รู้สึกดีใจมาก ๆ ที่ได้กลับมาเขียนบล็อกอีกครั้งครับ หลังจากที่ตัวเองต้องเดินทางไกล จึงหายหน้าหายตาไปจากโลกไซเบอร์นานพอสมควร รวมทั้งยังไม่ได้ดูหนังฟังเพลงอะไรใหม่ ๆ เลย ในช่วงเวลาประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา
ดังนั้น สิ่งที่จะเขียนถึงในคราวนี้จึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับหนังหรือเพลงครับ ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการเดินทางไกลของผมด้วย 555 (ส่วนสิ่งที่เคยให้สัญญาว่าจะเขียนในบล็อกนี้ ผมก็ยังตั้งใจจะเขียนอยู่นะครับ แต่ติดเงื่อนไขเรื่องเวลานิดหน่อย)
ก่อนอื่นเลย อยากเขียนถึงเหตุการณ์ในประเทศพม่าครับ สำหรับเรื่องรายละเอียดของเหตุการณ์ดังกล่าวทั่ว ๆ ไป คิดว่าคนที่พอจะติดตามข่าวอยู่บ้าง ก็คงจะได้รับทราบข้อมูลเหล่านั้นอยู่แล้ว (ถ้าอยู่ในประเทศไทย คิดว่าคงต้องพึ่งพาสำนักข่าวต่างประเทศมากสักหน่อย)
แต่มีประเด็นหนึ่ง ที่ผมคิดว่ามีความน่าสนใจก็คือ ประเด็นเรื่อง พุทธศาสนา ระหว่างไทยกับพม่า ครับ
ทว่าตัวผมเองก็ไม่ค่อยมีความรู้อะไรทางพุทธศาสนามากมายนัก ทั้งยังเป็นคนที่ค่อนข้างห่างวัดห่างวาอีกด้วย คือ จะไปเฉพาะวัดเวลามีการทำบุญรวมญาติ หรือ ไปจอดรถที่วัดเวลาหาที่จอดรถไม่ได้เท่านั้น เป็นต้น
มีบทความชิ้นหนึ่งที่เขียนถึงประเด็นความแตกต่างระหว่างสงฆ์ไทยกับพม่าได้อย่างน่าสนใจ ก็คือ บทความของสุรพศ ทวีศักดิ์ ที่ตีพิมพ์ลงในมติชนรายวันเมื่อวันที่ 6 ตุลาลาคมที่ผ่านมา (สำหรับผู้สนใจบทความดังกล่าว สามารถอ่านได้ที่ http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act01071050&day=2007-10-07§ionid=0130 ครับ)
ประเด็นหนึ่งที่สุรพศยกขึ้นมาในบทความชิ้นนี้ และดูเหมือนจะมีนักวิชาการอีกคนหนึ่งที่เคยยกประเด็นนี้มาเช่นกัน (ขออภัยที่ผมจำชื่อนักวิชาการท่านนั้นไม่ได้) เมื่อช่วงที่เกิดเหตุการณ์สังหารพระสงฆ์ที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารในพม่าใหม่ ๆ ก็คือ ข้อแตกต่างสำคัญระหว่างพระสงฆ์พม่ากับไทยนั้น ได้แก่ พระสงฆ์พม่าจะมุ่งเน้นศึกษาทางด้านพระอภิธรรมปิฎก (จนสามารถตีความหลักธรรมให้สอดคล้องกับปัญหาทางสังคมการเมืองในแต่ละยุคสมัยได้) ขณะที่พระสงฆ์ไทยนั้นมุ่งให้ความสำคัญกับพระธรรมวินัย (ซึ่งน่าจะหมายถึงการมุ่งเน้นไปที่การมีวัตรปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด)
สิ่งที่ผมสนใจ แต่จนปัญญาที่จะหาคำตอบก็คือ ความแตกต่างดังกล่าวได้นำไปสู่การมีวิธีการแสวงหา ความรู้ หรือ สัจจะ หรือ นิพพาน ที่แตกต่างกันระหว่างพระสงฆ์ไทยกับพระสงฆ์พม่าหรือไม่? และบทบาทในประชาสังคมที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัดระหว่างพระสงฆ์พม่ากับพระสงฆ์ไทยมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรบ้างกับความแตกต่างดังกล่าว?
