2007/Oct/26

ช่วงนี้ จริง ๆ แล้ว ผมกำลังเขียนงานที่กล่าวถึงหนังสั้นชุด "แด่พระผู้ทรงธรรม" อยู่ครับ คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักพักหนึ่งจึงจะนำมาเผยแพร่ในบล็อกนี้ เนื่องจากต้องตรวจสอบงานเขียนชิ้นดังกล่าวให้รอบคอบรัดกุมด้วยความระมัดระวังเสียก่อน หวังว่าคงไม่ว่ากันนะครับ

 

ดังนั้น เรื่องที่จะเขียนถึงวันนึ้ จึงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานสัปดาห์หนังสือครับ

ผมขอเรียกงานประเภทนี้ว่างานสัปดาห์หนังสือก็แล้วกัน เพราะไม่แน่ใจว่า งานใดกันแน่ที่เป็นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ระหว่างงานที่มีรูปแบบคล้าย ๆ กัน และจัด ณ สถานที่เดียวกัน ซึ่งมีอยู่ 2 ครั้งต่อ 1 ปี

เมื่อพูดถึงการค้าขายและซื้อหาหนังสือแล้ว ผมคิดว่า เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า หนังสือก็ถือเป็นสินค้าบริโภคชนิดหนึ่ง ทั้งยังออกจะเป็นสินค้าบริโภคชนิดฟุ่มเฟือยเสียด้วยซ้ำไป สำหรับคนยากจนจำนวนมากในประเทศนี้ที่ต้องทำงานแบบหาเช้ากินค่ำจนไม่มีเวลาว่างมากพอจะมานั่งอ่านหนังสือ และไม่มีกำลังทรัพย์มากพอจะซื้อหาหนังสือมาอ่านได้ หรือหากพวกเขาจะมีเวลาว่างกันบ้าง เขาก็มีความชอบธรรมมากพอที่จะไม่ใช้เวลาว่างดังกล่าวให้หมดไปกับการอ่านหนังสือ เพราะวัฒนธรรมการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความเชื่อในสังคมไทยนั้นเป็นการถ่ายทอดแบบมุขปาฐะหรือแบบการเล่าเรื่องแบบปากต่อปาก มากกว่าจะถ่ายทอดผ่านการอ่านงานเขียน

เมื่อหนังสือถือเป็นสินค้าบริโภค คุณูปการประการหนึ่งที่มาพร้อมกับวัฒนธรรมการบริโภคก็คือ การมีตัวเลือกมากมายหลากหลายในโลกแห่งสินค้า และผู้บริโภคก็ย่อมจะสามารถเลือกซื้อสินค้า/ตัวเลือกต่าง ๆ เหล่านั้นได้ตามความพอใจของตนเอง ตราบเท่าที่กำลังทรัพย์จะเอื้ออำนวย

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงรู้สึกหมั่นไส้อยู่พอสมควร เวลาพบเห็นสำนักพิมพ์บางแห่ง (หรือจริง ๆ แล้ว ก็คือ องค์กรธุรกิจที่ทำมาหากินกับธุรกิจหนังสือ) โฆษณาสินค้าของตนเองด้วยถ้อยคำประเภท หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ทุกคน "ต้อง" อ่าน หรือเวลาพบเห็นคำนำของหนังสือที่ถูกสร้างให้มีความสำคัญบางเล่ม มีถ้อยคำประเภท เมื่อได้อ่านข้อเสนอของคนเขียนหนังสือเล่มนี้แล้ว  ทุกคนก็ "ต้อง" ปฏิบัติตามข้อเสนอดังกล่าวทันที

สภาพเช่นนี้ ถือเป็นความย้อนแย้งระหว่างวัฒนธรรมการบริโภค โลกแห่งสินค้า และทางเลือกจำนวนมากมายที่ดำรงอยู่ในธุรกิจการค้าขายหนังสือ กับ วัฒนธรรมคุณพ่อรู้ดี/วัฒนธรรมการใช้อำนาจสัมบูรณาญาสิทธิ์/วัฒนธรรมนิยมอำนาจนำ ที่ดำรงอยู่อย่างมั่นคงในสังคมไทย ผ่านลำดับชั้นทางสังคมที่มีอำนาจสูงต่ำลดหลั่นกันไป

