พลัง (ในความรู้สึกของผม) ในตอนท้ายของหนัง
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 จะไร้ซึ่งความน่าสนใจอย่างสิ้นเชิง เพราะผมมองว่า สิ่งที่น่าสนใจมาก ๆ ในหนังภาคนี้ ก็คือ ตัวละคร 3 คนที่โลดแล่นอยู่ในจอภาพยนตร์ อันได้แก่ พระมหาเถรคันฉ่อง พระราชมนู และขุนเดช (เศรษฐีชาว สยาม ในหมู่บ้านโยเดีย เมืองหงสาวดี ที่รับบทโดย ดี๋ ดอกมะดัน)
ในขณะที่ ฉากศึกสงครามระหว่างอยุธยากับหงสาวดี อาจทำให้คนไทยจำนวนมากในปัจจุบันเกิดความรู้สึกรักชาติขึ้นมาอย่างมากมายมหาศาล (ท่านมุ้ย ในฐานะผู้กำกับและผู้เขียนบท อาจตั้งใจหรือไม่ตั้งใจจะใส่แนวคิดชาตินิยมลงไปในหนังไตรภาคชุดนี้ก็ได้ แต่สิ่งสำคัญก็คือ คนดูหนังจำนวนมาก ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคน ตลอดจนนักแสดงนำของหนัง ต่างตีความหนังไตรภาคชุดนี้ของท่านมุ้ยด้วยอารมณ์ความรู้สึกแบบชาตินิยมทั้งสิ้น) ทั้ง ๆ ที่แนวคิดเรื่อง รัฐชาติ ยังไม่ได้ดำรงอยู่ในยุคสมัยของพระนเรศวร
แต่ตัวละครที่แสดงให้เห็นถึงความไร้ตัวตนของเส้นแบ่งเขตแดนแห่งความเป็น รัฐชาติ ได้ดีที่สุด ก็คือ พระมหาเถรคันฉ่อง พระราชมนู และขุนเดช
ในสงครามระหว่างอยุธยากับหงสาวดี ทั้งพระมหาเถรคันฉ่อง และ พระราชมนู ต่างแสดงสีหน้า แววตา ตลอดจนคำพูด/บทสวดมนต์ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเดินทางไปถึงทางสองแพร่งภายในจิตใจ จนพวกเขาต้องแสดงความหวั่นไหวออกมาขณะการสู้รบกำลังดำเนินไป
สำหรับพระมหาเถรคันฉ่อง แน่นอนว่าพระรูปนี้ ที่ในหนังระบุว่ามีพื้นเพอยู่ที่เมืองแครง และได้ไปเป็นเจ้าอาวาสของวัดในหงสาวดีขณะที่บุเรงนองครองราชย์ ย่อมต้องรู้สึกเศร้าใจเป็นธรรมดา เมื่อได้พบเห็นคนเล็กคนน้อยชาวพม่ารามัญถูกเข่นฆ่าตายในสงคราม ขณะเดียวกัน พระมหาเถรคันฉ่องก็เป็นอาจารย์ของพระนเรศวร แม่ทัพของฝ่ายไทยด้วย ความรู้สึกสับสนในใจของพระรูปนี้จึงได้ถูกแสดงให้เห็นออกมาในหนัง แต่ใช่เพียงความสับสนในใจคนเท่านั้นที่ถูกแสดงออกมา เพราะความสับสนในใจคนดังกล่าวยังได้แสดงให้เห็นถึงความผูกพัน ความภักดีระหว่างผู้คน ที่กินความกว้างใหญ่เกินกว่าการกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนตามความคิดแบบ รัฐชาติ สมัยใหม่ อันเป็นความคิดที่นำไปสู่การแบ่งแยกผู้คนในเวลาต่อมา
เช่นกันกับในกรณีของพระราชมนู หรือ บุญทิ้ง ที่สุดท้ายแล้ว มีคนดูหนังคนไหนจะกล้ายืนยันได้บ้างหรือไม่ว่า เขาเป็นคนเชื้อชาติ/ชาติพันธุ์อะไร? เพราะเขาเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่รู้ว่าใครคือพ่อแม่ของตน จึงต้องออกเร่ร่อนอยู่แถวหมู่บ้านโยเดียในหงสาวดี ต่อมาได้ถวายตัวเป็นข้ารับใช้ของพระนเรศวร แล้วพระมหาเถรคันฉ่องก็ตั้งชื่อให้ว่า บุญทิ้ง
ท้ายที่สุด บุญทิ้งอาจถูกติ๊ต่างให้เป็นคน สยาม ก็ได้ แต่เขาก็เป็นคน สยาม ที่ (อาจจะเกิดและ) เติบโตในหงสาวดีกว่าสิบปี ความผูกพันระหว่างบุญทิ้งกับ ความเป็นสยาม แทบจะไม่มีเลย สิ่งเดียวที่ผูกบุญทิ้งไว้กับ ความเป็นสยาม ก็คือ ความเป็นข้าที่จงรักภักดีต่อพระนเรศวร (คือ ผูกอยู่กับบุคคลคนหนึ่ง ไม่ได้ผูกอยู่กับกลุ่มคน สยาม) มิหนำซ้ำ พอจะมีความรัก บุญทิ้งก็ยังไปรักกับเจ้าหญิงไทใหญ่จากเมืองคัง อย่างเลอขิ่น เข้าให้อีก
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย ที่บุญทิ้งจะแสดงแววตาเศร้ารันทด และอาการสับสนทางจิตใจออกมาขณะสู้รบ จนนำไปสู่วิวาทะที่น่าสนใจมากใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 ระหว่างพระชัยบุรีและพระศรีถมอรัตน์ กับ พระราชมนู หรือ บุญทิ้ง
เพราะขณะที่คุณพระสองคนแรก ดูเหมือนจะเทใจให้กองทัพ สยาม เต็มที่ และพร้อมจะฆ่าฝ่ายตรงข้ามได้อย่างไม่ลังเลใจ คือ สามารถเล่นหมากรุกไปและโบกมือให้นำไส้ศึกของฝ่ายศัตรูไปแขวนคออย่างไม่ไยดีได้ หรือ ตั้งใจจะกวาดล้างศัตรูเต็มที่ แม้ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นพระสงฆ์หรือคนเก็บศพของกองทัพฝ่ายตรงข้ามก็ตาม
(เป็นที่น่าสนใจว่า ขณะที่ ความเป็นสยาม นั้น แสดงให้เห็นถึงกลุ่มชาติพันธุ์อันหลากหลายบริเวณพื้นที่ราบลุ่มแม้น้ำเจ้าพระยาซึ่งดูเหมือนว่า หนังไตรภาคชุดนี้จะแสดงให้เห็นถึงลักษณะอันหลากหลายดังกล่าวอยู่บ้าง ผ่านความขัดแย้งระหว่างราชวงศ์สุโขทัย กับ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ แต่สิ่งที่หนังไตรภาคชุดนี้คล้ายจะขับเน้นมากยิ่งกว่าก็คือ ความเป็นสยาม ที่ควรจะเป็นหนึ่งเดียวกัน ผ่านบทพูดของพระนเรศวรและพระสุพรรณกัลยาในหนังภาคแรก ตลอดจน ความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกันของบรรดานายทหารของกองทัพอยุธยาในการสู้รบกับกองทัพหงสาวดี ทว่า ความเป็นสยาม ที่หลากหลาย ก็ยังปรากฏให้เห็นในหนัง เช่น การที่พระชัยบุรีกล่าวถึงพื้นเพของพระศรีถมอรัตน์ ว่าเป็นคนเขมรจากศรีเทพ อย่างไรก็ตาม ความเป็นคน เขมร ของพระศรีถมอรัตน์ ก็ดูราวกับได้ถูกกลืนกลายเข้าไปใน ความเป็นสยาม อันเป็นหนึ่งเดียว มากกว่าจะดำรงอยู่ได้อย่างมีอัตลักษณ์เฉพาะตนใน ความเป็นสยาม อันหลากหลาย)
พระราชมนูหรือบุญทิ้ง กลับแสดงความเศร้าใจและความเคารพต่อผู้คนในกองทัพฝ่ายตรงข้ามของเขา ซึ่งบางครั้ง ผู้คนเหล่านั้นอาจจะมีความผูกพันกับบุญทิ้ง เสียยิ่งกว่า ชาวสยาม จำนวนมาก ด้วยซ้ำไป
ชีวิตที่ตัดผ่านเลาะข้ามเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างผู้คนตั้งแต่เกิดจนโตกระทั่งมีความรักของ บุญทิ้ง จึงยิ่งช่วยขับเน้นถึงความจางบางเบาหวิวในบางมิติของแนวคิด ชาตินิยม ตามแบบรัฐชาติสมัยใหม่ ซึ่งคนจำนวนมากในยุคปัจจุบันกำลังพยายามยัดใส่เข้าไปในขณะที่พวกเขากำลังนั่งดูหนังชุด ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
สำหรับตัวละครอย่างขุนเดช ที่ในหนังพยายามจะสร้างให้เป็นตัวละครฝ่ายร้ายที่ไม่รัก ความเป็นสยาม และดูราวกับเป็นตัวละครที่ยืนกันอยู่คนละข้างกับตัวละครอย่างพระมหาเถรคันฉ่องและพระราชมนูนั้น สำหรับผมแล้ว พวกเขาทั้งสามคนกลับมีชะตากรรมที่ไม่ต่างกัน แต่ตัวละครอย่างขุนเดชดูจะน่าสงสารมากที่สุดเสียด้วยซ้ำไป
เพราะพวกเขาเหล่านั้นต่างแสดงให้เห็นถึงความผูกพัน ความภักดีในระหว่างผู้คน ที่ตัดผ่านเส้นแบ่งในทางภูมิศาสตร์ตามความคิดในแบบ รัฐชาติ สมัยใหม่ แต่ในขณะที่พฤติกรรมของ มหาเถรคันฉ่องและพระราชมนู แสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ที่เส้นแบ่งเขตแดนใด ๆ ไม่อาจกั้นขวาง พฤติกรรมของขุนเดช กลับแสดงให้เห็นถึงความภักดีต่อภูมิศาสตร์ทางเงินตรา ที่ถือเป็นความคิดทางภูมิศาสตร์คนละชุดกับความคิดทางภูมิศาสตร์ในแบบ รัฐชาติ