ผมคงได้แต่ถามคำถามทิ้งไว้เฉย ๆ แหละครับ เพราะผมเองก็ไม่มีความรู้ในเรื่องพวกนี้เหมือนกัน
ผมเคยได้ฟังเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งจากนักมานุษยวิทยาท่านหนึ่งที่เข้าไปทำงานภาคสนามในพม่า ซึ่งเรื่องเล่าดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างกันระหว่างพุทธศาสนาของไทยกับพม่าได้อย่างน่าสนใจ นั่นก็คือ กรณีพระนามของพระองค์เจ้าทีปังกรฯ ซึ่งเมื่อตอนมีการประกาศพระนามใหม่ ๆ นั้น คนในสังคมไทยต่างก็สงสัยกันว่าความหมายของพระนามดังกล่าวหมายถึงอะไรและมีที่มาจากไหน จนกระทั่งต่อมาจึงต้องมีการอธิบายว่า นี่คือพระนามของอดีตพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง (ซึ่งจริง ๆ แล้ว สำหรับคนไทยจำนวนมาก พวกเขายังอาจแทบไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า พระพุทธเจ้าในพุทธศาสนาทั้งเถรวาทและมหายานนั้นมีหลายองค์) ขณะที่หากมีการนำพระนามดังกล่าวไปพูดในพม่า คนพม่าจะไม่สงสัยเลยว่าที่มาของพระนามดังกล่าวนั้นมาจากไหน เพราะในโลกของความรู้ทางพุทธศาสนาแบบพม่านั้น พระพุทธเจ้ามีหลายพระองค์ และพวกเขาไม่ได้เน้นความสำคัญกับพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเพียงเท่านั้น ผิดกับสังคมไทยตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ที่มีความพยายามจัดการองค์ความรู้ทางพุทธศาสนาด้วยการให้ความสำคัญกับพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเพียงพระองค์เดียว และมีการลดทอนความสำคัญของความรู้เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ ลงไป เพื่อให้สอดคล้องกับ ความรู้ หรือ ความจริง ในทางวิทยาศาสตร์
เมื่อพูดถึงการปฏิรูปพุทธศาสนาโดยรัชกาลที่ 4 และปัญญาชนชั้นนำร่วมสมัยของพระองค์แล้ว ผมก็เกิดคำถามขึ้นในใจเช่นกันว่า การปฏิรูปพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของตะวันตกในช่วงเวลาดังกล่าว อาจถือเป็นรอยแยกสำคัญรอยหนึ่งระหว่างองค์ความรู้ของพุทธศาสนาแบบไทยกับองค์ความรู้ของพุทธศาสนาในแบบพม่าหรือไม่? เพราะตามความเข้าใจและความรู้แบบงู ๆ ปลา ๆ ของผม องค์ความรู้ในทางพุทธศาสนาของพม่านั้นยังยืนยันถึงองค์ความรู้ของตนเอง โดยไม่พยายามปรับประสานองค์ความรู้ดังกล่าวให้เข้ากับหลักวิทยาศาสตร์ ในทางตรงกันข้าม ขณะที่ปัญญาชนไทยจำนวนมาก ทั้งที่เป็นบรรพชิตและฆราวาส พูดถึงพุทธศาสนาในยุคปัจจุบันนั้น มักจะกล่าวอ้างว่า พุทธศาสนามีความเป็นวิทยาศาสตร์ หรือ ความรู้ในทางวิทยาศาสตร์มีอยู่ในหลักพุทธศาสนาหมดแล้ว ซึ่งความคิดเช่นนี้น่าจะเป็นมรดกที่ตกทอดมาจากการปฏิรูปพุทธศาสนาของปัญญาชนกลุ่มรัชกาลที่ 