เมื่อวัฒนธรรมอย่างหลังยังปรากฏอยู่อย่างชัดเจนแม้แต่ในแวดวงธุรกิจการค้าขายและบริโภคหนังสือ ที่ควรจะถูกขับเคลื่อนไปด้วยตรรกะของการมีตัวเลือก มันจึงไม่น่าแปลกใจนัก ที่เจ้าของสื่อกระแสหลักจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีสถานะเป็นเจ้าของธุรกิจค้าขายหนังสือด้วย จะยินยอมพร้อมใจกับการทำรัฐประหารหรือการปกครองด้วยอำนาจเผด็จการแต่โดยดี เพราะนี่แหละคือลักษณะสำคัญเฉพาะตัวของสังคมไทย

 

ขอเข้าเรื่องหนังสือที่ผมซื้อหา/บริโภคมาจากงานสัปดาห์หนังสือครั้งล่าสุดเลยก็แล้วกันครับ หนังสือเหล่านั้นมีรายนามดังต่อไปนี้

 

หนึ่ง "ประวัติปรัชญาการเมือง เล่มที่ 1" ลีโอ สเตร๊าส์ และ โจเซ็ฟ คร็อปซีย์ บรรณาธิการ สมบัติ จันทรวงศ์ แปล คบไฟ จัดพิมพ์

สมัยเรียนปริญญาตรีปี 4 ได้มีโอกาสลงเรียนวิชาสัมมนาปรัชญาการเมืองของแอริสโตเติล กับ อ.สมบัติ และก็ทำให้ได้รู้ว่า ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ทางด้านปรัชญาการเมืองที่มีอาวุโสสูงสุดในท่าพระจันทร์ขณะนั้น มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความสามารถในการสอนวิชาปรัชญาการเมืองที่สูงส่งมาก หลังจากที่ผมเคยเรียนวิชาบังคับกับแกตอนปี 2 เป็นวิชาเกี่ยวกับพรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองอะไรทำนองนั้น และไม่ได้รู้สึกประทับใจกับการสอนของ อ.สมบัติมากนัก

ในวิชาสัมมนาปรัชญาการเมืองของแอริสโตเติลนั่นเอง อ.สมบัติได้ให้นักศึกษาในชั้นเรียนอ่านทั้ง text ภาษาอังกฤษ จากวารสารทางด้านปรัชญาการเมืองของต่างประเทศ และงานเขียนภาษาไทยขนาดยาวเกี่ยวกับแอริสโตเติล ตอนนั้น ผมเข้าใจว่า งานเขียนชิ้นดังกล่าว เป็นงานวิชาการที่ อ.สมบัติ เขียนขึ้นเอง และเป็นบทหนึ่งในต้นฉบับตำราทางวิชาการเกี่ยวกับปรัชญาการเมืองของแก ที่จะจัดพิมพ์ขึ้นในอนาคต ตามประสานักเรียนรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เจเนอเรชั่นหนึ่ง ที่ไม่ได้อ่าน text ชั้นต้นของนักวิชาการชื่อก้องโลกอย่างจริงจังขณะเรียนปริญญาตรี ทว่าได้เพียงแต่รับรู้แนวคิดของพวกเขาเหล่านั้นอย่างงู ๆ ปลา ๆ ผิดกับรุ่นน้องของผมอีก 2-3 รุ่นต่อมา เรื่อยมาจนถึง เด็กปริญญาตรีรุ่นปัจจุบัน ที่มีโอกาสได้สัมผัสกับ text ของนักคิดชื่อก้องโลกทั้งหลายอย่างจริงจัง ผ่านการกระตุ้นของอาจารย์รุ่นใหม่ไฟแรงที่เพิ่งจบการศึกษาในระดับปริญญาเอกกลับมา ก็ได้แต่หวังว่า เมื่อได้รับโอกาสดี ๆ ขนาดนี้ พวกเขาก็คงจะสามารถสร้างผลงานอะไรที่มีพลัง/อิทธิพลต่อสังคมการเมืองไทยในอนาคตได้บ้างตามสมควร ไม่ใช่กลายเป็นนักพรตผู้บำเพ็ญเพียรอยู่บนหอคอยงาช้างที่เต็มไปด้วยการผลัดกันเขียน เวียนกันอ่าน วานกันชม งานวิชาการของตัวเองแต่เพียงอย่างเดียว