สำหรับผม เมื่อ ความเป็นชาติ ยังไม่ได้ดำรงอยู่ในยุคสมัยพระนเรศวร และเมื่อ ความเป็นสยาม ยังมีสถานะเป็นความคิดที่ล่องหนอยู่ ดังนั้น การที่ตัวละครอย่างขุนเดชจะฝักใฝ่กับหงสาวดี เพราะเชื่อว่าหงสาวดีจะสร้างความร่ำรวยให้แก่เขา จึงไม่ใช่ความผิดแต่ประการใด
ผมกลับเห็นว่า ถ้ามองในอีกแง่มุมหนึ่ง ก็ดูเหมือนขุนเดชจะเป็นตัวละครที่มีความคิดคงเส้นคงวาอย่างยิ่งด้วยซ้ำไป เพราะเมื่อบุเรงนองสิ้นพระชนม์ ผู้คนจำนวนมากที่มาอาศัยอยู่ในหงสาวดีต่างก็พอจะคาดเดาอนาคตออกว่า หงสาวีคงจะไม่รุ่งเรืองดังเดิมและต้องประสบกับความเสื่อมโทรมทรุดต่ำ เช่น พระมหาเถรคันฉ่อง อีกทั้งการที่พระนเรศวรสามารถมากวาดต้อนผู้คนได้ถึงหมู่บ้านโยเดียในหงสาวดี และการที่กองทัพหงสาวดีต้องกวาดต้อนผู้คนเพิ่มเติมเพื่อนำไปทำศึกสงครามกับอังวะ ก็ล้วนแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความทรุดโทรมทางเศรษฐกิจของหงสาวดีทั้งสิ้น ทว่า ขุนเดชกลับยังมีความภักดีต่อแนวคิดเรื่องภูมิศาสตร์ทางเงินตราชุดเดิมอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปร จนในที่สุด เขาจึงต้องถูกกองทัพของพระนเรศวร บังคับให้พลัดถิ่น กลับไปยังอยุธยา และทรัพย์สมบัติที่เขาสั่งสมมาในหงสาวดีก็ต้องสูญสลายไปจนหมดสิ้น
หากมองในแง่นี้ ตัวละครอย่างขุนเดชจึงมีชะตากรรมที่น่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อครั้งที่พิษณุโลกยอมแพ้ต่อหงสาวดี คนอย่างเขาก็ต้องถูก บังคับพลัดถิ่น ไปยังหงสาวดี ครั้นพอเขาสามารถตั้งตัวและมีหลักแหล่งอันอุดมสมบูรณ์ในหงสาวดีแล้ว เขากลับต้องถูก บังคับพลัดถิ่น อีกครั้งหนึ่ง ให้กลับมายังดินแดนของ ชาวสยาม (ในยุคสมัยที่ความคิดในเรื่องเส้นแบ่งเขตแดนระหว่าง รัฐชาติ ยังไม่ถือกำเนิดขึ้น) อย่างชนิดสิ้นเนื้อประดาตัว
นอกจากนี้ยังมีประเด็นปลีกย่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกจำนวนหนึ่งที่ยังติดอยู่ในใจผม หลังจากได้ชม ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาค 2
เริ่มตั้งแต่ การสร้างความรักใคร่ผูกพันกันเป็นพิเศษระหว่างบุเรงนองกับพระนเรศวร ซึ่งเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ภาคแรก และในภาคสองก็มีอาการหนักขึ้น ถึงขนาดที่บุเรงนองตอนก่อนตายสั่งเสียให้พระนเรศวรมายึดกรุงหงสาวดี เพราะเชื่อว่าพระนเรศวรเท่านั้น ที่มีความสามารถเพียงพอจะทำให้กรุงหงสาวดีที่พระองค์สร้างขึ้นดำรงอยู่ต่อไป
ผมไม่แน่ใจนักถึงจุดประสงค์ของการสร้างความผูกพันดังกล่าวขึ้นในหนังเรื่องนี้ หากมองในแง่ดี นี่อาจแสดงให้ถึงความผูกพัน ความภักดีระหว่างกษัตริย์สองคนที่ข้ามเส้นแบ่งพรมแดนในแบบ รัฐชาติ ดังที่ คนธรรมดาอย่างพระมหาเถรคันฉ่อง บุญทิ้ง และขุนเดช ต่างก็มีชะตากรรมที่ถูกถักทออยู่ในความผูกพัน ความภักดีดังกล่าวเช่นกัน
หรือไม่ท่านมุ้ยก็อาจต้องการจะสร้างความชอบธรรมให้แก่การบุกยึดหงสาวดีของพระนเรศวรในหนังภาค 3 เพื่อให้การบุกยึดหงสาวดีโดยจอมกษัตริย์แห่งอยุธยาดูไม่เป็นการทำสงครามที่โหดร้ายเหี้ยมหาญจนเกินไปนัก?
เมื่อพูดถึงความโหดร้ายของสงคราม ตัวละครหญิงชราตาบอดในอยุธยา ที่แสดงโดยเดือนเพ็ญ สาลิตุลย์? ก็ถือเป็นตัวละครสำคัญคนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายดังกล่าว รวมทั้งด้านมืดของมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีนามว่าพระนเรศวร
ในหนังสองภาคที่ผ่านมา คนดูสามารถมองเห็นข้อเสียของตัวละครพระนเรศวรเพียงสองจุดเท่านั้น จุดแรก คือ ความเข้าใจผิดที่มีต่อพระสุพรรณกัลยา ตั้งแต่เด็กจนโต และจุดที่สอง คือ ความเข้าใจและเรื่องเล่าของชาวบ้านในอยุธยา ที่แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการทำสงครามไม่รู้จบสิ้นของพระนเรศวร จนทำให้ผู้หญิงจำนวนมากต้องเสียลูกสูญผัว ที่ถูกนำเสนอผ่านเรื่องเล่าของหญิงชราตาบอด
อย่างไรก็ตาม ฉากหญิงชราตาบอดพบพระนเรศวรก็มีอยู่อย่างสั้น ๆ และถูกตัดไปยังฉากอื่นอย่างห้วน ๆ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่า ความรู้สึกในด้านลบดังกล่าวที่ชาวบ้านมีต่อพระนเรศวร จะถูกนำมาขยายเป็นประเด็นอะไรในหนังภาค 3 หรือไม่ เมื่อการทำสงครามของพระนเรศวรหลาย ๆ ครั้ง หลังศึกยุทธหัตถี จะเป็นการยกทัพไปล้อมเมืองหงสาวดี ตองอู ฯลฯ แต่ไม่สามารถตีเมืองเหล่านั้นได้สำเร็จ จนต้องเสียไพร่พลเป็นจำนวนมากและยกทัพกลับมายังอยุธยาในที่สุด เช่นเดียวกับที่ บุญทิ้ง ทหารคู่ใจพระนเรศวร ผู้หน่ายในความโหดร้ายของสงครามระหว่างผู้คนที่ล้วนมีความผูกพันกันทั้งสิ้น จะมีปฏิกิริยาเช่นใดต่อการทำสงครามอันยืดเยื้อดังกล่าว
(เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการทำสงครามของพระนเรศวรนั้น ผมมีข้อสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกจำนวนหนึ่งที่อยากตั้งทิ้งไว้ ได้แก่ ผมเข้าใจว่า ดูเหมือนหนังไตรภาคชุดนี้จะเน้นการทำสงครามของพระนเรศวรไปที่การสู้รบระหว่างอยุธยากับอาณาจักรต่าง ๆ ในดินแดนพุกามเท่านั้น และเป็นไปได้ที่จะตัดการทำสงครามกับอาณาจักรอื่น ๆ เช่น เขมร ออกไป เพราะก่อนที่พระนเรศวรจะประกาศตัดความสัมพันธ์กับหงสาวดีที่เมืองแครงนั้น ตามพงศาวดาร มีการสู้รบสำคัญครั้งหนึ่งที่ในหนังไม่ได้กล่าวถึง คือ การสู้รบระหว่างพระนเรศวรกับพระยาจีนจันตุ ซึ่งเป็นขุนนางเขมรที่เข้ามาทำเป็นสวามิภักดิ์ต่ออยุธยา แต่จริง ๆ แล้วมาสอดแนมและลักลอบขนสมบัติของอยุธยา จากนั้นก็หนีจากไปทางเรือ ซึ่งพระนเรศวรก็เกณฑ์ไพร่พลไปไล่ตามจับพระยาคนดังกล่าว ทว่าเมื่อเรือสำเภา?ของพระยาจีนจันตุแล่นไปถึงผืนน้ำส่วนที่เป็นทะเล เข้าใจว่าบริเวณเมืองประจวบคีรีขันธ์ กองทัพพระนเรศวรก็ไม่สามารถตามจับได้ทัน อันอาจแสดงให้เห็นถึงความไม่เชี่ยวชาญในการทำศึกทางทะเล และการไม่ประสบชัยชนะในการทำสงครามของพระนเรศวร นอกจากนี้ ตามช่วงเวลา ซึ่งจะตรงกับหนังภาค 3 ก็ยังมีสงครามที่พระนเรศวรยกทัพไปปราบเขมร แล้วมีบางพงศาวดารที่ระบุว่า พระนเรศวรทำพิธีปฐมกรรมพระยาละแวก เจ้าเมืองเขมร (คือประหารชีวิตแล้วเอาเลือดมาล้างเท้า) สิ่งที่น่าติดตามคือ ศึกครั้งนี้จะมีปรากฏในหนังภาค 3 หรือไม่? ถ้าไม่มี ก็อาจเป็นเพราะสงครามดังกล่าวแสดงความโหดร้ายของพระนเรศวรใช่หรือไม่? และที่น่าคิดเล่น ๆ ก็คือ เวลาอยุธยารบกับเขมร ขุนศึกคนสำคัญของฝ่ายอยุธยาอย่างพระศรีถมอรัตน์ ที่เป็นคนเขมรจากศรีเทพจะมีท่าทีเช่นไร? จะมีท่าทีดังเช่นพระราชมนูหรือบุญทิ้งดังที่ปรากฏในหนังภาค 2 หรือไม่?