4 ตลอดจนหลักคำสอนของพุทธทาสภิกขุ แต่ขณะเดียวกัน การปรับเปลี่ยนองค์ความรู้ของพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ก็ส่งผลให้เราต้องตัดทอนความรู้ดั้งเดิมบางอย่างที่หลักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้ออกไป ซึ่งอาจรวมทั้งความรู้ทางด้านพระอภิธรรมปิฎกจำนวนมาก หรือ เรื่องเล่าประเภทชาดกทั้งหลาย ที่มีพลังอย่างสูงในการเชื่อมโยงกับหลักศาสนาเข้ากับผู้คนจำนวนมากในอดีต ทั้ง ๆ ที่ ความรู้ หรือ ความจริง ในทางวิทยาศาสตร์นั้น ก็ไม่ได้มีสถานะเป็น ความจริงสูงสุด เพียงหนึ่งเดียวในโลกแห่งการแสวงหาความรู้
มรดกทางพุทธศาสนาอีกประการหนึ่ง ที่รัชกาลทรงมอบไว้ให้กับสังคมไทย ก็คือ การก่อตั้ง ธรรมยุติกนิกาย
ซึ่งเมื่อกล่าวถึงกรณีการก่อตั้งธรรมยุติกนิกายแล้ว ก็ทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวจำนวนหนึ่งขึ้นมาได้
นั่นก็คือ ไม่ทราบว่าเพื่อน ๆ ที่อยู่ในสังคมไทยยุคปัจจุบันนั้น พอจะสัมผัสได้ถึงความขัดแย้งกันหรือรอยปริแยกระหว่างคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย (ซึ่งมีมาก่อน) กับคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตบ้างหรือไม่ครับ?
เมื่อก่อนผมสัมผัสไม่ค่อยได้ถึงความขัดแย้งดังกล่าวสักเท่าไหร่นัก แต่เมื่อโตขึ้น ได้เห็นอะไรมากขึ้น ก็ยิ่งมีโอกาสได้สัมผัสถึงความขัดแย้งหรือรอยปริแยกดังกล่าวได้มากขึ้น
สำหรับคนที่อ่านนิตยสาร ฟ้าเดียวกัน เป็นประจำ คงพอจะจำเนื้อหาของฟ้าเดียวกันฉบับโครงการเปลี่ยนประเทศไทยได้บ้าง ซึ่งรายละเอียดเล็ก ๆ ที่น่าสนใจในฟ้าเดียวกันเล่มนั้นสำหรับผม ก็คือ การที่ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ มาเปิดเผยถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ในการทำงานของกอส. ซึ่งมีข้อหนึ่งที่น่าสนใจมาก ได้แก่ การที่มีพระผู้ใหญ่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้แสดงความไม่พอใจต่อ กอส. และพระที่ทำงานในกอส. โดยข่าวที่ออกมาตามสื่อก่อนหน้านั้นจะเป็นไปในทิศทางว่า ทำไมถึงไม่มีพระผู้ใหญ่ระดับเจ้าคณะจังหวัดเข้าไปทำงานในกอส. หรือ ทำไมกอส.ไม่ไปหาพระผู้ใหญ่เหล่านั้น แต่สิ่งที่ชัยวัฒน์เปิดเผยก็คือ ปัญหาอีกประการหนึ่งที่ทำให้พระผู้ใหญ่เหล่านั้นไม่พอใจก็คือ ปัญหาเรื่องนิกาย เพราะพระที่ทำงานในกอส.เป็นธรรมยุต ส่วนพระผู้ใหญ่ (ระดับเจ้าคณะจังหวัด) ของสามจังหวัดเหล่านั้นเป็นมหานิกาย พวกท่านจึงไม่พอใจว่า ทำไมในกอส.จึงไม่มีพระสายมหานิกายเข้าไปเลย
