ดีวีดีที่ได้ดูในเดือนกุมภาพันธ์
Warlords A
โดยส่วนตัว มีรสนิยมที่ชอบดูหนังซึ่งมีเนื้อเรื่องประเภทคนในครอบครัว หรือ พี่น้อง (ร่วมสาบาน) ทรยศ หักหลัง และฆ่ากันเอง เพราะนี่คือแง่มุมหนึ่งที่เป็นจริงของชีวิตมนุษย์และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
แต่แน่นอนว่า สำหรับชีวิตของคนชั้นกลาง/กระฎุมพีในโลกยุคสมัยใหม่อย่างพวกเรา (ที่มีครอบครัวเป็นป้อมปราการหรือหลักยึดเหนี่ยวอย่างสำคัญ และต้องการดำเนินชีวิตไปตามวิถีทางแห่งสันติวิธีมากกว่าการฆ่าฟันกันด้วยความรุนแรงในสนามรบ อันเนื่องมาจากการทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการค้าขายเป็นหลัก) การทำลายล้างกันในหมู่ครอบครัวหรือพี่น้องอาจไม่ได้เกิดขึ้นเป็นปกติเหมือนในกรณีของชนชั้นสูงสมัยก่อน แต่ใช่ว่าการทรยศ หักหลัง ผิดใจ หรือ แตกแยกกันระหว่างคนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงที่รักกันประดุจพี่น้องคลานตามกันมาจะไม่เคยปรากฏขึ้นเลยโดย
Warlords ก็เล่นกับประเด็นดังกล่าวได้อย่างเข้มข้นดี และก่อนหน้านี้หนังจีนอีกเรื่องอย่าง Curse of the Golden Flower ก็เล่นกับประเด็นคล้าย ๆ กัน ได้อย่างเข้มข้นถึงใจพอ ๆ กัน
อย่างไรก็ตาม แม้ Warlords จะดำเนินเรื่องราวความแตกแยกระหว่าง “พี่น้อง” ได้เป็นอย่างดี แต่ผมก็รู้สึกว่า หากเทียบกับ Curse of the Golden Flower หนังเรื่องนี้ยังเดินทางไปได้ไม่สุดในวิถีทางของมัน เพราะในแง่หนึ่งแล้ว การจบเรื่องราวลงด้วยการให้ตัวละครหลักตายทั้งหมด อาจถือเป็นการประนีประนอมกับความโหดเหี้ยมเย็นชาของมนุษย์จนเกินไป (แต่ก็คงขึ้นอยู่กับบทประพันธ์/ภาพยนตร์เวอร์ชั่นดั้งเดิมด้วย) เนื่องจากในเส้นทางสู่อำนาจของตัวละครทางการเมืองต่าง ๆ มักจะต้องมีตัวละครส่วนน้อยเท่านั้นที่เดินทางไปสู่หรือยืนหยัดอยู่บนบัลลังก์ทองได้อย่างสง่างาม ยิ่งใหญ่ ประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกัน ทางเดินที่นำพวกเขาไปสู่บัลลังก์ดังกล่าว กลับเต็มไปด้วยรอยเลือดและซากศพของผู้คนจำนวนมากมาย รวมทั้งคนในครอบครัวหรือพี่น้องของพวกเขาด้วย
(บทวิจารณ์หนังเรื่องนี้ที่ดีมาก ๆ ตามความเห็นของผมก็คือ บทวิจารณ์ของคุณ FILMSICK สามารถติดตามอ่านได้ที่ http://filmsick.exteen.com/20071221/warlords-peter-chan-2007 ครับ)
หนังลงโรงที่ได้ดูในเดือนกุมภาพันธ์
ช็อคโกแลต C
ไม่แน่ใจว่าการเขียนบทให้ตัวละครเอกของหนังเรื่องนี้เป็นเด็กออทิสติกที่มีความสามารถในการต่อสู้บู๊ล้างผลาญมันลูกเดียวจนแทบจะกลายเป็นหุ่นยนต์หรือเครื่องจักร (แน่นอนอาจจะมีดีกรีความแข็งทื่อไร้ชีวิตจิตใจที่น้อยกว่าตัวละครเอกใน “ต้มย้ำกุ้ง) จะถือเป็นการเพิ่มคุณค่าหรือลดทอนความเป็นมนุษย์ให้แก่ตัวละครดังกล่าว?