อีกประเด็นหนึ่งที่จะขอกล่าวอ้อม ๆ ก็คือ ในช่วงที่หนังภาคแรกของไตรภาคชุดนี้ลงโรงฉายไปได้สักพักหนึ่ง ผมได้พูดคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเขาได้เล่าว่าจากการไปพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนฝูง (ของเขาอีกที) ที่ทำงานเป็นนักกิจกรรมทางสังคมและทำงานทางด้านวิชาการ มีคนเสนอถึงสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับชะตากรรมของพระนเรศวร นั่นคือ การสิ้นพระชนม์เมื่ออายุยังไม่มากนักของพระองค์ อาจบ่งบอกถึงชะตากรรมที่สามารถกล่าวอย่างอ้อม ๆ ได้ว่าเป็นเหมือนกับชะตากรรมของอเล็กซานเดอร์ในหนังของโอลิเวอร์ สโตนหรือไม่? ขณะที่คุยกับเพื่อนคนนั้น ผมเห็นว่าข้อเสนอของเขาน่าสนใจดี แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีน้ำหนักเพียงพอแค่ไหน ทว่าเมื่อผมมาดูหนังในภาค 2 และเห็นท่าทีของบุญทิ้ง ตลอดจนเรื่องเล่าของหญิงชราตาบอดแล้ว ผมกลับคิดว่า หนังไตรภาคชุดนี้สามารถจบลงอย่างหนังเรื่องอเล็กซานเดอร์ของโอลิเวอร์ สโตนได้ หรืออย่างน้อย ก็อาจแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางความคิดในการทำสงครามระหว่างพระนเรศวรกับขุนศึกบางคนได้ อย่างไรก็ตาม ท่านมุ้ยคงไม่มีความคิดเช่นนั้น และนอกจากนี้นี่ยังเป็นสังคมไทย ที่หากใครเสนอความคิด/ตีความประวัติศาสตร์เช่นนั้นออกมาในหนัง ก็คงจะถูกรุมประชาทัณฑ์ในที่สุด)
ประเด็นสุดท้ายที่ผมจะขอกล่าวถึงเกี่ยวกับ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 ก็คือ ตัวละครพระสุพรรณกัลยา ซึ่งตามความเห็นของผมแล้ว ถือเป็นตัวละครที่อ่อน เล่นแข็ง และไร้พลังมากที่สุดในหนังสองภาคแรก
ผมคิดว่าความไร้พลังของตัวละครดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากการเล่นแข็งมาก จนไม่เป็นธรรมชาติ ของเกรซ มหาดำรงกุลเพียงเท่านั้น แต่ผู้กำกับและผู้เขียนบทหนังก็ควรมีส่วนรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วย
ต้องยอมรับว่า ลำพังเพียงแค่เรื่องตำแหน่งแห่งที่ของ พระสุพรรณกัลยา ในประวัติศาสตร์ ก็ถือเป็นสิ่งที่มีปัญหาอยู่มาก ว่าตกลงแล้วบุคคลคนนี้มีตัวตนจริงหรือไม่? และกระแส พระสุพรรณกัลยา ก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ อาจกล่าวได้ว่า ถ้าพิจารณาจากแง่มุมทางประวัติศาสตร์ ตัวละครพระสุพรรณกัลยาในหนังเรื่องนี้ก็ถือเป็นตัวละครจากประวัติศาสตร์ซึ่งมีที่มาลอยล่อง ไม่ชัดเจน และเข้าข่ายที่จะเป็นตัวละครในตำนานมากที่สุดคนหนึ่ง
ท่านมุ้ยจึงสามารถจะใส่อะไรต่อมิอะไรลงไปในตัวละครคนนี้ได้เต็มไปหมด แต่ผมกลับเห็นว่า สิ่งที่ท่านมุ้ยใส่ไปในตัวละครคนนี้กลับเต็มไปด้วยอะไรที่มันเกินเลย ตั้งแต่เรื่องการเก็บดินจากอยุธยาไปไว้ในหงสาวดี ในหนังภาคแรก จนกระทั่ง การกล่าวถึงกฤษดาภินิหารของพระนเรศวรด้วยอารมณ์ที่พยายามจะทำเป็นตื่นเต้นภาคภูมิใจ และการกล่าวถึงความเป็นไท/ความเป็นไทย? ด้วยท่าทีอันแข็งทื่อ ในตอนท้ายของหนังภาค 2
ผมเข้าใจว่า ท่านมุ้ยคงจะใส่ความเกินเลยเหล่านั้นเข้ามาในหนังเพื่อหวังจะเร้าอารมณ์ ความเป็นไทย/ความเป็นสยาม ของคนดู แต่เมื่อมันเกินเลยเกินไป และผู้แสดงแสดงหนังได้แข็งเกินไป ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็น ความไร้อารมณ์ ความไม่เป็นธรรมชาติ ที่ขาดพลังอย่างรุนแรง จนกลายเป็นส่วนเกินของหนังภาค 2 ในที่สุด
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กับการรำลึกอดีตของผม
สิ่งหนึ่งที่ติดค้างอยู่ในใจของผมหลังจากได้ดูหนังเรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สองภาคแรกก็คือ การมีโอกาสได้นำพาความทรงจำของตนเองย้อนกลับไปสู่อดีตอีกครั้งหนึ่ง ทว่าอดีตดังกล่าว ไม่ใช่อดีตในสมัยอยุธยานะครับ แต่เป็นอดีตที่เกี่ยวพันกับเสี้ยวส่วนในชีวิตวัยเยาว์ของผม หรือ อาจกล่าวได้ว่า หนังไตรภาคชุดนี้สามารถช่วยนำพาผมให้เดินทางย้อนกลับไปสำรวจตรวจตราประวัติศาสตร์ส่วนตัวบางส่วนเสี้ยวของตนเองได้เป็นอย่างดีและน่าอัศจรรย์
ไม่ทราบว่าผู้ที่ได้ดูหนังสองภาคแรกของหนังไตรภาคชุดนี้จะรู้สึกหรือไม่ว่า บรรดานักแสดงทั้งนำและสมทบจำนวนมากของหนัง สามารถนำพาเราย้อนกลับไปยังอดีตหรือความหลังอันแสนไกลได้ ดังที่ผมกำลังรู้สึกอยู่
นักแสดงจำนวนมากในหนังไตรภาคชุดนี้และเรื่องราวของอดีตอันแสนไกลห่างนี่เอง ที่ทำให้ผมสามารถคิดประเด็นที่น่าสนใจขึ้นมาได้จำนวนหนึ่ง
กัมปนาท อั้งสูงเนิน กับ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
เริ่มจากนักแสดงคนหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เล่นเป็นมุขในตอนต้นของหนังภาค 2 นั่นคือ กัมปนาท อั้งสูงเนิน ซึ่งเล่นเป็นออกญาราชวังสรรค์ นายทหารอาสามัวร์ สิ่งหนึ่งที่ทำเอาผมต้องอมยิ้มก็คือ ขณะที่หนังภาค 2 จบลง และเอนด์ เครดิตกำลังขึ้นอยู่บนจอนั้น ผมก็เหลือบไปเห็นเครดิตในส่วนของกัมปนาท ที่ลงชื่อเต็ม ๆ ของเขาไว้ว่า น.ต. กัมปนาท อั้งสูงเนิน
ที่ผมต้องอมยิ้มก็เพราะว่า ยศนาวาอากาศตรีของกัมปนาทนั้น แสดงให้เห็นถึงวารวัยที่เดินทางมาไกลมาพอสมควรของผม (คือ อายุที่แก่พอสมควรของผมนั่นเอง) เนื่องจากผมรู้จักกัมปนาทครั้งแรกเมื่อราว ๆ ปี พ.ศ. 2533 ขณะที่เขาเล่นฟุตบอลเป็นผู้รักษาประตูให้กับทีมทหารอากาศ รุ่นเดียวกันกับนักเตะอย่างปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ประทีป ปานขาว ส่งเสริม มาเพิ่ม วิชิต เสชนะ เป็นต้น
แม้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าว จะถือเป็นยุครุ่งเรืองของผู้รักษาประตูหน้าใหม่ของทีมชาติไทยที่สร้างชื่อมาจากการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ที่ปักกิ่ง อย่างชัยยง ขำเปี่ยม (ปัจจุบัน เป็น ร.ต.อ.ชัยยง ขำเปี่ยม หัวหน้าผู้ฝึกสอนสโมสรฟุตบอลตำรวจ) แต่กัมปนาทก็ถือเป็นผู้รักษาประตูระดับแนวหน้าคนหนึ่งของวงการฟุตบอลไทย
จำได้ว่า ในช่วงปี 2534 หรือ 2535 มีการจัดการแข่งขันฟุตบอลไทยแลนด์ เซมิโปรลีกขึ้น และกัมปนาทถูกกล่าวหาว่าล้มบอล จากการเสียประตูให้แก่ลูกยิงเบา ๆ ของศูนย์หน้าดาวรุ่งของทีมราชประชาอย่าง เทอดไท เพียสา? (ซึ่งไม่รู้ว่าตอนนี้หายไปไหนแล้ว) ในยุคที่เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ยังไม่อยู่ในทีมราชประชาด้วยซ้ำไป แม้แต่ น.อ.อมฤต จารยะพันธุ์ (ยศในขณะนั้น) ผู้จัดการทีมทหารอากาศ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกัมปนาทอย่างคลางแคลงใจในนิตยสารฟุตบอลสยาม (น.อ.อมฤต เป็นคนใช้ปืนจี้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ บนเครื่องบิน ในการทำรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ต่อมาเขาเกษียณอายุราชการในยศ พล.อ.อ. ส่วนนิตยสารฟุตบอลสยาม เป็นนิตยสารในเครือสยามสปอร์ตฯ เช่นเดียวกัน นิตยสารสตาร์ ซ็อคเกอร์ ซึ่งเลิกกิจการไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน อันแสดงให้เห็นถึงความนิยมต่อวงการฟุตบอลไทยที่ลดลงอย่างฮวบฮาบของผู้คน) ส่วนกัมปนาทก็ออกมาแก้ตัวในทำนองว่า คนอย่างเขาจะล้มบอลไปทำไม เพราะนอกจากเล่นฟุตบอลแล้ว เขาก็ยังมีรายได้ที่ดีจากอาชีพเดินแบบและงานนักแสดง