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่อาจเป็นกรณีคนละเรื่องเดียวกันกับเรื่องเล่าของชัยวัฒน์ก็คือ ประสบการณ์ส่วนตัวสด ๆ ร้อน ๆ ของผมเอง
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมเพิ่งได้หนังสือเล่มหนึ่งมาจากพ่อ หนังสือเล่มดังกล่าวมีชื่อว่า เจ้าคุณเฒ่า พระภาวนาโกศลเถระ หลวงปู่เอี่ยม วัดหนังฯ: พระอาจารย์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 อริยสงฆ์แห่งสยามปฐพี เขียนโดย แอ๊ด อ่างแก้ว
สำหรับคนทั่ว ๆ ไป ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ จุดน่าสนใจของหนังสือคงอยู่ที่ประวัติในเชิงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพระเกจิชื่อดังในย่านธนบุรีอย่าง หลวงปู่รอด และ หลวงปู่เอี่ยม (ซึ่งเป็นศิษย์หลวงปู่รอด) ตลอดจนประวัติการสร้างวัตถุมงคลของพระสงฆ์ทั้งสองท่าน แต่เนื้อหาอีกส่วนหนึ่งที่ผมรู้สึกสนุกตื่นเต้นมาก ๆ ขณะได้อ่านก็คือ ประวัติบางส่วนของหลวงปู่รอดและหลวงปู่เอี่ยม ซึ่งน่าจะมีลักษณะที่ผสมผสานกันระหว่างประวัติศาสตร์บอกเล่า กับ เรื่องเล่าปรัมปรา ของผู้คนในท้องถิ่น
สิ่งที่น่าสนใจในเนื้อหาส่วนนี้ ก็เช่น เรื่องเล่าที่ว่า รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จมาหาหลวงปู่เอี่ยม ก่อนจะเสด็จประพาสยุโรปในปี พ.ศ. 2440 ซึ่งหลวงปู่เอี่ยมได้ทำนายว่า จะมีผู้นำสัตว์สี่เท้าอันมีนิสัยดุร้ายมาให้รัชกาลที่ 5 ทรงประทับขี่ แต่พระองค์จะทรงปลอดภัยจากสัตว์พยศดังกล่าว จากนั้นหลวงปู่เอี่ยมก็ได้ถวายคาถาเสกหญ้าพร้อมวิธีบริกรรมแก่รัชกาลที่ 5 เพื่อนำไปปราบสัตว์พยศดังกล่าว ซึ่งปรากฏว่าเมื่อเสด็จประพาสฝรั่งเศสนั้น รัชกาลที่ 5 ก็ได้ทรงใช้คาถาเสกหญ้าดังกล่าวปราบม้าพยศต่อหน้าเจ้าชายฝรั่งเศส และสามารถขึ้นประทับบนหลังม้าได้อย่างสง่างาม
แน่นอนว่า เราจะไม่สามารถหาอ่านเรื่องราวแบบนี้ได้จากประวัติศาสตร์ฉบับทางการ ทั้งของไทยและต่างชาติ รวมทั้งเรื่องราวที่ว่านี้อาจจะไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลยด้วยซ้ำไป แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เรื่องเล่าดังกล่าวนี้เกิดขึ้นก่อนหรือหลังการสร้างพระบรมรูปทรงม้า? ซึ่งผมคิดว่า เกิดทีหลัง และหากเป็นเช่นนั้นจริง นี่ก็ถือเป็นการพยายามสร้างตัวตนของบุคคลสำคัญในระดับท้องถิ่นให้เข้าไปมีบทบาทในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ฉบับทางการหรือราชการหรือระดับชาติ ได้อย่างน่าสนใจและมีชีวิตชีวา
