2007/Aug/10

ช่วงกลางสัปดาห์นี้ บังเอิญเดินผ่านเข้าไปในร้านหนังสือครับ จึงได้พบกับหนังสือออกใหม่ที่มีเนื้อหาน่าสนใจมากมาย ได้แก่

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ: การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผู้เขียน ชนิดา ชิตบัณฑิตย์

ผู้จัดพิมพ์ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

หนังสือเล่มนี้ ปรับปรุงจากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทสาขามานุษยวิทยาของผู้เขียน ในปี พ.ศ. 2547 และได้รับคัดเลือกจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้เป็น วิทยานิพนธ์ดีเด่น ในปีเดียวกัน

งานศึกษานี้มีจุดเริ่มต้นจากความพยายามที่จะอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมการเมืองไทยร่วมสมัย ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญต่อ ลักษณะเฉพาะ ของสังคมไทยที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางอย่างลึกซึ้ง การนำ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาเป็นกรณีศึกษาถึงพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะช่วยเปิดพรมแดนองค์ความรู้ต่อการทำความเข้าใจกระบวนการสถาปนาพระราชอำนาจำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็น ภารกิจ ที่สำคัญยิ่งต่อการทำความเข้าใจสังคมไทย

(บางส่วนจากคำนำของผู้เขียน)

กึ่งศตวรรษบนเส้นทางไทยศึกษา

ผู้เขียน อิฌิอิ โยะเนะโอะ

ผู้แปล ชวาลิน เศวตนันทน์ และ กนกวรรณ เกตุชัยมาศ

บรรณาธิการ ฉลอง สุนทราวาณิชย์ และ สุวิมล รุ่งเจริญ

ผู้จัดพิมพ์ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย และ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสืออัตชีวประวัติบนเส้นทางไทยศึกษาของนักวิชาการด้านไทยศึกษาคนสำคัญจากประเทศญี่ปุ่น ผู้มีนามว่า ศาสตราจารย์อิฌิอิ โยะเนะโอะ

ผลงานวิจัยที่โดดเด่นของอิฌิอิ สามารถแบ่งออกได้เป็นด้านต่าง ๆ คือ หนึ่ง ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนาเถรวาทลังกาวงศ์กับรัฐและสังคมไทย และบทบาททางประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทย สอง ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษากฎหมายตราสามดวง สาม วัฒนธรรมและนิเวศวิทยาของสังคมเพาะปลูกข้าวของไทย และสี่ ประวัติศาสตร์การค้าทางทะเลระหว่างญี่ปุ่นกับไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 22-23 (สมัยอยุธยา)

นอกจากจะสามารถอ่าน เขียน และ พูด ภาษาอังกฤษและภาษาไทยได้อย่างดีเลิศแล้ว อิฌิอิยังสามารถอ่านหลักฐานทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีคลาสสิกในภาษาจีน ฝรั่งเศส อิตาเลียน กรีก สันสกฤต บาลี สิงหล พม่า และเขมร ได้อีกด้วย

อิฌิอิดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกียวโต ระหว่าง พ.ศ. 2510-2533 เคยทำหน้าที่ผู้อำนวยการของ Center for Southeast Asian Studies ของมหาวิทยาลัยเกียวโต ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณของมหาวิทยาลัยเกียวโต และได้รับเชิญไปดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยโซเฟีย กรุงโตเกียว ตั้งแต่ พ.ศ. 2533-2540 รวมทั้งยังเคยทำหน้าที่ผู้อำนวยการของ Institute of Asian Cultures ของมหาวิทยาโซเฟียอีกด้วย ในปี พ.ศ. 2540 อิฌิอิได้รับเชิญไปดำรงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยคันดะนานาชาติศึกษา ที่จังหวัดชิบะ ก่อนจะลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว เพื่อเข้าดำรงตำแหน่งประธานของ National Institutes for the Humanities จนถึงปัจจุบัน

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ศาสตราจารย์อิฌิอิไม่เคยสำเร็จการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยมาก่อนเลย 

เรื่องน่ารู้ในยุโรปสมัยกลาง

ผู้เขียน อนันต์ชัย เลาหะพันธุ

ผู้จัดพิมพ์ ศักดิโสภาการพิมพ์

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยกลางที่เขียนโดยรองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

สิ่งที่น่าสนใจในหนังสือเล่มนี้ก็คือ มิติทางด้านประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม ที่ถูกบรรจุอยู่ อาทิ กำเนิดและพัฒนาการของธงประจำชาติ แว่นตา: นวัตกรรมของกิลด์ และ เด็กในสมัยกลางกับความเป็นจริงในสังคม เป็นต้น

รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2550)

รัฐศาสตร์สารเล่มล่าสุดยังเต็มไปด้วยบทความวิชาการน่าสนใจมากมายภายใต้หน้าปกที่เท่ห์เหลือเกินครับ

ในส่วนบรรณาธิการ คือ อาจารย์ธเนศ วงศ์ยานนาวาเอง นอกจากจะเขียนบทบรรณาธิการแล้ว ยังได้เขียนบทวิจารณ์หนังสือ Eating Out in Europe: Picnics, Gourmet Dining and Snacks since the Late Eighteenth Century

อย่างไรก็ตาม บทวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ค่อนข้างจะมีเนื้อหากระจัดกระจายไปตามความหลากหลายของบทความจำนวนมากที่ถูกบรรจุอยู่ในหนังสือ และดูจะมีคำผิดในบทวิจารณ์อยู่ค่อนข้างมาก (ปรู๊ฟไม่ค่อยดี) ทว่าก็ยังมีย่อหน้าเด็ด ๆ จำนวนหนึ่ง อยู่ในบทวิจารณ์ชิ้นนี้ เช่น