อย่างไรก็ตาม ชื่อของกัมปนาทก็ค่อย ๆ ห่างหายจากวงการฟุตบอลไทยไป และในระยะหลังผมก็ไม่ค่อยได้พบเขาในจอโทรทัศน์สักเท่าใดนัก แต่ล่าสุดก็ยังได้พบเขาแสดงบทเล็ก ๆ ในหนังเรื่อง คนไฟบิน จนกระทั่งมาดูหนังเรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 จึงได้ทราบว่าเขามียศเป็น นาวาอากาศตรีแล้ว
ยศนาวาอากาศตรีของกัมปนาท นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงอายุที่มากขึ้นของทั้งเขาและผมแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปบางประการของวงการฟุตบอลไทย คือ ในช่วงกลางทศวรรษ 2530 นักฟุตบอลฝีเท้าดี ๆ ก็ยังคงกระจุกตัวอยู่ในทีมฟุตบอลของเหล่าทัพต่าง ๆ อยู่ เช่น ทีมทหารอากาศก็มีนักเตะชื่อดังดังที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ทีมทหารบก ก็มีนักเตะอย่าง กฤษขจร วงศ์รัตนะ พิสิษฐ์ ฟูเผ่า อดุลย์ มะลิพันธุ์ (ปัจจุบัน คาดว่าจะเป็นพันโท) หรือมีผู้รักษาประตูอย่าง นนร. (นักเรียนนายร้อย) พีรฉัตร พานทอง (ไม่แน่ใจว่าเป็นอะไรกับอรพรรณ พานทอง/วัชรพล) และเจริญ กลมเกลี้ยง (ผู้รักษาประตูที่ดูเหมือนจะเป็นผลผลิตของทหารสหรัฐอเมริกาซึ่งเข้ามาตั้งฐานทัพบริเวณภาคอีสานของไทยในช่วงสงครามเวียดนาม เช่นเดียวกันกับ กัมปนาท) เจ้าของท่าเต้นดีใจในลีลานกกระเรียน เวลาเซฟลูกจุดโทษได้ จนได้รับฉายาว่า กระเรียนดำ ส่วนทีมตำรวจยุคนั้น ก็มีผู้เล่นจากทีมชาติชุดอันดับ 4 เอเชี่ยนเกมส์ที่ปักกิ่งถึง 5 คน ได้แก่ ชัยยง ขำเปี่ยม นที ทองสุกแก้ว (เมื่อหลายปีก่อน ทราบว่าเขามียศ ร.ต.อ.) อนันต์ ทองสุก (เมื่อหลายปีก่อนเช่นกัน ได้อ่านข่าวหน้าอาชญากรรม และได้พบชื่อเขามียศเป็น ร.ต.อ.) วิฑูร กิจมงคลศักดิ์ มิดฟิลด์เจ้าของฉายา สิงต์โตเผือกแห่งปากน้ำโพ (ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยหัวหน้าโค้ชของทีมชาติไทยชุดปรี-โอลิมปิก) และ บุญปลีก หนูน้อย (ต่อมาย้ายไปอยู่กับทีมองค์การโทรศัพท์ ปัจจุบันไม่ทราบว่าหายไปไหนแล้ว)
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2530 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน วงการฟุตบอลไทยก็เปลี่ยนโฉมหน้าไป เมื่อนักฟุตบอลฝีเท้าดี ต่างกลายเป็นนักเตะในสังกัดของทีมฟุตบอลของเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ จนทีมเหล่านั้นกลายทีมฟุตบอลที่เปลี่ยนหน้ากันประสบความสำเร็จ ตั้งแต่ สโมสรธนาคารกสิกรไทย (ที่ปัจจุบันยุบสโมสรไปแล้ว) สโมสรสินธนา (ที่เดิมมีชื่อว่า สโมสรบางเตย-สุวรรณน้อย ก่อนที่จะมาประสบความสำเร็จในชื่อสินธนา แต่ปัจจุบัน ก็กลับไปตกต่ำอยู่ในระดับดิวิชั่น 2 และมีการรวมสโมสรกับจุฬาลงกรณ์ เป็น จุฬาลงกรณ์-สินธนา) สโมสรบีอีซี เทโร ศาสน (ที่เดิมมีชื่อว่า ทีมโรงเรียนศาสนวิทยา) สโมสรธนาคารกรุงไทย สโมสรพนักงานยาสูบ และสโมสรมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นต้น ขณะที่สโมสรฟุตบอลของเหล่าทัพกลับกลายเป็นสโมสรระดับกลางค่อนข้างล่าง ที่เวียนว่ายอยู่ระหว่างการดิ้นรนหนีตกชั้นจากการแข่งขันฟุตบอลไทยแลนด์ พรีเมียร์ลีก กับ การดิ้นรนเพื่อเลื่อนชั้นจากการแข่งขันฟุตบอลดิวิชั่น 1
นี่แสดงให้เห็นถึง จำนวนเงินของหน่วยงานเอกชนที่มีมากกว่าหน่วยงานภาครัฐอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้พร้อม ๆ กับการเข้ามายึดกุมอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของบรรดานักธุรกิจจากภาคเอกชน นับตั้งแต่ปรากฏการณ์ม็อบมือถือ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 เป็นต้นมา
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่สโมสรฟุตบอลของเหล่าทัพยังมีแต่ทรงกับทรุด คล้ายกับถูกเทพีแห่งโชคชะตากลั่นแกล้งอยู่ตลอดเวลา (เช่น สโมสรทหารอากาศที่เคยยิ่งใหญ่ แต่ปัจจุบันต้องจมปลักในระดับดิวิชั่น 1 มาหลายฤดูกาล ซึ่งปิยะพงษ์ ผิวอ่อน หัวหน้าโค้ชของทหารอากาศเคยกล่าวถึงปัญหาใหญ่ของทีมไว้ว่า ในยุคสมัยก่อนนั้น แหล่งสร้างนักเตะที่สำคัญของทีมก็คือ โรงเรียนจ่าอากาศ แต่ในปัจจุบัน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ไม่มีเด็กรุ่นใหม่คนไหน โดยเฉพาะนักฟุตบอล อยากเข้าเรียนในโรงเรียนดังกล่าว เพราะดูเหมือนโรงเรียนแห่งนี้ว่าจะนำพาพวกเขาไปสู่การไม่มีอนาคตหรือการได้รับเงินเดือนจำนวนน้อยนิด หรือแม้แต่ แชมป์ฟุตบอลดิวิชั่น 1 ฤดูกาลล่าสุด อย่างสโมสรตำรวจ ก็ยังถูกผู้มีอำนาจในวงการฟุตบอลไทยกลั่นแกล้ง เมื่อพวกเขายังไม่ได้รับเงินรางวัลต่าง ๆ จากสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยเลย ทั้งที่การแข่งขันได้จบลงไปหลายเดือนแล้ว และขณะนี้ก็กำลังจะเปิดฤดูกาลใหม่ ซึ่งทีมตำรวจได้เลื่อนชั้นมาเล่นในฟุตบอลไทยแลนด์ พรีเมียร์ลีก แม้ ร.ต.อ.ชัยยง ขำเปี่ยม หัวหน้าโค้ช จะออกมาโวยวายต่อสมาคมฟุตบอลฯ และแจ้งว่าได้รับไฟเขียวจากผู้บังคับบัญชา ให้ฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด หากทีมไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่สมาคมฟุตบอลฯ ก็ยังคงเงียบเฉยมาจนถึงบัดนี้ )
แต่สำหรับในทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว กลับดูเหมือนว่า กองทัพกำลังพยายามหวนกลับมายึดกุมอำนาจในปริมณฑลเหล่านั้นอีกครั้งหนึ่งในยุคปัจจุบัน ขณะเดียวกัน กองทัพก็คล้ายจะพบว่าตนเองต้องตกอยู่ในสถานะที่ยากลำบากมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายมหาศาล จนการกลับมายึดกุมอำนาจในสังคมการเมืองไทยของกองทัพไม่สามารถจะดำเนินการได้อย่างสะดวกดายอีกต่อไป เช่นเดียวกันกับการบริหารจัดการสโมสรฟุตบอล
ผมคงต้องขอย้อนกลับมาที่การตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวละครออกญาราชวังสรรค์สักนิด (หลังจากที่ออกนอกเรื่องไปเสียยืดยาว เห็นมั้ยครับว่า แค่นักแสดงคนเดียว ก็สามารถทำให้ผมเดินทางย้อนกลับสู่อดีตได้อย่างเตลิดไกลเพียงใด 555) ออกญาราชวังสรรค์ในหนัง คือ หัวหน้าทหารอาสามัวร์ ที่มีหน้าที่คอยอารักขาพระนเรศวรอย่างใกล้ชิด ดังจะเห็นได้จากตอนที่นักฆ่าจากเผ่านาคาเข้ามาลอบสังหารพระนเรศวรนั้น นอกจากที่มณีจันทร์จะเข้ามาช่วยเหลือพระนเรศวรเป็นคนแรกแล้ว คนต่อมาที่เข้ามาช่วยก็คือ ออกญาราชวังสรรค์
ซึ่งจากที่ผมได้เคยอ่านงานเขียนทางประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่ง ก็พอจะจำได้ราง ๆ ว่า กษัตริย์สมัยอยุธยา (คงตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งเริ่มติดต่อกับโปรตุเกส เป็นต้นมา หรือดีไม่ดี อาจจะในยุคสมเด็จพระนารายณ์ อันเป็นยุคหลังพระนเรศวรด้วยซ้ำ) จะมีผู้อารักขาใกล้ชิดเป็นนายทหารอาสาแขกมัวร์ ที่น่าสนใจก็คือ คนเหล่านั้นจะต้องถูกตอนในลักษณะคล้าย ๆ กันกับขันที เพราะต้องเข้าไปอารักขากษัตริย์ในพระราชวัง/ฝ่ายใน ซึ่งในที่ดังกล่าวจะมีผู้ชายได้เพียงคนเดียว คือ กษัตริย์ ส่วนคนอื่น ๆ จะเป็นผู้หญิงหมด ได้แก่ บรรดามเหสี สนม นางกำนัล ของกษัตริย์
สิ่งที่ผมคิดสงสัยเล่น ๆ ก็คือ ออกญาราชวังสรรค์ในหนังนี่ จะเป็นขันทีแขกมัวร์รึเปล่า?