ทว่าเรื่องที่น่าสนใจยิ่งกว่า ก็คือ ประวัติของหลวงปู่รอด ซึ่งเป็นอาจารย์ของหลวงปู่เอี่ยม โดยเรื่องเล่าที่แสดงถึงความกล้าหาญของหลวงปู่รอดในหนังสือเล่มนี้ก็ได้แก่ รัชกาลที่ 4 ได้เสด็จไปพระราชทานผ้าพระกฐินที่วัดนางนอง ซึ่งหลวงปู่รอดเป็นเจ้าอาวาสอยู่ แต่ปรากฏว่า หลวงปู่รอดกลับไม่ได้ถวายอดิเรก จนทำให้รัชกาลที่ 4 ทรงกริ้วมาก และหลวงปู่รอดก็ถูกถอดสมณศักดิ์ และต้องย้ายไปจำพรรษาที่วัดโคนอน
โดยในหนังสือเล่มนี้ ได้อ้างว่า มีการกล่าวกันว่า ที่หลวงปู่รอดไม่ยอมถวายอดิเรกหรือถวายพระพรรัชกาลที่ 4 นั้น ก็เพราะท่านไม่สบอารมณ์ในเรื่องการแบ่งแยกนิกายธรรมยุตกับมหานิกาย อันเป็นสาเหตุให้สงฆ์แตกแยกกันมาจนทุกวันนี้ (เข้าใจว่าว่า ทุกวันนี้ ที่ผู้เขียนเขียนถึงในหนังสือ คือ ยุคปัจจุบันที่หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้น)
เมื่อได้อ่านเรื่องเล่าดังกล่าว ก็ทำให้ผมได้นึกออกว่า ผมเคยพบข้อความเช่นนี้ครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อผมได้ไปเข้าชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านของวัดหนังฯ ย่านธนบุรี เมื่อประมาณครึ่งปีที่ผ่านมา
สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องเล่าดังกล่าว ไม่ได้อยู่ที่ว่า เรื่องเล่านี้เป็นความจริงในทางประวัติศาสตร์หรือไม่ ทว่าสิ่งที่น่าสนใจก็คือ เรื่องเล่าเช่นนี้ถูก สร้าง ขึ้นมาเพื่อรองรับความคิดความเชื่อของคนกลุ่มใด หรือ สร้างขึ้นจากความสัมพันธ์รูปแบบใดระหว่างคนสองกลุ่มที่ปรากฏอยู่ในเรื่องเล่ามากกว่า
ผมไม่แน่ใจนักว่า เรื่องเล่านี้มีที่มาซึ่งสามารถย้อนกลับไปได้ไกลเพียงใด คือ ไกลถึงยุคหลวงปู่รอด หลวงปู่เอี่ยม หรือ ย้อนกลับไปได้เพียงแค่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็คือยุคปัจจุบันนั่นเอง
แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏอย่างชัดเจนและน่าจะถือเป็นฐานคิดสำคัญในเรื่องเล่านี้ก็คือ รอยปริแยกขัดแย้งระหว่างพระสงฆ์มหานิกายกับธรรมยุต จากมุมมองของฝ่ายมหานิกาย
และนี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ประวัติศาสตร์บอกเล่าหรือเรื่องเล่าปรัมปราในแบบท้องถิ่นสามารถสร้างวีรบุรุษในระดับท้องถิ่นให้เข้าไปสวมทับ/ต่อต้านกับประวัติศาสตร์ในภาพใหญ่ฉบับทางการ/ราชการได้อย่างน่าสนใจ
ผมไม่แน่ใจนักว่า รัฐราชการไทยจะถือเอาเรื่องเล่าเช่นนี้ เป็น ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือไม่? แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ เรื่องเล่าเช่นนี้ถูกเผยแพร่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแห่งหนึ่งในย่านธนบุรีที่ถูกจัดเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเรียบร้อยแล้ว