เมื่อจบปริญญาตรีมาได้สักพัก และเมื่อมีโอกาสไปเดินเตร็ดเตร่แถวร้านหนังสือที่ขายหนังสือต่างประเทศนั่นแหละ ผมจึงพอจะได้รับรู้ว่า มีหนังสือชื่อ "History of Political Philosophy" อยู่ในบรรณพิภพ อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังเขลาพอที่จะไม่รู้ว่า ต้นฉบับงานเขียนเกี่ยวกับแอริสโตเติลในพากษ์ไทยที่ตนเองเคยมีโอกาสได้อ่านนั้น ก็คือต้นฉบับแปลบทหนึ่งของหนังสือภาษาอังกฤษเล่มนี้

จนกระทั่ง เมื่อมาได้เดินซื้อหาหนังสือในวันนี้ ผมจึงเพิ่งทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว และตัดสินใจรำลึกถึงความหลังด้วยการซื้อหนังสือเล่มนี้มาครอบครองทันที นอกจากมีงานเขียนว่าด้วย แอริสโตเติล แล้ว หนังสือเล่มนี้ยังมีงานเขียนที่ว่าด้วยนักปรัชญาการเมืองรุ่นโบราณอย่าง ธูซิดิดีส, เพลโต, เซโนฟอน, มาร์คัส ตุลลิอัส ซิสเซโร, เซนต์ ออกัสติน, อัลฟะเราะบี, โมเสส ไมมอนนิดีส, เซนต์ โธมัส อะไควนัส, และมาร์ซิลลิอัสแห่งแปดดัว ผนวกด้วยบทความสุดท้ายที่ชื่อว่า "บทส่งท้าย: ลีโอ เสตร๊าส์ และประวัติปรัชญาการเมือง"

วิธีการสอนวิชาปรัชญาการเมืองผ่านการอ่าน text แบบเสตร๊าเซี่ยน หรือ การอ่านอย่างขุดเจาะลงลึกไปในรายละเอียดของ text อย่างชนิดคำต่อคำนั้น ยังมีการสอนอยู่ในบางชั้นเรียนของคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เช่น บางชั้นเรียนของ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ลูกศิษย์คนสำคัญของ อ.สมบัติ

ในด้านหนึ่ง แม้ตัวผมเองจะไม่เห็นด้วยกับจุดยืนทางการเมืองหรือการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของทั้งสมบัติและชัยวัฒน์ เมื่อครั้งเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน แต่อย่างไรก็ตาม ชัยวัฒน์ก็ถือเป็น "ครู" คนสำคัญคนหนึ่งที่ช่วยเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์และชีวทัศน์ของผมไปอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่สมบัติก็ถือเป็น "อาจารย์" คนสำคัญในจำนวนไม่กี่คน ที่ถ่ายทอดความรู้พื้นฐานสำคัญในทางปรัชญาการเมืองให้แก่ผม

แม้ว่าเมื่อเวลาผันผ่านไปหลายปี จนผมถอยตัวเองออกห่างมาจากการแสวงหาความรู้ในทางปรัชญาการเมืองอยู่พอสมควร แต่ความรู้พื้นฐานหลาย ๆ ด้านในทางปรัชญาการเมือง ก็ถือเป็นฐานคิดที่มีความสำคัญต่อความคิดของผมในปัจจุบัน และหนังสือ "ประวัติปรัชญาการเมือง เล่ม 1" ก็อาจถือเป็นพาหนะชนิดหนึ่งที่จะสามารถช่วยนำผมย้อนกลับไปสืบสาวค้นหาร่องรอยเริ่มต้นของฐานคิดในปัจจุบันของตนเองได้บ้าง

 

สอง "ด้นดั้นดุ่มเดี่ยวคนเดียวแด" จิตร ภูมิศักดิ์ เขียน วิชัย นภารัศมี บรรณาธิการ ฟ้าเดียวกัน จัดพิมพ์

นี่เป็นกวีนิพนธ์ในยุคเริ่มต้นของจิตร เป็นบทกวีที่ดำเนินไปตามรูปแบบของจารีตในการประพันธ์อย่างเคร่งครัด เป็นงานเขียนที่จิตรเขียนขึ้น ในช่วงที่เขายังใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตในอนาคต

ต้องยอมรับว่า จริง ๆ แล้ว ผมไม่ใช่แฟนหนังสือของจิตร ผมไม่ได้ศึกษางานเขียนของจิตรอย่างจริงจัง ได้แต่อ่านงานบางชิ้นของเขาอย่างผ่าน ๆ ผลงานของเขาที่ผมดูจะมีความผูกพันมากหน่อย ก็กลับเป็นบทเพลงอย่าง "แสงดาวแห่งศรัทธา" แต่สาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ผมตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้ (และรวมถึงหนังสือชุดกวีนิพนธ์ของจิตรอีกสองเล่มที่จะทยอยออกตามมา) ก็คือ ความไพเราะของชื่อหนังสือ ซึ่งคงต้องยกความดีความชอบให้บรรณาธิการอย่างคุณวิชัย นภารัศมีด้วย แรกเริ่มเดิมที ทางคุณวิชัยและฟ้าเดียวกัน ตัดสินใจจะพิมพ์งานกวีนิพนธ์ทั้งหมดของจิตรเท่าที่สืบค้นได้ออกมาเป็นหนังสือเล่มเดียวความยาวกว่า 700 หน้า ด้วยชื่อว่า "ถึงร้อยดาวพราวพรายกระจายแสง" ซึ่งเป็นชื่อที่ไพเราะ ดูมีพลัง และดึงดูดใจของผมเป็นอย่างมาก แต่สุดท้าย พวกเขาก็ตัดสินใจแบ่งพิมพ์งานดังกล่าวออกเป็นสามเล่ม ได้แก่ ด้นดั้นดุ่มเดี่ยวคนเดียวแด, ถึงร้อยดาวพราวพรายกระจายแสง, และ คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย อย่างไรก็ตาม ชื่อของหนังสือทั้งสามเล่มดังกล่าว ก็ยังคงไพเราะ มีพลัง และมีแรงดึงดูดสูงมาก ในความคิดของผมอยู่ดี

น่าสนใจว่า เราไม่ค่อยพบหนังสือรวมบทกวีชื่อดัง ๆ ในสมัยนี้ (เช่น เล่มที่ได้รับรางวัลซีไรต์ เล่มที่เข้ารอบรางวัลซีไรต์ หรือเล่มที่เขียนโดยกวีร่วมสมัยที่มีชื่อเสียง) ที่มีการตั้งชื่ออย่างไพเราะ ทรงพลัง และดึงดูดใจ ดังเช่น หนังสือชุดกวีนิพนธ์ของจิตร ไม่แน่ใจว่า เป็นเพราะสำนักพิมพ์จะมองว่าชื่อหนังสือแบบนี้แลดูเชย ไม่ขาย หรือ เป็นเพราะ ตัวบทกวีร่วมสมัยเองก็ไม่มีวรรคทองใด ๆ ที่มีพลังมากพอจะนำมาเป็นชื่อหนังสือได้ หรือ เป็นเพราะเหตุผลอื่นใดที่สติปัญญาของผมไม่อาจจะหยั่งรู้

 

สาม "รัฐประหารกับประชาธิปไตย" เกษียร เตชะพีระ เขียน มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดพิมพ์

สี่ "ความคิดประชาธิปไตยแบบไทย จากยุคซอยราชครูถึงยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช เขียน มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดพิมพ์

หนังสือสองเล่มนี้เป็นหนังสือขนาดเล็กกะทัดรัด ราคาเล่มละ 41 บาท (ราคาบนปกคือ 50 บาท) และเป็นเอกสารวิชาการ ในโครงการตลาดวิชา มหาวิทยาลัยชาวบ้าน ซึ่งมี อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นบรรณาธิการ

สำหรับงานของเกษียร ก็มีเนื้อหาใกล้เคียงกับบทความ ตลอดจนคำอภิปรายและปาฐกถาของเขา ที่ถูกเขียนและพูดขึ้นนับตั้งแต่ช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยายน เป็นต้นมา ซึ่งไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร งานเขียนเหล่านี้ก็น่าจะถูกจัดเก็บไว้ เพื่อใช้เป็นแหล่งอ้างอิงเกี่ยวกับความคิดของนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ของไทยที่สำคัญอีกคนหนึ่ง ผู้มีบทบาทอย่างสูงในการสร้างคำว่า "ระบอบทักษิณ" ขึ้นมา

