หนังสือ
วันนี้ ขอแนะนำหนังสือน่าสนใจนอกงานหนังสืออีกสักหนึ่งเล่มครับ (ผมไม่แน่ใจว่า จริง ๆ แล้ว หนังสือเล่มนี้มีจำหน่ายที่งานสัปดาห์หนังสือหรือไม่ แต่ตอนที่ผมไปเดินในงานดังกล่าวนั้น ผมไม่พบหนังสือเล่มนี้ แต่มาพบมันวางจำหน่ายในศูนย์หนังสือจุฬาฯ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา)
หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า "เจ้าสัว ขุนศึก ศักดินา ปัญญาชน และ คนสามัญ: รวมบทความประวัติศาสตร์ของ เครก เจ. เรย์โนลด์ส" จัดพิมพ์โดย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มีคุณวารุณี โอสถารมย์ นักวิจัยจากสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นบรรณาธิการแปล
สำหรับ ผู้ที่สนใจงานวิชาการในสาขาวิชาทางด้านสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ที่เรียกว่า "ไทยศึกษา" คงจะพอคุ้นชื่อของ เครก เจ. เรย์โนลด์ส อยู่บ้าง เขาเป็นนักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันที่สอนหนังสือและทำงานวิชาการอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ผู้เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของนักวิชาการไทยหลาย ๆ คน (ถ้าเข้าใจไม่ผิด เขาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของ อ.ธงชัย วินิจจะกูล ที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์) งานเขียนประวัติศาสตร์ไทยของอาจารย์เรย์โนลด์ส สามารถออกได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ งานศึกษาประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาในสังคมไทยในยุคปฏิรูปสมัยรัชกาลที่ 5, งานศึกษาในประเด็นเรื่องชาตินิยม, งานศึกษาประวัติศาสตร์ความคิดแหวกแนว รวมถึง ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม, และงานศึกษาในประเด็นงานเขียนเรื่องผู้หญิง
ในหนังสือเล่มนี้ ได้รวบรวมบทความจำนวนหนึ่งของอาจารย์เรย์โนลด์สมานำเสนอ (แต่จริง ๆ แล้ว ก็ถือว่าเป็นงานจำนวนน้อยชิ้นมาก ๆ หากพิจารณาถึงการทำงานวิชาการมาอย่างต่อเนื่องยาวนานของเขา ทว่าก็ยังดี สำหรับผู้ที่สนใจงานประวัติศาสตร์ไทย ที่เข้าไม่ถึงงานวิชาการภาษาอังกฤษ ซึ่งจะสามารถอ่านงานเขียนประวัติศาสตร์ของนักวิชาการต่างประเทศ ที่มีมุมมองและแนวทางการศึกษาแตกต่างออกไปจากงานเขียนประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลัก) ได้แก่ "คดีไต่สวน ก.ศ.ร. กุหลาบ: การท้าทายงานเขียนประวัติศาสตร์ราชวงศ์ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19", "ประวัติศาสตร์สังคมคืออะไร", "จิตร ภูมิศักดิ์ ในประวัติศาสตร์ไทย", "โครงเรื่องของประวัติศาสตร์ไทย: ทฤษฎีและการปฏิบัติ", "เจ้าสัวและขุนศึก: บริบททางวัฒนธรรมและการเมืองของสังคมไทยสมัยใหม่ และสามก๊ก นิยายพงศาวดารจีน", "มองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคเก่าแบบใหม่", และ "ปูชนียแห่งอัตลักษณ์ในฐานะแหล่งชุมนุมประท้วง: เปรียบเทียบพม่ากับไทย"
ปัจจุบัน อาจารย์เรย์โนลด์สเป็น reader อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และถ้าจำไม่ผิด ในงานประชุมวิชาการว่าด้วยไทยศึกษาที่จะจัดขึ้นในช่วงต้นปีหน้าที่ กทม. จะมีเวทีหนึ่งที่เป็นการเสวนาเปิดตัวหนังสือรวมบทความวิชาการภาษาไทยเล่มนี้
เพลง
