วันนี้ เพิ่งไปดูหนังเรื่อง "me myself ขอให้รักจงเจริญ" มาครับ
โดยรวมแล้ว หนังดูได้เพลิดเพลินและสนุกสนานทีเดียว แม้จะมีช่วงที่อืด ๆ ไปบ้าง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือ บทสรุปหรือตอนจบของหนัง ที่ไม่ได้ฟันธงอะไรไปอย่างชัดเจนเกี่ยวกับ เพศสภาพ (gender) ของพระเอก ซึ่งน่าจะหมายถึงว่า ไม่ว่าพระเอกจะมีเพศสภาพเป็นอะไร เขาก็สามารถจะรักหรือใช้ชีวิตร่วมกันกับนางเอกที่เป็นผู้หญิงแท้ ๆ ได้ โดยไม่ต้องถูกตัดขาด กีดกัน ผลักไส ออกไปจากโลกของเธอ หากเขาเป็นเกย์/กะเทย
ผมคิดว่า ถ้ามองในแง่นี้แล้ว me myself ก็มีเนื้อหาที่ก้าวหน้ากว่าหนังอย่าง แก๊งค์ชะนีกับอีแอบ อยู่พอสมควร
ความน่าสนใจต่อเนื่องจากประเด็นเรื่องเพศสภาพที่กำกวมของพระเอกก็คือ ผมไม่ทราบว่า เพื่อน ๆ ในเวบบอร์ดนี้มองพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ในสถานะอะไรกันบ้าง?
แต่สถานะหนึ่งของพงษ์พัฒน์ที่อาจปรากฏขึ้นในโลกทัศน์ของผู้คนจำนวนหนึ่ง รวมทั้งผม ก็คือ พงษ์พัฒน์เป็นคนที่มีความคิดอนุรักษ์นิยมสูง โดยเฉพาะหากติดตามการแสดงทัศนะทางการเมืองของเขา เช่น นายกรัฐมนตรีที่เขานิยมมากที่สุด ได้แก่ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้น
ทว่า พงษ์พัฒน์ก็มีบุคลิกอีกด้านหนึ่งที่ดูไม่ค่อยจะเป็นพวกอนุรักษ์นิยมสักเท่าไหร่ เช่น การเป็นร็อคเกอร์ดิบ ๆ เป็นต้น ซึ่งคนที่มองพงษ์พัฒน์เป็นพวกอนุรักษ์นิยม ก็อาจพยายามโต้แย้งว่า ภาพลักษณ์ความเป็นร็อคเกอร์ คือ สิ่งที่ค่ายเพลงอย่างคีตาสร้างขึ้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่พงษ์พัฒน์เป็นจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม หากเราลองมาย้อนมองดูละครโทรทัศน์ที่พงษ์พัฒน์กำกับจำนวนหนึ่งแล้ว (จริง ๆ แล้ว ผมก็ไม่ค่อยได้ติดตามละครของเขามากนัก) เราก็อาจพบวิธีคิดบางอย่างที่ไม่เป็นอนุรักษ์นิยมเลย เช่น ในละครเรื่อง "วีรกรรมทำเพื่อเธอ" ที่นางเอกของเรื่องอย่าง หมิว ลลิตา ต้องรับบทเป็นหญิงสาวชนชั้นล่างที่ชื่อว่า "สมชาย" (ที่มีแม่เป็นหม่อมราชวงศ์ผู้ตัดสินใจมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกับพ่อของเธอที่เป็นเพียงคนขับรถฐานะยากจน) ซึ่งต้องทำงานในการตามหาฆาตกรร่วมกับผู้ชายชนชั้นกลาง และในขณะปฏิบัติภารกิจดังกล่าว เธอก็ยังถูก sexual harassment อีกด้วย
เช่นเดียวกันกับ สิ่งที่เกิดขึ้นใน me myself อย่างที่ผมได้กล่าวถึงไปแล้วข้างต้น คือ บทสรุปของหนังก็ดูเหมือนจะห่างไกลจากความคิดในแบบอนุรักษ์อยู่พอสมควร
ดังนั้น สิ่งที่ผมอยากเสนอก็คือ จากทัศนคติทางการเมืองและการทำงาน (กำกับหนังและละคร) ของพงษ์พัฒน์ อาจแสดงให้เห็นว่า คน ๆ หนึ่ง สามารถมีความคิดที่แตกต่างกันในตัวเองได้ คือ ในบางเรื่อง เขาอาจจะมีความคิดอนุรักษ์นิยมจัด แต่ในบางเรื่อง เขากลับมีความคิดที่ก้าวหน้าไปพอสมควรอย่างไม่น่าเชื่อ (เช่นเดียวกันกับ พระเอกใน me myself ที่แม้เขาจะไม่ได้มีความเป็นชายอย่างเต็มตัว แต่เขาก็รักผู้หญิงอย่างนางเอกได้)