อีกประเด็นหนึ่งที่ข้องเกี่ยวกับออกญาราชวังสรรค์ ออกญาเสนาภิมุข (หัวหน้านายทหารอาสาญี่ปุ่น) และบรรดานายทหารอาสาโปรตุเกส ก็คือ จากตัวอย่างหนังและบทสัมภาษณ์นักแสดงที่ฉายผ่านโทรทัศน์บริเวณโรงหนัง ดูเหมือนพระเอกของเรื่อง คือ พ.ต.วันชนะ สวัสดี พยายามจะกล่าวอ้างถึง ตัวละครต่างเชื้อชาติเหล่านี้ เพื่อนำมากระตุ้นความรู้สึกรักชาติในสังคมร่วมสมัย (โดยเฉพาะกรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้?) ในทำนองว่า ขนาดคนต่างชาติต่างภาษาในยุคนั้นยังเลือกที่จะมาใช้ชีวิตในแผ่นดินไทย และยอมเสียสละต่อสู้เพื่อรักษาแผ่นดินไทยไว้ ดังนั้น คนในสังคมไทยปัจจุบันจึงควรจะมีความรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน
แต่ผมเห็นว่า สิ่งต่าง ๆ มันคงจะไม่ง่ายอย่างที่ พ.ต.วันชนะคิด เพราะหากพิจารณาให้ดี ทหารอาสาเหล่านั้น ก็มีสถานะเป็นนายทหารรับจ้าง ที่ยินยอมจะปฏิบัติหน้าที่เมื่อถูกจ้างเท่านั้น ความภักดีของพวกเขาจึงอาจไม่ได้เป็นความภักดีต่อแผ่นดินไทย/อยุธยา ดังที่ พ.ต.วันชนะคิด แต่อาจเป็นความภักดีต่อภูมิศาสตร์ของเงินตรา ดังที่ตัวละครอย่างขุนเดชภักดีเป็นเสียมากกว่า(เอกสารที่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์บางชิ้นได้ระบุถึงสิ่งที่น่าสนใจไว้ว่า ในสงครามระหว่างอยุธยากับหงสาวดีนั้น ทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสของทั้งสองฝ่ายต่างก็มาร่วมดื่มเหล้าด้วยกัน ในช่วงกลางคืนที่เป็นเวลาพักรบ แต่พอตอนเช้า ทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องกลับไปออกรบให้กับอาณาจักรที่จ้างพวกตนมาเป็นทหารรับจ้าง)
ซึ่งถ้าหาก พ.ต.วันชนะ ได้มีโอกาสอ่านหนังสือ The Prince ของ Machiavelli ที่แปลเป็นภาษาไทยในนาม เจ้าผู้ปกครอง โดย สมบัติ จันทรวงศ์ เขาก็อาจจะพิจารณาได้ถึง ความอันตรายของบรรดานายทหารรับจ้าง ผู้ไม่ได้มีความภักดีต่อนายจ้างของเขาอย่างง่ายดายและซื่อตรง ดังที่ พ.ต.วันชนะ คิดว่า พวกเขาจะมีความภักดียิ่งต่อแผ่นดินไทย/อยุธยา
หรือหากพิจารณาในอีกแง่มุมหนึ่ง การที่คนต่างชาติพันธุ์จำนวนมากเข้ามาอาศัยในอาณาจักรอยุธยาได้อย่างมีความสุขนั้น ก็เพราะอาณาจักรอยุธยาและอาณาจักรต่าง ๆ ในยุคนั้นไม่ได้มีแนวคิด ชาตินิยม ที่มุ่งขับเน้นวัฒนธรรมจากศูนย์กลางอำนาจในแบบ รัฐชาติ ให้เข้าไปกลืนกลายวัฒนธรรมอันแตกต่างของกลุ่มคนชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในอาณาจักร แต่อาณาจักรต่าง ๆ ในยุคนั้น (โดยเฉพาะอาณาจักรที่ตั้งถิ่นฐานติดน้ำจนกลายเป็นแหล่งค้าขายสำคัญอย่างอยุธยา) กลับดูเหมือนจะสามารถยอมรับวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายของคนต่างเชื้อชาติต่างภาษาได้ และมองเห็นว่าการมีคนจากหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์นั้นแสดงให้เห็นถึงบารมีและนำมาซึ่งความร่ำรวยทางเศรษฐกิจของอาณาจักร/กษัตริย์
แต่หากอาณาจักรอยุธยา เต็มไปด้วยการมุ่งเน้นความเป็นหนึ่งเดียวของ คนสยาม (ราวกับว่า ความเป็นสยาม มีค่าเท่ากับ ความเป็นไทย) อันกรุ่นด้วยความรู้สึกแบบชาตินิยม ดังที่ปรากฏในหนังโดยเฉพาะภาคแรกแล้ว คนต่างเชื้อชาติต่างภาษาก็คงจะไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ในอยุธยาสักเท่าใดนัก
จากตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แล้วย้อนกลับไปยัง สงครามเก้าทัพ
ถัดจากประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกัมปนาทแล้ว นักแสดงอีกมากมายหลายคนใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ก็ยังได้นำพาผมย้อนกลับไปสู่อดีตอันไกลโพ้นยิ่งขึ้น ซึ่งครั้งหนึ่งอดีตเหล่านั้นเคยปรากฏเป็นภาพเคลื่อนไหวบนจอโทรทัศน์ เมื่อเกือบ ๆ 20 ปีก่อน
ไม่ทราบว่า ผู้ที่ได้ดูหนัง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สองภาคแรก และรวมถึง สุริโยไท ซึ่งมีอายุประมาณ 20 กลาง ๆ ขึ้นไป จะรู้สึกหรือไม่ว่า นักแสดงหลายคนในหนังเหล่านี้ล้วนเป็นนักแสดงชุดเดียวกันกับที่เคยแสดงละครอิงประวัติศาสตร์ของคุณวรยุทธ พิชัยสรทัต? ซึ่งแพร่ภาพทางช่อง 3 ในช่วงต้นทศวรรษ 2530 ละครเหล่านั้นก็ได้แก่ สงครามเก้าทัพ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ สมเด็จพระศรีสุริโยไท
เช่น ฉัตรชัย เปล่งพานิช ซึ่งแสดงเป็น สมเด็จพระมหาธรรมราชา ใน สุริโยไท และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ก็เคยแสดงเป็น กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ใน สงครามเก้าทัพ สมบัติ เมทะนี ซึ่งแสดงเป็น เมงเยสีหตู? ใน สุริโยไท ก็เคยแสดงเป็น รัชกาลที่ 1 ใน สงครามเก้าทัพ เอกพัน บันลือฤทธิ์ ซึ่งแสดงเป็น อุปราชจัน บ้านมหาโลก ใน สุริโยไท ก็เคยแสดงเป็น กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศน์/กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข (วังหลังสมัยรัชกาลที่ 1) ใน สงครามเก้าทัพ และ พระนเรศวร ใน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อานนท์ สุวรรณเครือ ซึ่งแสดงเป็น ออกญาพิชัยรณฤทธิ์ ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ก็เคยแสดงเป็น กรมหลวงจักรเจษฎา ใน สงครามเก้าทัพ กษมา นิสสัยพันธุ์ ซึ่งแสดงเป็น ราชทูตของล้านช้าง ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ก็เคยแสดงเป็น พระศรีสมบัติ ใน สงครามเก้าทัพ และ เจ้าพระยาศรีไสยณรงค์ ใน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช รอน บรรจงสร้าง ซึ่งแสดงเป็น สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ก็เคยแสดงเป็น ตัวละครที่ชื่อไอ้สุก ใน สงครามเก้าทัพ และถ้าจำไม่ผิดเคยแสดงเป็น พระเอกาทศรถ ใน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อภิรดี ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม ซึ่งแสดงเป็น หมอกมู ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ก็เคยแสดงเป็น คุณหญิงจัน/ท้าวเทพกษัตรี ใน สงครามเก้าทัพ มานพ อัศวเทพ ซึ่งแสดงเป็น ออกญาสวรรคโลก ใน สุริโยไท และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ก็เคยแสดงเป็น พระเจ้าปดุง ใน สงครามเก้าทัพ และ สมภพ เบญจาธิกุล ซึ่งแสดงเป็น บาเยงนอง/บุเรงนอง ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ก็เคยแสดงเป็น เจ้าเมืองตองอู ที่มีชื่อว่า หวุ่นคยี สะโดะคีรี มหาอุจจนา? ใน สงครามเก้าทัพ เป็นต้น
สิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ ก็ถือเป็นการสืบสวนทวนความทรงจำบางประการที่มีเกี่ยวกับละครอิงประวัติศาสตร์ในยุคนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งละครเรื่อง สงครามเก้าทัพ
เมื่อผมได้พบกับบรรดานักแสดงจำนวนมากในตำนานสมเด็จนเรศวรฯ ซึ่งเคยแสดงละครอิงประวัติศาสตร์ของช่อง 3 ในช่วงเกือบสองทศวรรษก่อน นักแสดงเหล่านั้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับละครอิงประวัติศาสตร์ดังกล่าวของผมไหลย้อนกลับ และทำให้ผมได้สังเกตเห็นถึงความพิเศษบางประการของละครอิงประวัติศาสตร์เรื่อง สงครามเก้าทัพ
ก่อนอื่น ผมอยากจะจำแนกแจกแจงถึงความแตกต่างระหว่าง ละครอิงประวัติศาสตร์ กับ ละครที่สร้างขึ้นจาก นวนิยายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เสียก่อน
ละครอิงประวัติศาสตร์ จะเป็นละครที่เขียนบทขึ้นจากฐานของพงศาวดารฉบับต่าง ๆ โดยมีตัวละครสำคัญเป็นบุคคลที่ปรากฏชื่ออยู่ในพงศาวดารเหล่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ ชนชั้นกษัตริย์ ตัวอย่างของละครเหล่านี้ ก็เช่น สงครามเก้าทัพ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระศรีสุริโยทัย และ ตากสินมหาราช (ที่กำลังจะออกฉาย) เป็นต้น
ขณะที่ละครที่สร้างขึ้นจากนวนิยายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ก็คือ ละครที่สร้างขึ้นจาก นวนิยายหรือเรื่องแต่ง ซึ่งนวนิยายหรือเรื่องแต่งเหล่านั้นก็มักจะถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่งที่ผสมผสานกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์จากพงศาวดาร โดยส่วนใหญ่แล้ว ตัวละครเอกของละครเหล่านี้ จะไม่ใช่ชนชั้นกษัตริย์ที่ปรากฏในพงศาวดารต่าง ๆ แต่จะเป็นตัวละครที่ถูกผู้แต่งสรรค์สร้างขึ้น ตัวอย่างของละครเหล่านี้ ก็เช่น ขุนศึก สายโลหิต และ รัตนโกสินทร์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง ๆ จะมีละครที่สร้างขึ้นจากนวนิยายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจะมีตัวละครเอกเป็นชนชั้นกษัตริย์ที่ปรากฏในพงศาวดารฉบับต่าง ๆ ตัวอย่างของละครเหล่านี้ ก็เช่น ฟ้าใหม่ หรือ กษัตริยา เป็นต้น
ทว่า ละครสองประเภทนี้กลับมีลักษณะร่วมกันที่สำคัญประการหนึ่ง คือ เราอาจกล่าวได้ว่า ตัวละครเอกของละครเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นชนชั้นนำทั้งสิ้น ทั้งในส่วนของละครอิงประวัติศาสตร์หรือละครที่สร้างจากนวนิยายบางเรื่อง ที่มีตัวละครเอกเป็นชนชั้นกษัตริย์ และละครที่สร้างจากนวนิยาย ซึ่งตัวเอกของนวนิยายเหล่านั้น ก็มักจะเป็นขุนนางชั้นสูง (ไอ้เสมาในขุนศึก สุดท้ายก็ได้เป็นทหารเอกของพระนเรศวร ขุนไกรฯในสายโลหิต ก็เป็นลูกพระยา และต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นหลวงไกรฯ ก่อนจะได้เป็นพระยาในสมัยพระเจ้าตากฯ ฟักในรัตนโกสินทร์ ก็เป็นลูกจีนที่ได้เข้ารับราชการจนได้รับบรรดาศักดิ์เป็น พระราชวินิจจัย?)
