ในงานเขียนชื่อ "เข้าวัดเข้าวา" ผมตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องพระสงฆ์ในพม่าเอาไว้
ตอนนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบอะไรแน่ชัดนัก (เพราะไม่ได้ไปค้นคว้าความรู้เพิ่มเติมเลย)
อย่างไรก็ตาม มีบทความชิ้นหนึ่งที่ให้ภาพของพระสงฆ์และชาวพุทธในพม่าได้น่าสนใจดีครับ นั่นคือ บทความที่ชื่อ "หลวงพ่อปัญญา กับพระพม่า..." ของ พระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ ในเว็บไซต์ประชาไท
นี่คือส่วนหนึ่งของบทความดังกล่าวครับ
คำถามหลักๆ คงไม่พ้นไปจากเรื่องความเหมาะสมกับสมณสารูป
และความจำเป็นที่ต้องลงมือกระทำ
ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ชาวพุทธไทยจะสงสัยในเรื่องเช่นนี้
ค่าที่ว่า สำหรับวัฒนธรรมไทยๆ ในยุคร้อยปีเศษที่ผ่านมา
“พระภิกษุสามเณร” ดูจะมีหน้าที่อย่างพราหมณ์เป็นด้านหลัก
กล่าวคือ พระไทย หากมิใช่พัฒนาตนจนกลายเป็นนักวิชาการ เป็นผู้ชำนาญการด้านศาสนา
ก็จะไต่เต้า เข้ารับใช้รัฐในฐานะข้าราชการฝ่ายสงฆ์ กลายเป็นขุนนางมียศศักดิ์อัครฐาน
หรือไม่ ก็ค่อยๆ แก่กล้าในทางประกอบพิธีกรรม ตั้งแต่ที่เป็นกิจของสงฆ์(แบบไทยๆ)
ไปจนถึงระดับหมอผี มีอวิชชาเป็นเจ้าเรือนอย่างเต็มตัว
สังคมไทยยุคหลังสังคมสยามคุ้นชินกับพระเช่นนี้
มากกว่าจะคุ้นเคยกับ “ภิกขุ” ใน “สังฆะ” ของพระอริยเจ้า
ดังเช่นที่เคยมีมาในครั้งพุทธกาล…
นี่ยังไม่นับรวมเอาความวิปริตผิดธรรมของฝ่ายคฤหัสถ์ หรือฝ่ายผู้ครองเรือนเอง
ที่ยากจะกล่าวได้เต็มปาก ว่าตนเป็น อุบาสก-อุบาสิกา อยู่หรือไม่
ตั้งแต่ผู้ลากมากดียันไพร่บ้านพลเมืองนั่นแล
ก็คนไทยเป็นชาวพุทธกันอย่างนี้
แล้วจะเข้าใจ “พระพม่า-ชาวพุทธพม่า” กันได้อย่างไร?
“พระพม่า” ซึ่งยังมีผู้ท่องจำพระไตรปิฎกได้ทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์
“ชาวพุทธพม่า” ซึ่งยังมีศรัทธาแก่กล้า ที่จะนำหลักพุทธธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน
และยังพยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะสร้างเหตุปัจจัยเพื่อนิพพานอยู่ทุกขณะจิต ฯลฯ
ใครสนใจจะอ่านบทความดังกล่าวอย่างเต็ม ๆ สามารถอ่านได้ที่ http://blogazine.prachatai.com/user/prakittisak/post/83 ครับ
ประเด็นหนึ่ง ที่พระกิตติศักดิ์กล่าวไว้ในบทความชิ้นดังกล่าวก็คือ การที่ "ชาวพุทธพม่า" ยังพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะสร้างเหตุปัจจัยเพื่อนิพพานอยู่ทุกขณะจิตนั้น ทำให้ผมคิดถึงบทความชิ้นหนึ่งที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเขียนเอาไว้ในมติชนสุดสัปดาห์ เมื่อประมาณ 1-2 ปีที่แล้วครับ
คือ นิธิ เสนอว่า การปฏิรูปพุทธศาสนาโดยปัญญาชนกลุ่มรัชกาลที่ 4 นั้น ได้ส่งผลให้ พุทธศาสนาทำหน้าที่เป็นเพียงแค่สิ่งซึ่งตอบสนองความสุขหรือผลประโยชน์ทางโลกย์ของ "ชาวพุทธไทย" ทว่าหน้าที่เดิมคือ การที่พุทธศาสนาจะเป็นสื่อกลางอันนำพาผู้คนไปสู่นิพพานนั้น ได้ปลาสนาการหายไป
จากบทความชิ้นนั้นของนิธิ ก็ทำให้ผมคิดถึงเรื่องราวบางเรื่องในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ก่อนที่พุทธศาสนาจะถูกปฏิรูป นั่นคือเรื่องของ นายเรือง และ นายนก ผู้สละชีพโดยการเผาตนเองเพื่อมุ่งไปสู่พุทธภูมิ/นิพพานครับ แน่นอน ไม่มีใครแน่ใจได้ว่า การกระทำดังกล่าวจะนำผู้คนไปสู่นิพพานจริงหรือไม่ แต่การกระทำเช่นนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความเชื่อและวัตรปฏิบัติทางพุทธศาสนาของคนไทยในยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่แตกต่างจากคนไทยในยุคปัจจุบันอย่างมากมายมหาศาล เพราะคงไม่มีใครในหมู่พวกเราที่เป็นฆราวาสชาวพุทธในยุคนี้ (หรือรวมถึงพระสงฆ์ทั้งหลายด้วย ซึ่งอาจจะอยากเป็นพระราชาคณะมากกว่า) ซึ่งหวังจะมุ่งไปสู่นิพพานกันอีกแล้ว
สำหรับเรื่องของนายเรืองและนายนก ถ้าใครสนใจสามารถอ่านได้ที่ http://www.sac.or.th/web2007/article/inscribe/50-05-01-ruang.pdf ครับ
edit @ 17 Oct 2007 03:11:02 by คนมองหนัง