และผมอยากเสนอต่อไปว่า ลักษณะจุดยืนทางความคิดที่ซับซ้อน/คาบเกี่ยว/ย้อนแย้งในตัวเอง ดังที่ปรากฏกับพงษ์พัฒน์ ก็อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับแทบทุกคน (อาจยกเว้น สำหรับคนที่ตรงไปตรงมา มีจุดยืนทางความคิดที่แน่นอนชัดเจน และ จริงใจมาก ๆ เช่น อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล 555) เช่น ในกรณีของสังคมไทย ซึ่งผมมองว่า พวกเราแทบทุกคนต่างมีความคิดอนุรักษ์นิยมทำงานอยู่ในหัวทั้งนั้น อันเป็นสิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนในการดำรงชีวิตประจำวัน (หรือเอาเข้าจริง คนรุ่นพ่อแม่เราจำนวนมาก ต่างก็ยอมรับนายกรัฐมนตรีอย่าง สฤษดิ์ แบบเดียวกันกับพงษ์พัฒน์) ทว่า มันก็มีความคิดแบบไม่อนุรักษ์นิยมจำนวนมากที่ถูกเผยแพร่เข้ามาและทำงานอยู่ในหัวเราเช่นกัน
ความคิดทั้งสองสายนี้จึงทำงานอย่างควบคู่และขัดแย้งกันไปในหัวพวกเราทุกคน/ในสังคมไทย/ในโลกใบนี้
โดยที่หนัง ในฐานะผลงานทางวัฒนธรรมร่วมสมัย ก็ถือเป็นผลิตผลทางวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์/การปะทะสังสรรค์อันน่าสนใจดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
แน่นอนว่ารวมทั้งหนังอย่าง "me myself ขอให้รักจงเจริญ" ด้วย
2007/Apr/20
ยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง Me Myself เลยฮะ ก็เลยยังแสดงความเห็นอะไรไม่ได้
แต่เรื่องที่คุณคนมองหนังพูดเรื่องละครของพงศ์พัฒน์ก็น่าสนใจดีฮะ
ผมมีประเด็นหนึ่งที่สนใจอยากศึกษามากๆ (แต่คงไม่มีเวลาและสุดท้ายจะต้องปล่อยมันเลยผ่านไปแน่ๆ) ก็คือ
แต่เรื่องที่คุณคนมองหนังพูดเรื่องละครของพงศ์พัฒน์ก็น่าสนใจดีฮะ
ผมมีประเด็นหนึ่งที่สนใจอยากศึกษามากๆ (แต่คงไม่มีเวลาและสุดท้ายจะต้องปล่อยมันเลยผ่านไปแน่ๆ) ก็คือ
อ่อ นอกจากนี้เพิ่งนึกขึ้นมาได้อีกอย่างครับ
คือการศึกษา 'ละครหลัง 19 กันยา' นั้น คงไม่สามารถเริ่มต้นตั้งแต่ละครที่ออกฉายหลัง 19 กันยาได้
เพราะละครที่ฉายหลังวันที่ 19 กันยานั้น ส่วนใหญ่ก็คงเป็นละครดอง ละครที่เขียนบท - ถ่ายทำกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นถ้าจะศึกษาจริงๆ เราคงต้องกำหนดกรอบที่ละครที่คนเขียนบท เพิ่งเริ่มเขียนบทจริงๆ จังๆ หลังวันที่ 19 กันยาไปแล้ว ซึ่งกว่าจะเขียนกันเสร็จ กว่าจะถ่ายทำกันเสร็จ ก็คงใช้เวลา 3 เดือน (ผมมั่วเวลาขึ้นมาเองนะครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละค่ายด้วย บางค่ายอาจจะเขียนไป ถ่ายไป ออนแอร์ไปก็ได้)
ดังนั้นถ้าจะเอาแบบชัวร์จริงๆ อาจต้องเริ่มต้นที่ออนแอร์หลัง 1 มกราเป็นต้นไป
คิดออกอีกอันครับ (คิดไปเรื่อย) น่าสนใจอีกเหมือนกันว่า ถ้าคนเขียนบท เริ่มเขียนบทหลังวันที่ 1 มกรา (หลังการวางระเบิดทั่วกรุงเทพ) อาจมีละครบางเรื่องที่มีกลิ่นของการก่อการร้าย หรือความรู้สึกถึงอันตรายในเมืองก็ย่อมได้ แต่อันนี้คงนำเสนอได้ยากกว่า ยิ่งเป็นเร่องก่อการร้ายทางสถานีโทรทัศน์คงจะไม่ให้ละครออนแอร์แน่ๆ (อันที่จริงไม่ให้ตั้งแต่ลงทุนสร้างแล้ว)