ที่น่าสังเกตก็คือ ไม่มีตัวละครเอกในละครเหล่านี้ที่มีสถานะเป็นไพร่เลย! (ไม่ต้องพูดถึงทาส แต่อาจจะต้องยกเว้นละครเรื่องนางทาส ทว่าละครเรื่องนางทาสก็มีจุดประสงค์สำคัญอยู่ที่การยกย่องการเลิกทาสของรัชกาลที่ 5 อยู่ดี)(และอาจจะต้องพิจารณาดี ๆ ถ้าหากจะนับรวมละครที่ตัวละครเอกเป็นชาวบ้านบางระจัน ว่าตัวละครเอกเหล่านั้นมีสถานะเป็นไพร่ เนื่องจากชาวบ้านบางระจันได้ถูกประวัติศาสตร์นิพนธ์ฉบับทางการผลิตให้กลายเป็นวีรบุรุษแห่งชาติที่ไม่ใช่ไพร่ธรรมดาสามัญไปเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่ภาพลักษณ์วีรบุรุษแห่งชาติของเขาจะถูกผลิตซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านทางหนังและละครโทรทัศน์ที่สร้างโดยคนชั้นกลาง/ไพร่ในยุคหลัง) ทั้ง ๆ ที่คนสร้างละครส่วนใหญ่ รวมทั้งเรา ๆ ท่าน ๆ ก็มีสถานะเป็นไพร่กันทั้งนั้น
จริง ๆ แล้ว ดูเหมือนจะมีนวนิยายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่ง ที่มีตัวละครเอกเป็นไพร่ธรรมดาสามัญ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ นวนิยายเหล่านั้น มักจะเป็นนวนิยายที่เขียนโดยนักคิดนักเขียนฝ่ายซ้ายคนสำคัญของไทยในช่วงยุคก่อน 2500 เช่น คนดีศรีอยุธยา (แต่งหลัง 2500 แต่ผู้เขียนคือ เสนีย์มีบทบาทสำคัญตั้งแต่ช่วงก่อน 2500) ของเสนีย์ เสาวพงษ์ (ผมไม่แน่ใจว่า คนดีศรีอยุธยา เคยถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์หรือไม่ ถ้าเคยถูกนำมาสร้าง ก็คงจะถูกสร้างในช่วงที่ผมยังเด็กมากจนจำความยังไม่ได้) หรือ ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข? ของสุภา ศิริมานนท์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมจะเสนอก็คือ ในบรรดาละครอิงประวัติศาสตร์หรือละครที่สร้างขึ้นจากนวนิยายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั้งหลายนั้น มีละครอยู่เรื่องหนึ่งที่นำเสนอภาพของตัวละครเอกซึ่งมีทั้งชนชั้นกษัตริย์และไพร่ดำเนินควบคู่กันไปได้อย่างน่าสนใจ ละครเรื่องนั้น ก็คือ สงครามเก้าทัพ
แน่นอนว่า เรื่องราวที่เป็นจุดใหญ่ใจความของ สงครามเก้าทัพ จะต้องเป็นเรื่องการทำสงครามระหว่างกรุงเทพฯ กับ อังวะ โดยมีตัวละครสำคัญ อย่างกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (ฉัตรชัย) ที่เป็นแม่ทัพฝ่ายไทย ส่วนทางฝ่ายอังวะ ก็มีแม่ทัพสำคัญหลายคน (และมีดาราสำคัญมารับบททั้งสิ้น) เพราะยกทัพมาถึง 9 ทัพ โดยมีแม่ทัพใหญ่คือพระเจ้าปดุง (มานพ)
ซึ่งเรื่องราวการทำสงครามดังกล่าว ก็ดูเหมือนจะดำเนินไปตามรูปแบบของประวัติศาสตร์ (ราชา)ชาตินิยมทั่ว ๆ ไป คือ สุดท้ายแล้วพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ไทยในยุคดังกล่าว ก็สามารถนำไพร่พลจำนวนน้อยนิด ภายหลังจากเพิ่งสร้างบ้านแปงเมือง เอาชนะไพร่พลจำนวนมากมายมหาศาลของพม่าไปได้ และประเทศไทยก็สามารถรักษาเอกราชมาตราบจนถึงทุกวันนี้
ภาพของแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งปรากฏในสงครามเก้าทัพ จึงเป็นภาพของชัยชนะและปรีชาสามารถอันยิ่งใหญ่งดงาม โดยไม่จำเป็นต้องสนใจความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงปลายรัชสมัยของพระเจ้าตากสิน รวมถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ 1 อันเกิดจากความขัดแย้งระหว่างวังหลวงกับวังหน้า คือ ระหว่างรัชกาลที่ 1 กับ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ภายในรูปแบบของเรื่องเล่าที่ดูเหมือนจะเป็นประวัติศาสตร์ฉบับทางการอย่างยิ่งของ สงครามเก้าทัพ กลับแฝงไว้ด้วยเรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง อันเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตของไพร่จำนวนหนึ่งที่ดำเนินไปในช่วงสงคราม/รัชสมัยดังกล่าว
ถ้าใครพอจะจำละครเรื่องสงครามเก้าทัพได้ ก็คงจะเห็นถึงความน่าสนใจบางประการของละครเรื่องนี้ คือ ทั้ง ๆ ที่ละครเรื่องนี้ มีประเด็นสำคัญอยู่ที่การทำสงคราม ซึ่งมีตัวละครเอกเป็นชนชั้นกษัตริย์ แต่ฉากเปิดเรื่องในตอนแรกของละครกลับเป็น ฉากบรรดาผู้คนธรรมดาสามัญหรือไพร่กำลังเล่นเพลงเรือกันบริเวณคลองมหานาค โดยภาพวิถีชีวิตของไพร่เหล่านั้น ก็ถูกตัดสลับกับ ภาพนายทหารมอญที่สอดแนมพบการเคลื่อนทัพของพม่า จึงนำข่าวคราวดังกล่าวมาแจ้งให้กับรัชกาลที่ 1 และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทได้รับทราบ แต่วิถีชีวิตของบรรดาไพร่ในกรุงเทพฯ หรือ บางกอกก็ดำเนินต่อไป ละครได้พาเราไปรู้จักกับตัวละครที่เป็นขุนนางชั้นผู้น้อยที่มีบรรดาศักดิ์เป็น พันเทพฤทธิ์ ซึ่งเดินทางไปเล่นพนันในบ่อนแถวสำเพ็ง ก่อนที่ขุนนางคนดังกล่าวจะวิวาทกับนักเลงบ่อนและถูกฆ่าตายในที่สุด
จากจุดนี้นี่เอง ที่ทำให้คนดูจะได้รู้จักกับตัวละครเอกฝ่ายไพร่ของละครเรื่องสงครามเก้าทัพ ตัวละครเอกคนดังกล่าวก็คือ ไอ้สุก (รอน บรรจงสร้าง) ซึ่งเราจะได้เห็นเขาตั้งแต่ในฉากหนุ่มสาวร้องเพลงเรือในช่วงต้นของตอนแรกของละคร
วิถีชีวิตของไอ้สุกก็เหมือนวิถีชีวิตของหนุ่มสาวทั่ว ๆ ไป เขามีความรักกับสตรีนางหนึ่งที่เป็นนางกำนัลในวัง (ขออภัยที่จำชื่อตัวละคร รวมถึงชื่อคนแสดงไม่ได้) และไอ้สุกก็มีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่ง (ขออภัยที่จำชื่อตัวละคร รวมถึงชื่อคนแสดงไม่ได้เช่นกัน) แต่ความรักของไอ้สุกก็มีปัญหา เมื่อมีทหารจีนอาสาเข้ามาติดพันหญิงสาวคนรักของไอ้สุก ทหารจีนอาสาคนดังกล่าวก็คือ พระศรีสมบัติ (กษมา นิสสัยพันธุ์) (จริง ๆ แล้ว ในตอนต้นเรื่องเป็นคุณหลวงอะไรสักอย่าง แต่พอทำสงครามและมีความดีความชอบก็ได้เลื่อนเป็นคุณพระ) ซึ่งเป็นลูกชายของเศรษฐีชาวจีน (บู๊ วิบูลย์นันท์)
ดังนั้น ขณะที่ ไทย กับ พม่า ทำสงครามกันในละครเรื่องนี้ ชีวิตของไพร่อย่างไอ้สุก ก็ต้องทำสงครามรักระหว่าง ไทย กับ จีนไปด้วย โดยละครก็ได้สร้างให้พระศรีสมบัติเป็นตัวละครฝ่ายร้ายในสงครามรักครั้งนี้ ที่คอยมากลั่นแกล้งก่อกวนความรักของไอ้สุกกับหญิงสาวคนรัก ด้วยท่าทีหยาบคาย กักขฬะ ต่าง ๆ นานา (ถ้าจำไม่ผิด อ.เกษียร เตชะพีระ ดูเหมือนจะเคยเขียนเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ ในงานเขียนเกี่ยวกับละครเรื่องลอดลายมังกร (เวอร์ชั่นที่แสดงนำโดย นพพล โกมารชุน) คือ ในขณะที่ พระเอกของละครเรื่องลอดลายมังกร คือ คนจีนที่เข้ามาอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย และมีความขยันขันแข็งซื่อสัตย์จนประสบความสำเร็จในชีวิต แต่คนจีนในละครอิงประวัติศาสตร์เรื่องสงครามเก้าทัพที่ถูกสร้างขึ้นก่อนหน้าลอดลายมังกรไม่นานนัก กลับยังมีภาพเป็นตัวร้ายที่กักขฬะ หยาบคายอยู่)
อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผมพอจะจำเรื่องราวในสงครามเก้าทัพได้ สุดท้ายแล้ว ไอ้สุกก็ได้สมหวังในความรักกับหญิงสาวคู่รัก ส่วนพระศรีสมบัติก็เป็นทหารจีนอาสาที่ช่วยไทยรบจนเอาชนะพม่าได้ ขณะเดียวกัน เขาก็จะคอยมีบทบาทในการเข้ามากลั่นแกล้งความรักของไอ้สุกแบบพอหอมปากหอมคอให้ละครสงครามอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ได้มีรสชาติอื่น ๆ เข้ามาแซมอยู่บ้าง
ด้วยเหตุนี้ ถึงพระศรีสมบัติจะเป็นตัวร้ายในสงครามความรักที่เขาสู้รบกับไอ้สุก แต่ในละครที่มีโครงเรื่องใหญ่เป็นสงครามชาตินิยมระหว่างไทยกับพม่าแล้ว พม่าจึงยังคงมีสถานะเป็นตัวร้าย/ศัตรูลำดับแรกสุด ส่วนคนจีนอย่างพระศรีสมบัตินั้น แม้ละครจะพยายามแสดงให้เห็นถึงความร้ายกาจของเขา แต่ก็ดูเหมือนละครเรื่องนี้จะยังยอมรับให้คนจีนที่ร้ายกาจพอสมควรอย่างเขามีตำแหน่งแห่งที่ในสังคมไทย (ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับพัฒนาการของสถานะทางสังคมของคนไทยเชื้อสายจีนในสังคมไทย ที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา จากการประสบความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจ)
นอกจากละครจะแสดงให้เห็นถึงชีวิตรักของไอ้สุกแล้ว ละครก็ยังแสดงให้เห็นถึงชีวิตรบของเขา ไอ้สุกได้ร่วมรบกับกองทัพที่นำโดยกรมพระราชบวรมหาสุรสิงหนาทและพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎา (อานนท์ สุวรรณเครือ) ซึ่งไปรบกับพม่าที่เมืองกาญจนบุรี โดยกรมพระราชวังบวรฯ ได้แต่งตั้งให้ไอ้สุกเป็นหัวหมู่ที่คอยนำทหารจำนวนหนึ่งลอบออกจากค่ายในตอนกลางคืน แล้วแสร้งเดินทางเข้าค่ายในยามเช้า เพื่อเป็นการตบตาพม่าว่า ทางไทยมีกองกำลังทหารมาเสริมทัพอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ ไอ้สุกและเพื่อนสนิทของเขายังได้ไปเป็นทหารกองโจรภายใต้การนำของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าขุนเณร ที่คอยดักปล้นทัพเสบียงของพม่า
หลังเสร็จศึกครั้งนั้น ไอ้สุกจึงได้รับแต่งตั้งเป็น พันเทพฤทธิ์ แทนพันเทพฤทธิ์คนเดิมที่ถูกแทงตายที่บ่อนในตอนแรกของละคร
ไอ้สุกยังออกรบและมีความดีความชอบเรื่อยมา จนกระทั่งหมื่นหาญพิชิตสงคราม (ราม ราชพงษ์) เสียชีวิตในสนามรบ ไอ้สุกจึงได้รับแต่งตั้งเป็นหมื่นหาญพิชิตสงครามแทน ส่วนเพื่อนสนิทของเขาก็ดูเหมือนจะได้รับแต่งตั้งเป็นพันเทพฤทธิ์แทนไอ้สุก
แต่แล้ว ในช่วงที่กลับมาบางกอก ไอ้สุกก็วิวาทกับพระศรีสมบัติเรื่องสาวคนรัก (ถ้าจำไม่ผิดจะวิวาทกันแถวย่านวังหลัง) กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข/วังหลัง (เอกพัน บันลือฤทธิ์) จึงสั่งปลดไอ้สุก/หมื่นหาญพิชิตสงครามออกจากราชการ กลายเป็นเพียงไพร่ธรรมดาอีกครั้งหนึ่ง
แต่ไพร่อย่างไอ้สุกก็ยังรักชาติอยู่เสมอ ในศึกรบพม่าที่ท่าดินแดง ซึ่งเป็นศึกครั้งสุดท้ายในสงครามเก้าทัพ เพื่อนสนิทของไอ้สุก (ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าสุดท้ายได้เป็นหมื่นหาญพิชิตสงครามหรือไม่?) ได้เข้ามาแจ้งให้ไอ้สุกทราบว่า ทางกองทัพยังต้องการคนขนเสบียง? (หรืออะไรที่ใกล้เคียงกัน?) ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่เป็นทหารออกรบ ไอ้สุกจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ทำประโยชน์ให้กองทัพของบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง แม้จะไม่ใช่ในฐานะทหารนักรบก็ตาม เขาทำหน้าที่ขนเสบียง? ไปให้กองทัพของกรมพระราชวังบวรสถานภิมุขกับกรมหลวงจักรเจษฎา แล้วในช่วงที่ไทยกับพม่ากำลังรบกันอย่างเข้าด้ายเข้าเข็ม ปัจจัยชี้ขาดชัยชนะอยู่ที่ว่า ถ้าประตูค่ายของพม่าถูกพังทลายลง ชัยชนะก็จะตกเป็นของฝ่ายไทย ไอ้สุกซึ่งไม่มีหน้าที่ออกรบใด ๆ ทั้งสิ้น จึงแสดงความกล้าหาญออกมาด้วยการวิ่งเอาดินระเบิดไปปาใส่ประตูค่ายของพม่า เพื่อระเบิดประตูค่ายของพม่า จนพฤติการณ์ของเขากลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พม่าพ่ายแพ้ในศึกครั้งนั้น และพ่ายแพ้ในสงครามเก้าทัพอย่างสมบูรณ์แบบ
จากวิถีชีวิตขึ้น ๆ ลง ๆ ของไอ้สุกนี่เอง ที่ทำให้คนดูละครเรื่องสงครามเก้าทัพได้เห็นว่า นอกจากชนชั้นกษัตริย์ คือ บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจน ขุนนางชนชั้นนำ ที่ออกรบ จะช่วยให้ชุมชนในจินตนากรรมที่เรียกว่า ชาติไทย สามารถดำรงเอกราชไว้ได้แล้ว ไพร่ธรรมดาที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งอันต่ำต้อยทางราชการอย่างไอ้สุก ก็มีบทบาทสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันในการร่วมรักษาเอกราชของ ชาติ
ด้วยเหตุนี้ ชาติ จึงเป็นทั้งของชนชั้นนำ และ ไพร่หรือประชาชน
ชาติ จึงไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงเท่านั้น
สามารถกล่าวได้ว่า บทละครเรื่องสงครามเก้าทัพ ที่เพิ่มเติมตัวละครเอกอย่างไอ้สุกลงไป อาจถือเป็นความก้าวหน้ามากสำหรับละคร/หนังอิงประวัติศาสตร์ของไทย และแน่นอนว่าเป็นความก้าวหน้ากว่าประวัติศาสตร์ฉบับราชการอย่างเห็นได้ชัด เป็นความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2531-32 ซึ่งไม่เคยย้อนหวนกลับมาอีกเลยในช่วงเกือบ 20 ปีต่อมา
อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับลักษณะพิเศษบางประการของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า สงครามเก้าทัพ ไว้ดังนี้คือ
ผมพบว่า สงครามเก้าทัพ เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏขึ้นในพงศาวดาร ซึ่งบ่งบอกให้เห็นถึงความสามารถในการรบของชนชั้นนำกรุงเทพฯ แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ชนชั้นนำท้องถิ่นมีบทบาทเป็นอย่างมาก(โดยเฉพาะแถบบริเวณหัวเมืองภาคใต้)เช่น คุณหญิงจัน-คุณหญิงมุก (อภิรดี ภวภูตานนท์ฯ กับ จริยา สรณคม?) ที่เมืองถลาง หรือ พระยาทุกขราษฎร์ ที่เมืองพัทลุง ฯลฯ
