2007/Apr/20

วันนี้ เพิ่งไปดูหนังเรื่อง "me myself ขอให้รักจงเจริญ" มาครับ

โดยรวมแล้ว หนังดูได้เพลิดเพลินและสนุกสนานทีเดียว แม้จะมีช่วงที่อืด ๆ ไปบ้าง


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือ บทสรุปหรือตอนจบของหนัง ที่ไม่ได้ฟันธงอะไรไปอย่างชัดเจนเกี่ยวกับ เพศสภาพ (gender) ของพระเอก ซึ่งน่าจะหมายถึงว่า ไม่ว่าพระเอกจะมีเพศสภาพเป็นอะไร เขาก็สามารถจะรักหรือใช้ชีวิตร่วมกันกับนางเอกที่เป็นผู้หญิงแท้ ๆ ได้ โดยไม่ต้องถูกตัดขาด กีดกัน ผลักไส ออกไปจากโลกของเธอ หากเขาเป็นเกย์/กะเทย
ผมคิดว่า ถ้ามองในแง่นี้แล้ว me myself ก็มีเนื้อหาที่ก้าวหน้ากว่าหนังอย่าง แก๊งค์ชะนีกับอีแอบ อยู่พอสมควร


ความน่าสนใจต่อเนื่องจากประเด็นเรื่องเพศสภาพที่กำกวมของพระเอกก็คือ ผมไม่ทราบว่า เพื่อน ๆ ในเวบบอร์ดนี้มองพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ในสถานะอะไรกันบ้าง?
แต่สถานะหนึ่งของพงษ์พัฒน์ที่อาจปรากฏขึ้นในโลกทัศน์ของผู้คนจำนวนหนึ่ง รวมทั้งผม ก็คือ พงษ์พัฒน์เป็นคนที่มีความคิดอนุรักษ์นิยมสูง โดยเฉพาะหากติดตามการแสดงทัศนะทางการเมืองของเขา เช่น นายกรัฐมนตรีที่เขานิยมมากที่สุด ได้แก่ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้น
ทว่า พงษ์พัฒน์ก็มีบุคลิกอีกด้านหนึ่งที่ดูไม่ค่อยจะเป็นพวกอนุรักษ์นิยมสักเท่าไหร่ เช่น การเป็นร็อคเกอร์ดิบ ๆ เป็นต้น ซึ่งคนที่มองพงษ์พัฒน์เป็นพวกอนุรักษ์นิยม ก็อาจพยายามโต้แย้งว่า ภาพลักษณ์ความเป็นร็อคเกอร์ คือ สิ่งที่ค่ายเพลงอย่างคีตาสร้างขึ้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่พงษ์พัฒน์เป็นจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม หากเราลองมาย้อนมองดูละครโทรทัศน์ที่พงษ์พัฒน์กำกับจำนวนหนึ่งแล้ว (จริง ๆ แล้ว ผมก็ไม่ค่อยได้ติดตามละครของเขามากนัก) เราก็อาจพบวิธีคิดบางอย่างที่ไม่เป็นอนุรักษ์นิยมเลย เช่น ในละครเรื่อง "วีรกรรมทำเพื่อเธอ" ที่นางเอกของเรื่องอย่าง หมิว ลลิตา ต้องรับบทเป็นหญิงสาวชนชั้นล่างที่ชื่อว่า "สมชาย" (ที่มีแม่เป็นหม่อมราชวงศ์ผู้ตัดสินใจมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกับพ่อของเธอที่เป็นเพียงคนขับรถฐานะยากจน) ซึ่งต้องทำงานในการตามหาฆาตกรร่วมกับผู้ชายชนชั้นกลาง และในขณะปฏิบัติภารกิจดังกล่าว เธอก็ยังถูก sexual harassment อีกด้วย
เช่นเดียวกันกับ สิ่งที่เกิดขึ้นใน me myself อย่างที่ผมได้กล่าวถึงไปแล้วข้างต้น คือ บทสรุปของหนังก็ดูเหมือนจะห่างไกลจากความคิดในแบบอนุรักษ์อยู่พอสมควร


ดังนั้น สิ่งที่ผมอยากเสนอก็คือ จากทัศนคติทางการเมืองและการทำงาน (กำกับหนังและละคร) ของพงษ์พัฒน์ อาจแสดงให้เห็นว่า คน ๆ หนึ่ง สามารถมีความคิดที่แตกต่างกันในตัวเองได้ คือ ในบางเรื่อง เขาอาจจะมีความคิดอนุรักษ์นิยมจัด แต่ในบางเรื่อง เขากลับมีความคิดที่ก้าวหน้าไปพอสมควรอย่างไม่น่าเชื่อ (เช่นเดียวกันกับ พระเอกใน me myself ที่แม้เขาจะไม่ได้มีความเป็นชายอย่างเต็มตัว แต่เขาก็รักผู้หญิงอย่างนางเอกได้)
และผมอยากเสนอต่อไปว่า ลักษณะจุดยืนทางความคิดที่ซับซ้อน/คาบเกี่ยว/ย้อนแย้งในตัวเอง ดังที่ปรากฏกับพงษ์พัฒน์ ก็อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับแทบทุกคน (อาจยกเว้น สำหรับคนที่ตรงไปตรงมา มีจุดยืนทางความคิดที่แน่นอนชัดเจน และ จริงใจมาก ๆ เช่น อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล 555) เช่น ในกรณีของสังคมไทย ซึ่งผมมองว่า พวกเราแทบทุกคนต่างมีความคิดอนุรักษ์นิยมทำงานอยู่ในหัวทั้งนั้น อันเป็นสิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนในการดำรงชีวิตประจำวัน (หรือเอาเข้าจริง คนรุ่นพ่อแม่เราจำนวนมาก ต่างก็ยอมรับนายกรัฐมนตรีอย่าง สฤษดิ์ แบบเดียวกันกับพงษ์พัฒน์) ทว่า มันก็มีความคิดแบบไม่อนุรักษ์นิยมจำนวนมากที่ถูกเผยแพร่เข้ามาและทำงานอยู่ในหัวเราเช่นกัน
ความคิดทั้งสองสายนี้จึงทำงานอย่างควบคู่และขัดแย้งกันไปในหัวพวกเราทุกคน/ในสังคมไทย/ในโลกใบนี้