...โรงเหล้าเป็นสถานที่อันตรายสำหรับวงการแพทย์ที่ต้องจัดการควบคุม แต่แพทย์เองก็มักจะมาสายกว่าบรรดาพระ เพราะสำหรับบรรดานักการศาสนาและนักศีลธรรมทั้งหลาย เหล้าเป็นอันตรายมาหลายพันปีมาแล้ว ก่อนหน้าที่พวกนักปฏิรูปสังคมจะให้ความสำคัญกับปัญหาการดื่มเหล้าในช่วงการเปลี่ยนผ่านระหว่างศตวรรษที่สิบเก้าและศตวรรษที่ยี่สิบ ผลที่ตามมาก็คือ นักสังคมสังเคราะห์เริ่มเป็นห่วงเป็นใยสุขภาพและชีวิตของคนที่อยู่ในพื้นที่ของคนดื่มเหล้า ในทำนองเดียวกันกับความห่วงใยต่อการใช้จ่ายเงินของนักการบัญชี เศรษฐกร ฯลฯ เพราะดื่มเหล้าแล้วจน ความคิดเรื่องดื่มเหล้าแล้วจนเป็นความคิดที่โดดเด่นมากของศตวรรษที่สิบเก้า เหล้าถูกนำไปเชื่อมโยงกับสถานะทางการเงิน

แต่การดื่มเหล้าดื่มไวน์ที่ว่าจะทำให้ยากจนนั้นย่อมไม่ใช่การดื่ม Classic Malt ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อ Oban หรือ Langavulin ฯลฯ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งไวน์ระดับ ครู-อรหันต์ ราคาแพง ๆ อย่าง Petrus หรือ Romanee Conti ที่ถ้าใครต้องการดื่มก็ต้องมีเลข หกหลัก เงินบาทไทยในกระเป๋าสตางค์ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีโฆษณาใดออกมารณรงค์ว่าดื่มไวน์ Petrus แล้วยากจน เพราะคนกินไวน์แบบนี้ส่วนใหญ่กินแล้วโอกาสจะรวยกลับมีมากขึ้น แล้วที่สำคัญกว่านั้นคนดื่มก็มักจะไม่ได้ซื้อ คนซื้อก็มักจะไม่ได้ดื่ม

ดังนั้นจึงไม่มีใครโฆษณารณรงค์ทางโทรทัศน์ด้วยการแสดงให้เห็นคนกินไวน์ Petrus เมาแล้วเดินลงมาจากรถยนต์โรลรอยส์หรือบีเอ็มดับเบิ้ลยูซีรี่เจ็ดแล้วบอกว่า จนเพราะกิน Petrus เพราะโดยส่วนใหญ่คนที่ได้ดื่มไวน์เหล่านี้ยิ่งดื่มแล้วยิ่งรวย ดังนั้นดื่มแอลกอฮอล์แล้วทำให้เกิดความยากจนจึงเป็นการรณรงค์ทางชนชั้นที่จำกัดอยู่ในหมู่ชนชั้นต่ำเสียมากกว่า โดยการรณรงค์แบบนี้จึงไม่ใช่เพื่อคนจนแต่เพียงอย่างเดียว แต่การรณรงค์เพื่อประโยชน์สุขของคนรวยหรือชนชั้นสูงที่จะไม่ถูกรบกวนโดยชนชั้นต่ำอีกด้วย

หรือ

การขับรถยนต์อันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึง อัตตาที่เคลื่อนไหว (auto+mobile) ของชีวิตกระฎุมพี เมื่อมี อัตตาที่เคลื่อนไหว ก็แสดงให้เห็นถึงความไม่นิ่ง ไม่รู้จักพอ อาหารที่ไม่รู้จักพอเพียงเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างประชากร กลุ่มชาติพันธุ์ การเมือง เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และอะไรอื่น ๆ อีกมากมาย แต่สำหรับหลักศาสนาแล้วทั้งหมดเกิดขึ้นจากกิเลสตัณหาของมนุษย์ นี่เป็นสิ่งที่ศาสนาบอกกับมนุษยชาติมาเป็นเวลานับเป็นพันปีแล้ว คำตอบแบบนี้ไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติมในความเข้าใจ ความรู้ที่ได้จากบรรดาศาสนาเป็นสิ่งที่พอเพียงแล้ว เพราะทุก ๆ อย่างองค์ศาสดาได้ให้คำตอบมาหมดแล้วนับเป็นพัน ๆปี ดังราวกับว่าไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
กินแล้ว รู้สึกจนลงนิดๆจริงนะ romanee conti เนีย -__-'' แต่ก็เขียนมีเหตุผลอยู่ ส่วนใหญ่ที่กินเแล้วจน น่าจะเป็นเพราะเอาเงินส่วนที่ควรจะใช้ทำประโยชน์มากิน ถ้าชีวิตยังมี need อื่นๆอยู่ ก็ควรใช้เงินไป support need เหล่านั้นก่อน ไม่งั้นการกินเหล้าจะไม่ใช่การกินแบบยั่งยืน แต่แหม ใช้คำแรงจัง ไม่อยากให้เขาเขียแยกชนชั้นแบบนี้เลยอ่ะ
#1  by  angelsong At 2007-08-13 08:48, 

<< Home


คนมองหนัง
View full profile