ส่วนงานของเกรียงศักดิ์ ก็ฉายภาพให้เห็นถึงประวัติความคิดทางการเมืองไทยของผู้นำทางการเมืองในยุคหนึ่งได้เป็นอย่างดี และความคิดทางการเมืองดังกล่าวก็มีความเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นยิ่งกับความคิดทางการเมืองของชนชั้นนำทางการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน

 

ห้า "Democratic Thailand พ.ศ.2500 - ค.ศ.1957: สมุดภาพถ่ายระบายสีเมืองไทย พ.ศ.2500"

นี่เป็นอีกนวัตกรรมหนึ่งของวงการธุรกิจหนังสือไทย เพราะหนังสือเก่าเล่มนี้ถูกจำหน่ายในรูปแบบของไฟล์พีดีเอฟที่บันทึกไว้ในแผ่นซีดี โดยผู้จัดทำก็คือ ร้านหนังสือท่าช้าง

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ระลึกปีใหม่ประจำปี พ.ศ. 2500 สมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม (ก่อนจะถูกสฤษดิ์ทำรัฐประหารไม่นานนัก) ที่จัดทำโดยกรมประชาสัมพันธ์และพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษทั้งเล่ม มีเนื้อหาว่าด้วยประวัติประชาธิปไตยของไทย นายกรัฐมนตรีอย่างจอมพล ป. สถาบันกษัตริย์ ศาสนา การทหาร การกีฬา การศึกษา สิ่งก่อสร้างสมัยจอมพล ป. และศิลปวัฒนธรรม ในยุคสมัยนั้น

ผมยังไม่ได้เปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์เหมือนกันครับ แต่ถ้าอ่านแล้วพบว่ามีความน่าสนใจ ก็จะนำมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งหนึ่ง

 

หก "เล่าขานตำนานใต้" ศรีศักร วัลลิโภดม, พล.ต.ต.จรูญ เด่นอุดม, อับดุลเลาะห์ ลออแมน, อุดม ปัตนวงศ์ และคณะ เขียน ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดพิมพ์

นี่เป็นหนังสือที่วิจัยและนำเสนอเกี่ยวกับตำนานและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของผู้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตำนานเหล่านี้นี่เองที่เป็นพื้นฐานทางความคิดที่สำคัญประการหนึ่งสำหรับผู้คนท้องถิ่นในแถบนั้น และน่าจะทำให้คนอ่านได้เข้าใจแง่มุมทางความคิดของผู้คนกลุ่มดังกล่าวได้ดียิ่งขึ้น

 

เจ็ด "จากวังจันทร์สู่เวียงแหง ตามรอยนเรศวรมหาราช นอกกรอบประวัติศาสตร์ชาตินิยม" สุเจน กรรพฤทธิ์ เขียน สารคดี จัดพิมพ์

ส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้เคยปรากฏเป็นบทความในนิตยสารสารคดีมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อนำมารวมเล่ม ก็มีเนื้อหาและรูปภาพสวย ๆ เพิ่มเติมเข้ามาพอสมควร ที่น่าสนใจคือมีการทบทวนวรรณกรรมของงานเขียนชิ้นสำคัญ ๆ ที่จะช่วยให้เข้าใจเรื่องราวเกี่ยวกับพระนเรศวรมากขึ้น มาให้คนอ่านได้อ่านอย่างย่นย่อกะทัดรัดด้วย

 

แปด "เช เกวารา กับ ความตาย" ธเนศ วงศ์ยานนาวา เขียน เดอะ ยิปซี จัดพิมพ์

นี่เป็นครั้งที่สามที่หนังสือเล่มนี้ถูกจัดพิมพ์ออกมาวางจำหน่าย และผมก็ซื้อมันทั้ง 3 ครั้ง 3 รูปแบบ สำหรับฉบับพิมพ์ครั้งล่าสุดไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากฉบับพิมพ์ครั้งที่สองมากนัก สิ่งที่มีเพิ่มเข้ามาก็คือ คำนำของผู้เขียนที่ชื่อว่า "40 ปี แห่ง "ความตาย" ของเช เกวารา"