โดยที่หนัง ในฐานะผลงานทางวัฒนธรรมร่วมสมัย ก็ถือเป็นผลิตผลทางวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์/การปะทะสังสรรค์อันน่าสนใจดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
แน่นอนว่ารวมทั้งหนังอย่าง "me myself ขอให้รักจงเจริญ" ด้วย

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง Me Myself เลยฮะ ก็เลยยังแสดงความเห็นอะไรไม่ได้

แต่เรื่องที่คุณคนมองหนังพูดเรื่องละครของพงศ์พัฒน์ก็น่าสนใจดีฮะ

ผมมีประเด็นหนึ่งที่สนใจอยากศึกษามากๆ (แต่คงไม่มีเวลาและสุดท้ายจะต้องปล่อยมันเลยผ่านไปแน่ๆ) ก็คือ
#1  by  คุณน้องเต้ At 2007-04-22 04:24, 
อ่อ นอกจากนี้เพิ่งนึกขึ้นมาได้อีกอย่างครับ
คือการศึกษา 'ละครหลัง 19 กันยา' นั้น คงไม่สามารถเริ่มต้นตั้งแต่ละครที่ออกฉายหลัง 19 กันยาได้

เพราะละครที่ฉายหลังวันที่ 19 กันยานั้น ส่วนใหญ่ก็คงเป็นละครดอง ละครที่เขียนบท - ถ่ายทำกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นถ้าจะศึกษาจริงๆ เราคงต้องกำหนดกรอบที่ละครที่คนเขียนบท เพิ่งเริ่มเขียนบทจริงๆ จังๆ หลังวันที่ 19 กันยาไปแล้ว ซึ่งกว่าจะเขียนกันเสร็จ กว่าจะถ่ายทำกันเสร็จ ก็คงใช้เวลา 3 เดือน (ผมมั่วเวลาขึ้นมาเองนะครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละค่ายด้วย บางค่ายอาจจะเขียนไป ถ่ายไป ออนแอร์ไปก็ได้)

ดังนั้นถ้าจะเอาแบบชัวร์จริงๆ อาจต้องเริ่มต้นที่ออนแอร์หลัง 1 มกราเป็นต้นไป

คิดออกอีกอันครับ (คิดไปเรื่อย) น่าสนใจอีกเหมือนกันว่า ถ้าคนเขียนบท เริ่มเขียนบทหลังวันที่ 1 มกรา (หลังการวางระเบิดทั่วกรุงเทพ) อาจมีละครบางเรื่องที่มีกลิ่นของการก่อการร้าย หรือความรู้สึกถึงอันตรายในเมืองก็ย่อมได้ แต่อันนี้คงนำเสนอได้ยากกว่า ยิ่งเป็นเร่องก่อการร้ายทางสถานีโทรทัศน์คงจะไม่ให้ละครออนแอร์แน่ๆ (อันที่จริงไม่ให้ตั้งแต่ลงทุนสร้างแล้ว)

เพื่อนผมเล่าให้ฟังอีกว่า ตัวเขาไม่ได้ดูละครอะไรเลย แต่แม่เขาชอบดูละครช่อง 7 โดยมีเรื่องนึงชื่อว่า "คมคน" ในเรื่องนั้นพระเอกอยู่ในกลุ่ม "ผู้ก่อการดี" เป็นผู้ปราบปราม "นักธุรกิจฉ้อฉล" น่าสนใจอีกแล้วนะฮะว่าช่อง 7 นี่เลือกนำเสนอโปรเจ็คต์ได้เอาใจรัฐบาลจริงๆ

ผมนึกไม่ออกเลยว่า ถ้าคุณทักษิณยังเป็นนายกอยู่ ช่อง 7 กล้าที่จะออนแอร์ละครแบบนี้บ้างไหม

เรื่องย่อละครเรื่อง คมคน อ่านได้ที่ http://www.n-content.com/N-Content/tv/komkon.jsp?frmAdvertiseId=2002

อ่อ ผมเขียนชื่อละครผิดนะครับ เพราะว่าผมหา ค คน ไม่เจอในแป้นคีย์บอร์ด (แป้นของผมตัวอักษรลอกไปเกือบหมดแล้วครับ)
#2  by  คุณน้องเต้ At 2007-04-22 04:48, 
นายกรัฐมนตรีที่เขานิยมมากที่สุด ได้แก่ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้น
ด่วนสรุปเกินไปที่จะฟันธงว่า คนที่พูดถึงระบอบการปกครองแบบนั้นเป็นคนอนุรักษ์นิยม น่าจะมีข้อมูล
เขาชอบ สฤษดิ์ ตรงไหน ชอบแบบไหน มุมไหน
ชื่อเก่าๆ ระบอบเก่าๆ แต่ในมุมมองแบบใหม่ก็เป็นได้
เว็ปไซต์คุณ น่าในใจมาก
#3  by  JR282 (202.12.74.75) At 2007-11-28 03:40, 
อยากรู้ว่าเพลงที่ร้องตอนเมาชื่อว่าอะไรอ่ะ
#4  by   (124.120.117.193) At 2008-01-23 20:36, 

<< Home


คนมองหนัง
View full profile