นอกจากนี้ ผมยังไม่แน่ใจนักว่า สำหรับในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ถ้าเด็กหญิงออทิสติกตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ได้เคยผ่านช่วงเวลาแห่งชีวิตที่เต็มไปด้วยความรุนแรงอย่างดุเดือดโชกโชน โดยที่ตนเองอยู่ในฐานะเป็น “ฝ่ายกระทำ” แทบจะตลอดเวลา เธอจะเติบโตไปสู่วิถีทางเช่นไรในอนาคต แต่ที่แน่นอนก็คือ แค่การที่ตัวละครคนนี้ได้มาเดินเคียงคู่และรับความรักจากพ่อผู้ให้กำเนิดท่ามกลางบรรยากาศแลดูโรแมนติกในช่วงท้ายของหนัง มันคงไม่สามารถจะลบล้างช่วงเวลาแห่งความรุนแรงที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตออกไปจากความทรงจำของเธอได้
Charlie Wilson’s War A-
ชอบที่หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องการเมืองผ่านบทสนทนา (คือ การพูด ๆ ๆ) และปฏิบัติการทางการเมืองกระแสหลัก/เชิงสถาบัน (การประชุมในสภา การทำงานกับซีไอเอ หรือการล็อบบี้ผู้นำสำคัญระดับประเทศ) ตลอดทั้งเรื่อง ทว่าความสนุกและความน่าติดตามของหนังก็ยังคงอยู่ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย
นี่อาจเป็นการยืนยันว่า อย่างไรเสีย ประเด็นเรื่องการเมืองกระแสหลักยังคงมีที่ทางอยู่ในพื้นที่ของวัฒนธรรมประชานิยม เช่น ภาพยนตร์ และคนทำหนังสามารถบอกเล่าประเด็นเหล่านั้นออกไปอย่างตรงไปตรงมาทว่ามีพลังได้ โดยที่พวกเขาไม่ต้องพยายามอิงตนเองกับแนวคิดการเมืองทวนกระแสหรือการพูดเรื่องการเมืองโดยไม่กล่าวถึงสถาบันการเมืองเสมอไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมยังรู้สึกค้างคาใจกับหนังเรื่องนี้ก็คือ สุดท้ายแล้วหนังยังพยายามสร้างภาพความเป็นฮีโร่แก่นักการเมืองอเมริกันอยู่ดี เพียงแต่เป็นฮีโร่ที่ปฏิบัติภารกิจของตนเองได้ไม่ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ (หรือไปไม่ถึงฝั่งฝัน) เท่านั้นเอง
สะใภ้บรื๋อ A
นี่เป็นทั้งหนัง (วิ่งหนี) ผี หนังตลก และหนังแม่ผัวลูกสะใภ้ ที่ผสมผสานส่วนประกอบต่าง ๆ ได้อย่างกลมกลืนเหมาะเจาะ ทั้งยังกระจายบทบาทให้แก่นักแสดงมากหน้าหลายตาได้อย่างลงตัว
เหนือสิ่งอื่นใด หนังเรื่องนี้ได้แสดงให้เราเห็นถึงอีก “หน้าที่” หนึ่งของหนังผีตลกแบบไทย ๆ (ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็มี “หน้าที่” มากมายหลายประการในสังคม) นั่นคือ หน้าที่ในการส่องสะท้อนสภาพสังคมที่มีการแบ่ง “ชนชั้น” อย่างไรก็ตาม โลกในจินตนาการของหนังเรื่องนี้ ก็ดลบันดาลให้คนในชนชั้นที่แตกต่างต้องมารวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างชุลมุนวุ่นวายผ่านการวิ่งหนีผี
นอกจากนี้ หนังยังใช้ฉากวิ่งหนีผีที่มีอยู่เกือบทั้งเรื่องมากระชากหน้ากากของตัวละครคนชั้นสูง/ชนชั้นนำหลาย ๆ คนได้อย่างน่าสนใจ จนอาจกล่าวได้ว่า จุดหมายปลายทางสำคัญประการหนึ่งของหนังก็คือ การแสดงภาพการยอมรับผิดของตัวละครเหล่านั้นนั่นเอง
สิ่งที่น่าสนใจตามมาก็คือ การที่ผีนางเอกในหนังยินยอมเลิกราหลอกหลอนผู้คนนั้น ไม่ได้เป็นผลมาอิทธิฤทธิ์ของหมอผีหรือผู้วิเศษ ตลอดจนหลักคิดความเชื่อทางศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นผลมาจากการที่ตัวละครซึ่งทำให้เธอถึงแก่ความตาย ได้ยอมรับผิดในสิ่งที่ตนเองเคยกระทำไว้ต่างหาก
กอด B+
ถ้าพิจารณาในแง่ของศิลปะการเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์แล้ว “กอด” น่าจะเป็นผลงานชิ้นที่ลงตัวมากที่สุดของผู้กำกับอย่าง “คงเดช จาตุรันต์รัศมี”