อ.ธเนศ เป็นผู้มีอิทธิพลอย่างสูงต่อความคิดที่เชื่อมโยงหนังสือเข้ากับวัฒนธรรมการบริโภคของผม ขณะเดียวกัน ผมก็ทำการบริโภคหนังสือของแกอย่างจริงจัง และออกจะเป็นการบริโภคเชิงสัญญะด้วยซ้ำไป เพราะผมก็ไม่แน่ใจนักว่า ผมจะอ่านหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งที่สามนี้หรือไม่ เนื่องจากเนื้อหาก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม ถ้าจะอ่านเฉพาะคำนำชิ้นใหม่ ก็น่าจะรออ่านเมื่อหนังสือเข้าไปในห้องสมุดได้ แต่สุดท้ายผมก็ซื้อหนังสือเล่มนี้มาอีกครั้งหนึ่ง เพราะมันเป็นหนังสือที่เขียนโดย ธเนศ วงศ์ยานนาวา เหตุผลของผมมีแค่นี้จริง ๆ นะ

 

เก้า "พจนานุกรมคำใหม่ เล่ม 1 ฉบับราชบัณฑิตยสถาน"

ซื้อหนังสือเล่มนี้ก็เพราะต้องการจะจัดเก็บหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับพัฒนาการของภาษาไทยในยุคหนึ่ง ๆ ไว้น่ะครับ ทั้ง ๆ ที่ผมอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับความหมายของคำของบางคำที่ถูกนิยามขึ้นในพจนานุกรมฉบับนี้ด้วยซ้ำไป

แต่เสน่ห์ของภาษา ก็คือ การต่อสู้แย่งชิงกันนิยามความหมายของคำนี่แหละครับ และการต่อสู้ดังกล่าวนี่เองที่จะนำไปสู่พัฒนาการอย่างไม่รู้จบของภาษา

เวลาต้องซื้อหรือใช้งานพจนานุกรมหรือดิคชันนารีฉบับใด ๆ ก็ตาม ผมมักจะนึกถึงเนื้อร้องท่อนหนึ่งที่มีเนื้อหาคมคายมากในเพลงที่ชื่อว่า "พจนานุกรม" ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในอัลบั้มชุดแรกของวงโนโลโก้ (ที่นำโดยปกรณ์ ลัม) เพลง ๆ นี้ เขียนคำร้องโดย ประภพ ชมถาวร และเนื้อร้องท่อนที่ผมชื่นชอบมากในเพลงดังกล่าวก็มีอยู่ว่า "มีอะไรที่มนุษย์ไม่ตีความ มีอะไรที่เรานั้นไม่นิยาม มีอะไรที่มนุษย์ไม่จองจำ แม้จะยาก แต่ก็อยาก ที่จะทำ"

 

สิบ "แม่นาค: นวนิยายฉายวิถีชีวิตบรรพชน 'คนไทย'" สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียน สามัญชน จัดพิมพ์

สิบเอ็ด "คนตัวเล็ก" กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เขียน นาคร จัดพิมพ์

สิบสอง "แขกในบ้านตัวเอง: รวมเรื่องสั้น คลื่นทะเลใต้ 6 ทศวรรษมุสลิมในวรรณกรรม" มนัส จรรยงค์, นัน บางนรา, รัตนะ ยาวะประภาษ, ประพนธ์ เรืองณรงค์, มกุฏ อรฤดี, บัณฑิต ศุภกิจบัญชา, ณรงฤทธิ์ ศักดาณรงค์, ยอดา ฮะเซ็มเซ็ง, กนกพงศ์ สงสมพันธุ์, รัตนชัย มานะบุตร, สายธารสิโป, ชาคริต โภชะเรือง, ศิริวร แก้วกาญจน์, และ อับดุล ราซัค เขียน พิเชฐ แสงทอง บรรณาธิการ นาคร จัดพิมพ์

และสิบสาม ช่อการะเกด ฉบับที่ 42

หนังสือชุดสุดท้ายที่ซื้อมาเป็นวรรณกรรมไทยครับ เนื่องจากยังไม่ได้อ่าน จึงยังไม่อยากเขียนอะไรมาก ไว้ถ้าได้มีโอกาสอ่าน แล้วเห็นว่ามีเรื่องราวอะไรน่าสนใจ ผมก็คงจะนำเอาเรื่องราวดังกล่าวเหล่านั้นมาเขียนไว้ในบล็อกนี้ครับ