ผมคิดว่าสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ผู้นำท้องถิ่นจำนวนมาก มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ สงครามเก้าทัพ ก็คือ หนึ่ง สงครามครั้งนี้ พม่ายกทัพมาหลายทิศทางตั้งแต่เหนือ ตะวันตก จรดใต้ ถึง 9 ทัพ ดังนั้น เพียงแค่ กองทัพจากกรุงเทพฯ 4 ทัพ คงรับมือพม่าได้ไม่ไหว แต่ผู้นำของท้องถิ่นบางแห่งต้องรับมือพม่าด้วยตัวเอง ซึ่งการรบกับพม่าของผู้นำท้องถิ่นเหล่านั้น ก็อาจไม่ได้หมายความถึงการรัก ชาติไทย (ซึ่งตอนนั้นยังไม่ดำรงอยู่) แต่อาจหมายถึงการปกป้องท้องถิ่น รวมทั้ง ทรัพยากรสำคัญของท้องถิ่นที่จะยังประโยชน์ให้แก่ตนเอง (ในกรณีถลาง คือ ดีบุก) ไม่ให้ถูกพม่ายึดครอง ซึ่งก็สอดคล้องกับ สาเหตุประการที่สอง ได้แก่ กรุงเทพฯ ในยุคนั้นเป็นราชธานีที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นได้ไม่นาน อำนาจที่สถาปนาขึ้นจึงอาจเผยแผ่ไปได้ไม่ไกลนัก (ซึ่งโดยธรรมดาแล้ว อาณาจักรบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาก่อนการปฏิรูปราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีอำนาจจริง ๆ อยู่แต่บริเวณราชธานีและหัวเมืองใกล้เคียงเท่านั้น) ผมจึงเข้าใจว่า ลักษณะการสู้รบกับพม่าของบรรดาผู้นำท้องถิ่นต่าง ๆ ในสงครามเก้าทัพ อาจแสดงให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของ ก๊กต่าง ๆ ในช่วงที่บ้านเมืองยังไม่สงบ ระเบียบในการบริหารราชการแผ่นดินที่ยังไม่สอดคล้องลงตัวอย่างเรียบร้อยนัก ตลอดจนอำนาจอิทธิพลอันจำกัดของราชธานีส่วนกลางที่กรุงเทพฯ โดยอำนาจจากศูนย์กลางคือกรุงเทพฯ อาจทำได้เพียงแค่ยอมรับสถานะของผู้นำท้องถิ่นเหล่านั้นเมื่อพวกเขารบชนะพม่า แล้วก็ปล่อยให้พวกเขาปกครองท้องถิ่นเหล่านั้นต่อไป โดยไม่ได้เข้าไปแทรกแซงสักเท่าใด หรือแม้แต่ในกรณีของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (ถ้าจำไม่ผิด ในละครจะรับบทโดยสมควร กระจ่างศาสตร์) ซึ่งยอมให้พม่ายึดเมือง แต่เมื่อกองทัพจากกรุงเทพฯ มายึดเมืองคืนได้แล้ว ก็ไม่ได้มีการลงโทษเจ้าพระยานครฯ แต่ให้ปกครองเมืองสืบต่อไป ก็อาจแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดของอำนาจจากศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ ที่คงไม่สะดวก (ยากลำบาก) หรือไม่เจนจัดในการบริหารปกครองหัวเมืองแถบใต้เท่าใดนัก จึงต้องปล่อยให้ชนชั้นนำท้องถิ่นปกครองตนเองต่อไป (โดยไม่ต้องพูดถึงอาณาจักรปัตตานี)
ด้วยเหตุนี้ ประวัติศาสตร์ของผู้นำท้องถิ่นจึงมีตัวตนอย่างยิ่งในเหตุการณ์สงครามเก้าทัพ เช่น เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้พูดคุยกับเพื่อน ๆ กลุ่มหนึ่ง ในประเด็นจตุคามรามเทพที่กำลังฮ็อตฮิต และ ประวัติของพล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช ซึ่งเพิ่งได้รับพระราชทานเพลิงศพไป ทั้งยังเป็นผู้ปลุกเสกจตุคามรามเทพรายแรก
สิ่งที่น่าสนใจในวงสนทนาวงดังกล่าวก็คือ มีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งที่มีพื้นเพอยู่แถบสงขลา ได้กล่าวถึงประวัติส่วนหนึ่งของขุนพันธฯ ซึ่งเป็นลูกศิษย์วัดเขาอ้อ จังหวัดพัทลุง อันเป็นวัดที่ขึ้นชื่อลือชาอย่างมากในการสอนวิชาอาคมทางด้านการต่อสู้และป้องกันตัวในแถบภาคใต้ จากนั้น เพื่อนรุ่นน้องคนดังกล่าวก็ได้พูดถึงประวัติวัดเขาอ้อว่า ในสมัยสงครามเก้าทัพ พระวัดเขาอ้อได้ออกรบกับพม่า และประสบกับชัยชนะในที่สุด (ผมมาศึกษาเพิ่มเติมภายหลังว่า พระที่สึกและออกนำทัพสู้รบกับพม่า ได้รับแต่งตั้งเป็นพระยาทุกขราษฎร์ในเวลาต่อมา) (ผมไม่แน่ใจนักว่า เหตุการณ์ พระวัดเขาอ้อรบกับพม่าปรากฏอยู่ในละครเรื่อง สงครามเก้าทัพ หรือไม่ แต่ผมจำได้เลา ๆ ถึงฉากที่มี บรรดาพระสึกออกไปรบกับพม่า?)
สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องเล่าของเพื่อนรุ่นน้องคนดังกล่าวก็คือ เธอสามารถพูดเรื่อง สงครามเก้าทัพได้ โดยมิต้องเอื้อนเอ่ยเนื้อหาที่ข้องเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ที่กรุงเทพฯ เลยแม้แต่นิดเดียว ทว่า สงครามเก้าทัพในเรื่องเล่าของเธอ กลับเต็มไปด้วยอิทธิฤทธิ์และความกล้าหาญของผู้นำท้องถิ่นในพัทลุง ที่เป็นพระจากวัดเขาอ้อ อันเป็นต้นกำเนิดของความศักดิ์สิทธิ์แห่งขุนพันธรักษ์ราชเดชและจตุคามรามเทพ
ผมไม่แน่ใจนักว่า สาเหตุสำคัญอันนำไปสู่การมีตัวตนของบรรดาผู้นำท้องถิ่นในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า สงครามเก้าทัพ นั้น จะเชื่อมโยงกับการมีตัวตนของไพร่ธรรมดา ๆ อย่าง ไอ้สุก ในละครเรื่อง สงครามเก้าทัพหรือไม่?
แต่หากพิจารณาอีกแง่หนึ่งแล้ว ด้วยความที่ละครอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ สร้างจากพื้นฐานสำคัญที่เป็น เหตุการณ์ทางสงคราม ในประวัติศาสตร์ พื้นฐานของความเป็นสงครามดังกล่าว ก็อาจจะช่วยเปิดช่องให้เรื่องราว/เรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้นำท้องถิ่น หรือ คนเล็กคนน้อยจำนวนหนึ่ง เข้ามามีส่วนร่วมหรือมีบทบาทในการทำสงครามร่วมกับชนชั้นกษัตริย์หรือชนชั้นนำในราชธานีได้ แต่หากละคร/หนังอิงประวัติศาสตร์ สร้างจากพื้นฐานสำคัญที่เป็น ชีวประวัติของพระมหากษัตริย์ในประวัติศาสตร์ไทย แล้ว เรื่องเล่าของละคร/หนังเหล่านั้นก็อาจจะเปิดช่องทางให้ตัวละครคนเล็กคนน้อยอื่น ๆ เข้ามาบทบาทสำคัญในเรื่องได้น้อยลง จนตัวตนของพวกเขาค่อย ๆ เลือนหายไปจากจอภาพในที่สุด
ข้อสังเกตประการสุดท้าย ที่ผมมีต่อเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า สงครามเก้าทัพ ก็คือ ดูเหมือนนี่จะเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เหตุการณ์เดียวที่พอนำมาสร้างเป็นละครหรือหนังแล้ว ตัวละครที่เป็นไพร่ธรรมดามักจะมีบทบาทสำคัญ นอกจาก ไพร่อย่างไอ้สุกที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาเอกราชของชาติอย่างดำเนินคู่ไปกับบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ ในละครเรื่องสงครามเก้าทัพแล้ว ในหนังเรื่อง สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์ ของบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ก็ยังสร้างให้เหตุการณ์สงครามเก้าทัพที่เกิดขึ้นตอนต้นเรื่อง กลายเป็นที่มาของความรัก และความอาฆาตแค้น ที่จะนำพาเรื่องราวและตัวละครไปสู่จุดจบ โดยสงครามเก้าทัพในหนังเรื่องดังกล่าว ก็เป็นสงครามที่ทำให้ ชายชาวโยเดียในพม่า ซึ่งถูกเกณฑ์มารบกับกองทัพกรุงเทพฯ ถูกแม่ทัพฝ่ายกรุงเทพฯใช้ปืนยิงตาย ก่อนที่หญิงคนรักของเขาจะออกเดินทางตามหาชายผู้เป็นที่รัก แต่แล้วเธอกลับถูกฆ่าข่มขืนโดยบรรดาโจรป่า จนกลายเป็นวิญญาณร้ายที่สิงสู่อยู่ในร่างเสือสมิงบริเวณลำน้ำกษัตริย์ในที่สุด
ผมได้ทราบข่าวมาว่า เหตุการณ์ สงครามเก้าทัพ กำลังจะถูกนำมาสร้างเป็นหนัง โดยสหมงคลฟิล์ม และ ธนิต จิตต์นุกูล ซึ่งผมก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ตัวตนของผู้นำท้องถิ่นหรือตัวตนของไพร่ธรรมดาคนเล็กคนน้อยจะยังดำรงคงอยู่ในหนังเรื่องนี้ ดังเช่นที่มันเคยดำรงคงอยู่ในละครเรื่อง สงครามเก้าทัพ ในหนังเรื่อง สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์ ตลอดจน ในเรื่องเล่าของผู้คนท้องถิ่นแถบภาคใต้ หรือไม่?
edit @ 2007/03/14 22:33:20