ลักษณะเด่นประการหนึ่งในหนังของคงเดชก็คือ หนังของเขามักจะมีฉากหลัง (หรืออ้างอิงตัวเองกับ) เป็นบริบททางสังคม-การเมืองที่อยู่รายล้อมช่วงเวลาที่หนังถูกสร้างขึ้นหรือช่วงเวลาในความทรงจำของเขาที่ถูกนำเสนอลงในหนังเสมอ ตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ใน “สยิว” สังคมกทม.ยุครัฐบาลทักษิณใน “เฉิ่ม” และสังคมไทยยุคหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ใน “กอด”
“กอด” จึงเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่สื่อแสดงถึงสังคม-การเมืองไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอยู่เต็มไปหมด (เช่นเคยครับ สามารถอ่านการวิเคราะห์หนังเรื่องนี้อย่างละเอียดลออของคุณ FILMSICK ได้ที่ http://filmsick.exteen.com/20080225/entry )
อย่างไรก็ตาม ผมรู้สึกว่าสัญลักษณ์ที่มีนัยยะถึงประเด็นทางการเมืองที่ถูกใส่เข้ามาในหนังเรื่องนี้ เป็นบรรดาสัญลักษณ์ที่พุ่งทะยานมาจากหลายทิศทางจนเกินไป (ทั้งในแง่ตัวสัญลักษณ์ต่าง ๆ เองและความหมายที่สัญลักษณ์เหล่านั้นพยายามสื่อ) ทำให้ไม่ง่ายนัก ที่เราจะสามารถประเมินได้ว่าผู้สร้างหนังมีทัศนคติอย่างไรต่อเหตุการณ์ทางสังคม-การเมืองที่เกิดขึ้น (ไม่ว่าจะพยายามประเมินถึง “ข้าง” ที่ชัดเจน หรือ “ความโน้มเอียง” ทางการเมืองของเขาก็ตามที)
นอกจากนี้ ปัญหาอีกอย่างหนึ่งในหนังของคุณคงเดช ตามรสนิยมของผมก็คือ หนังของเขามักเดินทางไปแวะตามที่ต่าง ๆ หลายจุดเกินไป และบางครั้งก็แวะหยุดในสถานที่บางแห่งอย่างยาวนานยืดเยื้อเกินเหตุ ซึ่งผมเห็นว่า ปัญหาดังกล่าวก็ยังเกิดขึ้นกับหนังเรื่องนี้ มิหนำซ้ำ เรื่องราวที่ดำเนินไปใน “กอด” ยังไม่ได้มีอารมณ์ตลกสะดุดใจ หรือ อารมณ์รักใคร่อันหวานฉ่ำ เป็นองค์ประกอบอยู่ ดังนั้น นี่อาจเป็นปัญหาหนึ่งที่กีดกันหนังเรื่องนี้ออกจากคนดูหนังส่วนใหญ่
ทว่า ผมกลับชอบประเด็นหนึ่งในหนังเรื่องนี้ นั่นคือ เมื่อเปรียบเทียบกับผลงานก่อนหน้าของคงเดช “กอด” ถือเป็นหนังเรื่องแรก ที่ตัวละครเอกของเรื่องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด และเหตุการณ์ของหนังก็เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ น้อยมาก ๆ แม้ตัวละครคนต่างจังหวัดเหล่านี้จะมีจุดมุ่งหมายในการเดินทางเข้ามาสู่ กทม. เช่นเดียวกันกับ ตัวละครนักศึกษาในสยิว และ ตัวละครคนขับแท็กซี่และหมอนวดในเฉิ่ม แต่สุดท้ายการเข้ามา กทม. ของตัวละครเอกในกอด ก็เป็นเพียงการเดินทางไปสู่ความเปลี่ยนผ่านบางอย่าง และพวกเขาก็ตัดสินใจมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านเกิดที่ต่างจังหวัดในตอนจบ ตัวตนของเขาจึงยังคงเป็นคนต่างจังหวัดอยู่ ไม่ใช่คนต่างจังหวัดที่จะเติบโตไปสู่ความเป็นคนชั้นกลางในเมือง หรือ คนต่างจังหวัดที่กลายสภาพมาเป็นคนจนเมือง
ที่สำคัญกว่านั้น ภาพชีวิตคนต่างจังหวัดในหนังเรื่องนี้ยังเชื่อมโยงเข้ากับคนและพื้นที่ของ “ภาคเหนือ” และ “ภาคอีสาน” อันเป็นฐานคะแนนเสียงสำคัญของพรรคไทยรักไทย ซึ่งนี่ถือเป็นสัญลักษณ์ใน “กอด” ที่เชื่อมโยงถึงบริบททางสังคม-การเมืองไทยหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้อย่างชัดเจนที่สุดตามความเห็นของผม พอ ๆ กับฉากที่แสดงภาพชายนุ่งกางเกงทหารเดินเข้ามาเหยียบเถ้ากระดูกแม่ของพระเอกในหนังเรื่องนี้
edit @ 1 Mar 2008 19:20:09 by คนมองหนัง
edit @ 1 Mar 2008 19:24:27 by คนมองหนัง
edit @ 1 Mar 2008 19:25:30 by คนมองหนัง