ช่วงกลางสัปดาห์นี้ บังเอิญเดินผ่านเข้าไปในร้านหนังสือครับ จึงได้พบกับหนังสือออกใหม่ที่มีเนื้อหาน่าสนใจมากมาย ได้แก่
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ: การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ผู้เขียน ชนิดา ชิตบัณฑิตย์
ผู้จัดพิมพ์ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
หนังสือเล่มนี้ ปรับปรุงจากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทสาขามานุษยวิทยาของผู้เขียน ในปี พ.ศ. 2547 และได้รับคัดเลือกจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้เป็น วิทยานิพนธ์ดีเด่น ในปีเดียวกัน
งานศึกษานี้มีจุดเริ่มต้นจากความพยายามที่จะอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมการเมืองไทยร่วมสมัย ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญต่อ ลักษณะเฉพาะ ของสังคมไทยที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางอย่างลึกซึ้ง การนำ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาเป็นกรณีศึกษาถึงพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะช่วยเปิดพรมแดนองค์ความรู้ต่อการทำความเข้าใจกระบวนการสถาปนาพระราชอำนาจำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็น ภารกิจ ที่สำคัญยิ่งต่อการทำความเข้าใจสังคมไทย
(บางส่วนจากคำนำของผู้เขียน)
กึ่งศตวรรษบนเส้นทางไทยศึกษา
ผู้เขียน อิฌิอิ โยะเนะโอะ
ผู้แปล ชวาลิน เศวตนันทน์ และ กนกวรรณ เกตุชัยมาศ
บรรณาธิการ ฉลอง สุนทราวาณิชย์ และ สุวิมล รุ่งเจริญ
ผู้จัดพิมพ์ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย และ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสืออัตชีวประวัติบนเส้นทางไทยศึกษาของนักวิชาการด้านไทยศึกษาคนสำคัญจากประเทศญี่ปุ่น ผู้มีนามว่า ศาสตราจารย์อิฌิอิ โยะเนะโอะ
ผลงานวิจัยที่โดดเด่นของอิฌิอิ สามารถแบ่งออกได้เป็นด้านต่าง ๆ คือ หนึ่ง ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนาเถรวาทลังกาวงศ์กับรัฐและสังคมไทย และบทบาททางประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทย สอง ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษากฎหมายตราสามดวง สาม วัฒนธรรมและนิเวศวิทยาของสังคมเพาะปลูกข้าวของไทย และสี่ ประวัติศาสตร์การค้าทางทะเลระหว่างญี่ปุ่นกับไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 22-23 (สมัยอยุธยา)
นอกจากจะสามารถอ่าน เขียน และ พูด ภาษาอังกฤษและภาษาไทยได้อย่างดีเลิศแล้ว อิฌิอิยังสามารถอ่านหลักฐานทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีคลาสสิกในภาษาจีน ฝรั่งเศส อิตาเลียน กรีก สันสกฤต บาลี สิงหล พม่า และเขมร ได้อีกด้วย
อิฌิอิดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกียวโต ระหว่าง พ.ศ. 2510-2533 เคยทำหน้าที่ผู้อำนวยการของ Center for Southeast Asian Studies ของมหาวิทยาลัยเกียวโต ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณของมหาวิทยาลัยเกียวโต และได้รับเชิญไปดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยโซเฟีย กรุงโตเกียว ตั้งแต่ พ.ศ. 2533-2540 รวมทั้งยังเคยทำหน้าที่ผู้อำนวยการของ Institute of Asian Cultures ของมหาวิทยาโซเฟียอีกด้วย ในปี พ.ศ. 2540 อิฌิอิได้รับเชิญไปดำรงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยคันดะนานาชาติศึกษา ที่จังหวัดชิบะ ก่อนจะลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว เพื่อเข้าดำรงตำแหน่งประธานของ National Institutes for the Humanities จนถึงปัจจุบัน
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ศาสตราจารย์อิฌิอิไม่เคยสำเร็จการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยมาก่อนเลย
เรื่องน่ารู้ในยุโรปสมัยกลาง
ผู้เขียน อนันต์ชัย เลาหะพันธุ
ผู้จัดพิมพ์ ศักดิโสภาการพิมพ์