ที่น่าสนใจในหนังสือกลุ่มนี้ก็คือ นวนิยายเล่มใหม่ล่าสุดในรอบหลายปีของสุจิตต์ วงษ์เทศ แต่กลับจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สามัญชน? และการกลับมาอีกครั้งหนึ่งของนิตยสารช่อการะเกด ภายใต้การกลั่นกรองงานเขียนของบรรณาธิการอย่างสุชาติ สวัสดิ์ศรี

 

 

แล้วเจอกันในงานเขียนชิ้นต่อไปครับ

 

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
กลับไปคงต้องไปตามเก็บประวัติศาสตร์ปรัชญาการเมือง เล่ม ๑

เมื่อชื่อเรื่องเป็นเล่ม ๑ แสดงว่าต้องมีเล่ม ๒

เรียนถามเจ้าของบล็อกว่าเขาจะมีโครงการแปล เล่ม ๒ ตามมาหรือไม่
#1  by  Etat de droit (84.100.103.198) At 2007-10-30 05:17, 
เรียน คุณ Etat de droit

ขออภัยครับ ที่ไม่ได้แจ้งไว้ในงานเขียนชิ้นนี้ว่า สำหรับหนังสือชุด "ประวัติปรัชญาการเมือง" ทางคบไฟจะจัดพิมพ์แยกออกเป็น 3 เล่ม (คล้าย ๆ กับกรณีงานกวีนิพนธ์ของจิตรเหมือนกัน)

จริง ๆ แล้ว ตัวหนังสือภาษาอังกฤษฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นต้นฉบับของงานแปลชิ้นนี้ ถูกพิมพ์จำหน่ายออกมาเป็นเล่มเดียวด้วยความยาว 966 หน้า แต่ทางคบไฟแจ้งไว้ในหน้าแรก ๆ ของ "ประวัติปรัชญาการเมือง เล่มที่ 1" ว่า จะจัดพิมพ์เป็น 3 เล่ม

โดยเล่มที่ 2 จะมีเนื้อหาว่าด้วยนักคิดในยุโรปตั้งแต่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ เรื่อยมาจนถึง ยุคพัฒนาเข้าสู่อุตสาหกรรม ได้แก่ นิกโกโล มาคิอาเวลลี, มาร์ติน ลูเธอร์ และ จอห์น แคลวิน, ริชาร์ด ฮุกเกอร์, ฟรานซิส เบคอน, ฮิวโก โกรชิอัส, โธมัส ฮ็อบส์, เรอเน เดส์การ์ตส์, จอห์น มิลตัน, เบเนดิก สปิโนซา, จอห์น ล็อก, มงเตสกิเออ, เดวิด ฮูม, ฌ็อง-ฌ้ากส์ รุสโซ, อิมมานูเอล ค้านท์, วิลเลียม แบล็กสโตน, และ อาดัม สมิธ

ส่วนเล่มที่ 3 จะมีเนื้อหาว่าด้วยนักคิดในยุคสมัยใหม่ ที่งานของพวกเขาถือเป็นพื้นฐานสำคัญต่อความคิดของนักปรัชญาการเมืองร่วมสมัย ได้แก่ เดอะ เฟเดอรัลลิสต์, โธมัส เพน, เอ็ดมันด์ เบิร์ก, เจเรมี เบ็นแธม และ เจมส์ มิลล์, จอร์จ ดับเบิลยู. เอฟ. เฮเกล, อเล็กซิส เดอ ต็อกเกอวิลล์, จอห์น สจ๊วต มิลล์, คาร์ล มาร์กซ์, ฟรีดริช นิชเช, จอห์น ดิวอี, เอ็ดมันน์ ฮูสเซิร์ล, และ มาร์ติน ไฮเดกเกอร์


สำหรับกำหนดการการวางจำหน่ายของ ประวัติปรัชญาการเมืองเล่ม 2 และ 3 ผมก็ยังไม่ทราบเหมือนกันครับ ว่าทางคบไฟจะวางเมื่อไหร่ แต่คิดว่าอย่างเร็วที่สุด น่าจะเป็นงานสัปดาห์หนังสือครั้งหน้า
#2  by  คนมองหนัง At 2007-10-30 21:19, 

<< Home


คนมองหนัง
View full profile