เพื่อนผมเล่าให้ฟังอีกว่า ตัวเขาไม่ได้ดูละครอะไรเลย แต่แม่เขาชอบดูละครช่อง 7 โดยมีเรื่องนึงชื่อว่า "คมคน" ในเรื่องนั้นพระเอกอยู่ในกลุ่ม "ผู้ก่อการดี" เป็นผู้ปราบปราม "นักธุรกิจฉ้อฉล" น่าสนใจอีกแล้วนะฮะว่าช่อง 7 นี่เลือกนำเสนอโปรเจ็คต์ได้เอาใจรัฐบาลจริงๆ
ผมนึกไม่ออกเลยว่า ถ้าคุณทักษิณยังเป็นนายกอยู่ ช่อง 7 กล้าที่จะออนแอร์ละครแบบนี้บ้างไหม
เรื่องย่อละครเรื่อง คมคน อ่านได้ที่ http://www.n-content.com/N-Content/tv/komkon.jsp?frmAdvertiseId=2002
อ่อ ผมเขียนชื่อละครผิดนะครับ เพราะว่าผมหา ค คน ไม่เจอในแป้นคีย์บอร์ด (แป้นของผมตัวอักษรลอกไปเกือบหมดแล้วครับ)
คือการศึกษา 'ละครหลัง 19 กันยา' นั้น คงไม่สามารถเริ่มต้นตั้งแต่ละครที่ออกฉายหลัง 19 กันยาได้
เพราะละครที่ฉายหลังวันที่ 19 กันยานั้น ส่วนใหญ่ก็คงเป็นละครดอง ละครที่เขียนบท - ถ่ายทำกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นถ้าจะศึกษาจริงๆ เราคงต้องกำหนดกรอบที่ละครที่คนเขียนบท เพิ่งเริ่มเขียนบทจริงๆ จังๆ หลังวันที่ 19 กันยาไปแล้ว ซึ่งกว่าจะเขียนกันเสร็จ กว่าจะถ่ายทำกันเสร็จ ก็คงใช้เวลา 3 เดือน (ผมมั่วเวลาขึ้นมาเองนะครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละค่ายด้วย บางค่ายอาจจะเขียนไป ถ่ายไป ออนแอร์ไปก็ได้)
ดังนั้นถ้าจะเอาแบบชัวร์จริงๆ อาจต้องเริ่มต้นที่ออนแอร์หลัง 1 มกราเป็นต้นไป
คิดออกอีกอันครับ (คิดไปเรื่อย) น่าสนใจอีกเหมือนกันว่า ถ้าคนเขียนบท เริ่มเขียนบทหลังวันที่ 1 มกรา (หลังการวางระเบิดทั่วกรุงเทพ) อาจมีละครบางเรื่องที่มีกลิ่นของการก่อการร้าย หรือความรู้สึกถึงอันตรายในเมืองก็ย่อมได้ แต่อันนี้คงนำเสนอได้ยากกว่า ยิ่งเป็นเร่องก่อการร้ายทางสถานีโทรทัศน์คงจะไม่ให้ละครออนแอร์แน่ๆ (อันที่จริงไม่ให้ตั้งแต่ลงทุนสร้างแล้ว)
เพื่อนผมเล่าให้ฟังอีกว่า ตัวเขาไม่ได้ดูละครอะไรเลย แต่แม่เขาชอบดูละครช่อง 7 โดยมีเรื่องนึงชื่อว่า "คมคน" ในเรื่องนั้นพระเอกอยู่ในกลุ่ม "ผู้ก่อการดี" เป็นผู้ปราบปราม "นักธุรกิจฉ้อฉล" น่าสนใจอีกแล้วนะฮะว่าช่อง 7 นี่เลือกนำเสนอโปรเจ็คต์ได้เอาใจรัฐบาลจริงๆ
ผมนึกไม่ออกเลยว่า ถ้าคุณทักษิณยังเป็นนายกอยู่ ช่อง 7 กล้าที่จะออนแอร์ละครแบบนี้บ้างไหม
เรื่องย่อละครเรื่อง คมคน อ่านได้ที่ http://www.n-content.com/N-Content/tv/komkon.jsp?frmAdvertiseId=2002
อ่อ ผมเขียนชื่อละครผิดนะครับ เพราะว่าผมหา ค คน ไม่เจอในแป้นคีย์บอร์ด (แป้นของผมตัวอักษรลอกไปเกือบหมดแล้วครับ)
นายกรัฐมนตรีที่เขานิยมมากที่สุด ได้แก่ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้น
ด่วนสรุปเกินไปที่จะฟันธงว่า คนที่พูดถึงระบอบการปกครองแบบนั้นเป็นคนอนุรักษ์นิยม น่าจะมีข้อมูล
เขาชอบ สฤษดิ์ ตรงไหน ชอบแบบไหน มุมไหน
ชื่อเก่าๆ ระบอบเก่าๆ แต่ในมุมมองแบบใหม่ก็เป็นได้
เว็ปไซต์คุณ น่าในใจมาก
ด่วนสรุปเกินไปที่จะฟันธงว่า คนที่พูดถึงระบอบการปกครองแบบนั้นเป็นคนอนุรักษ์นิยม น่าจะมีข้อมูล
เขาชอบ สฤษดิ์ ตรงไหน ชอบแบบไหน มุมไหน
ชื่อเก่าๆ ระบอบเก่าๆ แต่ในมุมมองแบบใหม่ก็เป็นได้
เว็ปไซต์คุณ น่าในใจมาก