อยากแนะนำให้ลองไปฟัง (และสามารถดาวน์โหลดได้) ซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดของวงดนตรีคณะ "เดอะ โฟโต้ สติ๊กเก้อร์ แมชชีน" ซึ่งกำลังจะออกอัลบั้มชุดใหม่ที่มีชื่อว่า "นิว เคลียร์" ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่ www.myspace.com/thephotostickermachines
เพลง ๆ นี้มีชื่อว่า "ยักษ์" ครับ
ไม่ว่าผู้แต่งเพลงจะมีความคิดอะไรเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง ๆ นี้ขึ้นมา แต่สำหรับผมแล้ว เวลาได้ยินเนื้อหาของเพลงที่ถูกถ่ายทอดผ่านเสียงร้องของเด็กในเพลง ๆ นี้คราใด ผมมักไม่นึกไปถึงแค่เด็ก ทว่าผมกลับนึกไปถึงผู้ใหญ่จำนวนมากในสังคมของเราที่มักทำตัวเป็นเด็กหรือเป็นลูกแหง่กันตลอดเวลา และเมื่อจุดจบแบบในเพลงยักษ์เดินทางมาถึงในสังคมไทยเมื่อใด ผมก็คาดการณ์ไม่ออกเหมือนกัน ว่าเหตุการณ์ต่อจากนั้นจะดำเนินไปอย่างไร
ดูเหมือนว่า "ยักษ์" ในเพลง "ยักษ์" จะเป็นยักษ์ตามคติความเชื่อบางอย่างของเปอร์เซียหรือฝรั่ง คือ เป็นยักษ์ผู้คอยทำหน้าที่ตอบคำถามอันค้างคาใจหรือคอยช่วยเหลือผู้คนให้สมปรารถนา ประเภทยักษ์ในตะเกียงวิเศษของอะลาดิน หรือ ยักษ์จินนี่ แต่เมื่อสรรพสำเนียงของเพลง ๆ นี้ ได้ล่องลอยขับกล่อมอยู่ในสังคมไทยแล้ว ตามความคิดเห็นส่วนตัว ผมกลับคิดว่า "ยักษ์" ในเพลง ดูคล้ายจะไม่ใช่ "ยักษ์" ในคติแบบไทย ๆ ที่รับอิทธิพลมาจากอินเดีย ทว่า "ยักษ์" ในเพลง "ยักษ์" ดูราวกับจะเป็นสิ่งที่อยู่ในขั้วตรงข้ามกับ "ความเป็นยักษ์" ในคติความเชื่อแบบไทย ๆ มากกว่า
นอกจากนี้ เวลาได้ฟังเพลง "ยักษ์" ผมก็มักจะนึกไปถึง ตัวละครตัวหนึ่งในละครโทรทัศน์จักร ๆ วงศ์ ๆ ที่เป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงปี 2549 (คือออกฉายตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤศจิกายน) อย่าง "เกราะกายสิทธิ์"
ตัวละครดังกล่าวก็คือ "เทพพยากรณ์" โดยเทพพยากรณ์ในละครเรื่องนั้น ไม่ได้เป็นตัวละครที่ใช้คนแสดง แต่เป็นตัวละครที่สร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิก เนื่องจากเทพพยากรณ์ในเกราะกายสิทธิ์จะมีรูปร่างเป็นก้อนหินก้อนใหญ่/ผนังถ้ำที่สถิตย์อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง
หน้าที่ของเทพพยากรณ์ก็คือ จะเป็นเทพผู้ทำหน้าที่พยากรณ์เหตุการณ์ซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคตหรือทำหน้าที่ไขปริศนาค้างคาใจให้แก่ตัวละครทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายพระเอกนางเอก ได้แก่ ตัวละครเจ็ดพี่น้องเกราะกายสิทธิ์ และ ฝ่ายร้าย ได้แก่ มหาเทพวิษุวัติและบรรดาเทพบริวารของพวกเขา ที่ถูกบรรดาตัวละครฝ่ายผู้ช่วยพระเอกนางเอก เช่น ผีโครงกระดูกและหิ่งห้อยยักษ์ ด่าว่าเป็น พวกเทพอันธพาล (ผมเคยกล่าวถึงความน่าสนใจของละครจักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่องนี้ไปบ้างแล้ว ในประเด็นการสร้างความพร่าเลือนให้แก่รูปแบบการแบ่งแยกตัวละครฝ่ายธรรมะและอธรรมแบบหยาบ ๆ คือ มหาเทพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในละคร กลับเป็นตัวร้ายสูงสุด ที่ร่วมมือกับทั้งอสูร แม่มด ค้างคาวผี ตลอดจนผีปอบ มาเล่นงานฝ่ายพระเอก ทั้งในบล็อกนี้และในบางกระทู้ของเว็บบอร์ดไบโอสโคป)