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยกลางที่เขียนโดยรองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
สิ่งที่น่าสนใจในหนังสือเล่มนี้ก็คือ มิติทางด้านประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม ที่ถูกบรรจุอยู่ อาทิ กำเนิดและพัฒนาการของธงประจำชาติ แว่นตา: นวัตกรรมของกิลด์ และ เด็กในสมัยกลางกับความเป็นจริงในสังคม เป็นต้น
รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2550)
รัฐศาสตร์สารเล่มล่าสุดยังเต็มไปด้วยบทความวิชาการน่าสนใจมากมายภายใต้หน้าปกที่เท่ห์เหลือเกินครับ
ในส่วนบรรณาธิการ คือ อาจารย์ธเนศ วงศ์ยานนาวาเอง นอกจากจะเขียนบทบรรณาธิการแล้ว ยังได้เขียนบทวิจารณ์หนังสือ Eating Out in
อย่างไรก็ตาม บทวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ค่อนข้างจะมีเนื้อหากระจัดกระจายไปตามความหลากหลายของบทความจำนวนมากที่ถูกบรรจุอยู่ในหนังสือ และดูจะมีคำผิดในบทวิจารณ์อยู่ค่อนข้างมาก (ปรู๊ฟไม่ค่อยดี) ทว่าก็ยังมีย่อหน้าเด็ด ๆ จำนวนหนึ่ง อยู่ในบทวิจารณ์ชิ้นนี้ เช่น
...โรงเหล้าเป็นสถานที่อันตรายสำหรับวงการแพทย์ที่ต้องจัดการควบคุม แต่แพทย์เองก็มักจะมาสายกว่าบรรดาพระ เพราะสำหรับบรรดานักการศาสนาและนักศีลธรรมทั้งหลาย เหล้าเป็นอันตรายมาหลายพันปีมาแล้ว ก่อนหน้าที่พวกนักปฏิรูปสังคมจะให้ความสำคัญกับปัญหาการดื่มเหล้าในช่วงการเปลี่ยนผ่านระหว่างศตวรรษที่สิบเก้าและศตวรรษที่ยี่สิบ ผลที่ตามมาก็คือ นักสังคมสังเคราะห์เริ่มเป็นห่วงเป็นใยสุขภาพและชีวิตของคนที่อยู่ในพื้นที่ของคนดื่มเหล้า ในทำนองเดียวกันกับความห่วงใยต่อการใช้จ่ายเงินของนักการบัญชี เศรษฐกร ฯลฯ เพราะดื่มเหล้าแล้วจน ความคิดเรื่องดื่มเหล้าแล้วจนเป็นความคิดที่โดดเด่นมากของศตวรรษที่สิบเก้า เหล้าถูกนำไปเชื่อมโยงกับสถานะทางการเงิน
แต่การดื่มเหล้าดื่มไวน์ที่ว่าจะทำให้ยากจนนั้นย่อมไม่ใช่การดื่ม Classic Malt ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อ Oban หรือ Langavulin ฯลฯ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งไวน์ระดับ ครู-อรหันต์ ราคาแพง ๆ อย่าง Petrus หรือ Romanee Conti ที่ถ้าใครต้องการดื่มก็ต้องมีเลข หกหลัก เงินบาทไทยในกระเป๋าสตางค์ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีโฆษณาใดออกมารณรงค์ว่าดื่มไวน์ Petrus แล้วยากจน เพราะคนกินไวน์แบบนี้ส่วนใหญ่กินแล้วโอกาสจะรวยกลับมีมากขึ้น แล้วที่สำคัญกว่านั้นคนดื่มก็มักจะไม่ได้ซื้อ คนซื้อก็มักจะไม่ได้ดื่ม
ดังนั้นจึงไม่มีใครโฆษณารณรงค์ทางโทรทัศน์ด้วยการแสดงให้เห็นคนกินไวน์ Petrus เมาแล้วเดินลงมาจากรถยนต์โรลรอยส์หรือบีเอ็มดับเบิ้ลยูซีรี่เจ็ดแล้วบอกว่า จนเพราะกิน Petrus เพราะโดยส่วนใหญ่คนที่ได้ดื่มไวน์เหล่านี้ยิ่งดื่มแล้วยิ่งรวย ดังนั้นดื่มแอลกอฮอล์แล้วทำให้เกิดความยากจนจึงเป็นการรณรงค์ทางชนชั้นที่จำกัดอยู่ในหมู่ชนชั้นต่ำเสียมากกว่า โดยการรณรงค์แบบนี้จึงไม่ใช่เพื่อคนจนแต่เพียงอย่างเดียว แต่การรณรงค์เพื่อประโยชน์สุขของคนรวยหรือชนชั้นสูงที่จะไม่ถูกรบกวนโดยชนชั้นต่ำอีกด้วย
หรือ
การขับรถยนต์อันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึง อัตตาที่เคลื่อนไหว (auto+mobile) ของชีวิตกระฎุมพี เมื่อมี อัตตาที่เคลื่อนไหว ก็แสดงให้เห็นถึงความไม่นิ่ง ไม่รู้จักพอ อาหารที่ไม่รู้จักพอเพียงเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างประชากร กลุ่มชาติพันธุ์ การเมือง เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และอะไรอื่น ๆ อีกมากมาย แต่สำหรับหลักศาสนาแล้วทั้งหมดเกิดขึ้นจากกิเลสตัณหาของมนุษย์ นี่เป็นสิ่งที่ศาสนาบอกกับมนุษยชาติมาเป็นเวลานับเป็นพันปีแล้ว คำตอบแบบนี้ไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติมในความเข้าใจ ความรู้ที่ได้จากบรรดาศาสนาเป็นสิ่งที่พอเพียงแล้ว เพราะทุก ๆ อย่างองค์ศาสดาได้ให้คำตอบมาหมดแล้วนับเป็นพัน ๆปี ดังราวกับว่าไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้