โดยในเวลาปกติ เทพพยากรณ์จะเป็นเพียงก้อนหินนิ่ง ๆ ไร้ชีวิตก้อนหนึ่งในถ้ำ แต่เมื่อมีคนมาจุดคบไฟที่วางไว้ตรงหน้าถ้ำ เทพพยากรณ์ก็จะมีชีวิตจิตใจ คือ มีหน้าตา มีจมูกและปาก ขึ้นมา พร้อมทั้งจะสามารถพยากรณ์และแก้ไขปริศนาต่าง ๆ ให้แก่ผู้ที่มาจุดคบไฟทุกคนได้ และหากจำไม่ผิด หลักปฏิบัติสำคัญประการหนึ่งในการทำหน้าที่ของเทพพยากรณ์ก็คือ เขาจะไม่สามารถแจ้งความลับ/ปริศนาที่ตนเองเฉลยต่อตัวละครฝ่ายหนึ่ง ให้ตัวละครอีกฝ่ายหนึ่งได้รับทราบได้
แต่ที่คนเขียนบทของเกราะกายสิทธิ์ทำได้แสบมาก ๆ ก็คือ การเขียนบทให้เทพพยากรณ์ถูกมหาเทพวิษุวัติซื้อในช่วงกลางเรื่อง ด้วยการอ้างบุญคุณของเทพวิษุวัติที่ว่า ตนเองเป็นเทพแห่งขุนเขา ที่ดูแลภูเขาและถ้ำทั้งหมด (ในจักรวาลทัศน์ของละครเรื่องนี้) เพราะฉะนั้นตนเองก็มีฐานะเป็นผู้ให้การอุปถัมภ์ในเรื่องที่อยู่อาศัยแก่เทพพยากรณ์ที่สถิตย์อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง นอกจากนี้ เทพวิษุวัติยังล่อใจเทพพยากรณ์ว่า หากเทพพยากรณ์ยอมเปิดเผยความลับสำคัญเกี่ยวกับตัวละครเจ็ดคนฝ่ายเกราะกายสิทธิ์ ที่จะทำให้สามารถกำจัดตัวละครเหล่านั้นได้ ให้ตนได้รับทราบ ตนก็จะให้รางวัลสำคัญต่อเทพพยากรณ์ ด้วยการให้พรให้เทพพยากรณ์ไม่ต้องเป็นหินที่ตั้งอยู่อย่างแน่นิ่งในถ้ำอันอึดอัดอีกต่อไป แต่เทพพยากรณ์จะสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนที่ไหนก็ได้อย่างอิสระ
เมื่อเจอไม้นี้ เทพพยากรณ์ก็ถูกซื้อไปโดยมหาเทพวิษุวัติในที่สุด ส่งผลให้ ตัวละครเอกฝ่ายเกราะกายสิทธิ์ไม่สามารถจะพึ่งพา "ตัวละครที่มีความเป็นกลาง" ในเรื่องได้อีกต่อไป เพราะตัวละครดังกล่าวก็ "ไม่มีความเป็นกลาง" ไปเรียบร้อยแล้ว
ข้อด้อยประการหนึ่งในละครโทรทัศน์ขนาดยาว ๆ (ที่พบบ่อยในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ที่ได้รับความนิยมจนต้องมีการยืดบท หรือ แม้แต่ละครจีนกำลังภายในบางเรื่อง) ก็คือ ผู้เขียนบทมักจะหลงลืมตัวละครประกอบต่าง ๆ ไปทีละคนสองคน เมื่อต้องทำการยืดบทให้ยาวออกไปตามความนิยมของคนดูที่มีเพิ่มขึ้น จนตัวประกอบเหล่านั้นปลาสนาการหายไปจากละครอย่างไร้ที่มาที่ไป
ในกรณีของเทพพยากรณ์ก็เช่นกัน หลังจากเขาถูกซื้อ คนดูก็จะไม่ได้เห็นบทบาทของเขาอีกอย่างต่อเนื่อง เพราะเขาจะโผล่เข้ามาในจอโทรทัศน์อีกเพียงครั้งเดียว เมื่อมหาเทพวิษุวัติไปขอคำปรึกษาบางอย่างจากเขา ซึ่งเทพพยากรณ์ในตอนนั้น ก็จะกลายเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายเป็นหิน (ออกทำนองตัวละครตัวหนึ่งในหนังเรื่อง fantastic 4) และไปนอนพักผ่อนตากอากาศอย่างสบายใจบริเวณยอดเขาแห่งหนึ่ง
"เทพพยากรณ์" ใน "เกราะกายสิทธิ์" กับ "ยักษ์" ในเพลง "ยักษ์" อาจไม่มีอะไรที่ข้องเกี่ยวกันโดยตรง แต่ทั้งเทพพยากรณ์และยักษ์ก็ช่วยชี้แนะให้เราได้เห็นว่า คงไม่มีผู้ยิ่งใหญ่คนใดที่สามารถจะเป็นแหล่งพึ่งพิงหรือเป็นผู้คลี่คลายปัญหาทุกประการให้เราได้ตลอดเวลา เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นก็ล้วนแต่ต้องประสบปัญหาของตนเอง หรือบางที ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายก็อาจไม่ได้มีความเป็นกลางหรือความเที่ยงธรรมต่อทุกคนในสังคมอย่างเท่าเทียมกันโดยแท้จริง ทว่าพวกเขากลับพยายามดำรงตนให้ประสานสอดคล้องและเลื่อนไหลไปกับผลประโยชน์ของตนเองในแต่ละช่วงเวลามากกว่า
edit @ 30 Oct 2007 23:10:51 by คนมองหนัง
edit @ 1 Nov 2007 23:33:43 by คนมองหนัง