2008/Apr/10

วันนี้ เพิ่งได้ไปดู "บ้านผีเปิบ" มาฮะ

หนังก็โอเคไม่ถึงกับเลวร้ายขนาดดูไม่ได้เอาเสียเลย
หนังดำเนินไปตามสูตรบ้านผีปอบ เพียงแต่ไม่ได้มีความแม่นยำในสูตรอย่างเจนจัด ขณะเดียวกัน ก็มีลูกเกินหรือความรกรุงรังปรากฏอยู่ในหนังพอสมควร

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมชอบมากในหนัง (และรู้สึกว่าตัวเองจะหัวเราะขี้แตกขี้แตนกับมันอยู่คนเดียว ท่ามกลางคนดูอื่น ๆ อีกประมาณยี่สิบคน) ก็คือ หนังจะมีมุขอยู่จำนวนหนึ่งที่เล่นกับ celebrities ที่มีตัวตนอยู่จริง ๆ และเป็นที่รู้จักกันของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชั้นกลางในกทม.หรือตามหัวเมืองใหญ่ ๆ
ผมไม่แน่ใจว่า มุขชุดนี้จะถือเป็นลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นของหนังเรื่องบ้านผีเปิบได้หรือไม่? เพราะผมไม่ได้ดูหนังแนวผีตลก/บ้านผีปอบ ตลอดจนตลกคาเฟ่ มามากพอที่จะรู้ได้ว่าหนังทั้งหลายตลอดจนการแสดงของตลกคาเฟ่เหล่านั้น เคยเล่น/ยั่วล้อผ่านมุขในลักษณะนี้มาก่อนหรือไม่?

ขอเฉลยมุขชุดนี้เลยก็แล้วกัน (ถ้าใครไม่คิดจะดูบ้านผีเปิบก็อ่านได้ แต่ถ้าคิดจะไปดู ก็ควรข้ามไปก่อนนะคร้าบ)

มุขแรก ก็เป็นมุขที่ถูกนำไปโชว์แล้วในหนังตัวอย่าง คือ ฉากที่ อบต.(จาตุรงค์) แกล้ง/เหยียดหยามจ่าตำรวจ (ค่อม ชวนชื่น) แล้วค่อมก็บอกว่า อบต.มาแกล้งตำรวจได้ไง ตัวเองจะไปฟ้องท่านเสรี อบต.เลยถามกลับไปว่า เสรีไหน? จ่าตอบว่า เสรี วงศ์มณฑา อบต.เลยพูดตบท้ายว่า นึกว่า (เสรี)พิสุทธิ์

มุขที่สอง ย้อนไปตอนผีเปิบเริ่มออกอาละวาดในหมู่บ้าน อบต., จ่าตำรวจ, และผู้ช่วยอบต. (ถั่วแระ) ก็ปรึกษาหารือกันว่า จะหาใครมาปราบผีเปิบดี ซึ่งจ่าตำรวจและผู้ช่วยอบต.ก็เสนอชื่อผู้คน (พระ) สลับกันไปมา ตั้งแต่ หลวงพี่ราชันย์กับหลวงพี่ตุ้ยนุ้ย (คู่หูพระนักเทศน์), พระมหาสมปอง (พระนักเทศน์ดาวรุ่งอีกเช่นกัน), พระพยอม, ก่อนจะปิดท้ายด้วย ว.วชิรเมธี (อันสุดท้ายนี้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมฮามากกกกก... และคิดว่า หลวงพี่คงพูด ๆ ๆ จนผีเปิบมันหลับไปเลย) ซึ่งอบต.ก็ตอบกลับข้อเสนอเหล่านี้ไปว่า จะให้คนพวกนี้มากินผีเปิบเหรอ?

มุขที่สาม เป็นฉากที่ผีเปิบ (จอย ชวนชื่น) บุกไปหา/หลอกเซียนพระ (โก๊ะตี๋) เนื่องจากโก๊ะตี๋ปลุกพระเก่ง แต่ปรากฏว่าพระที่โก๊ะตี๋ห้อยอยู่เป็นของปลอมทั้งนั้น โก๊ะตี๋เลยปลุกพระมาสู้กับผีเปิบไม่ได้ แต่ก่อนจะวิ่งหนีผี โก๊ะตี๋ก็เอาหนังสือพระเครื่องให้ผีเปิบดู แล้วบอกว่า พระขุนแผนบนปกหนังสือเนี่ยของแท้ แต่เป็นของ "ป๋อง สุพรรณ" (แฟนพันธุ์แท้พระเครื่องที่คุยเก่ง ๆ หน่อย) เพราะฉะนั้น ถ้าผีเปิบอยากเจอเซียนพระที่มีพระแท้ ๆ (ซึ่งสามารถปลุกได้) ก็ให้ไปหา/หลอก ป๋อง สุพรรณ แล้วโก๊ะตี๋ก็วิ่งหนีไป ฉากนี้จบลงด้วย ความงงของผีเปิบที่สงสัยต่อไปว่า แล้วกูจะไปหาป๋อง สุพรรณได้ที่ไหนวะ (ก็ที่สุพรรณไง 555 ว่าแต่ผีเปิบสามารถเดินทางไปถึงสุพรรณได้ไหม?)


โดยความเห็นส่วนตัว ผมรู้สึกฮากับมุขพวกนี้มาก ๆ และรู้สึกว่ามันมีนัยยะสำคัญซ่อนอยู่ โดยนัยยะดังกล่าวอาจถือเป็นประเด็นหลักประเด็นหนึ่งของหนังเรื่องบ้านผีเปิบเลยด้วยซ้ำ
กล่าวคือ โดยสรุปแล้ว มุขเหล่านี้มันพยายามแสดงให้เห็น/ยั่วล้อว่า คนดัง/คนดี/คนมีชื่อเสียงในหมู่คนชั้นกลางกทม.ทั้งหลาย (ตั้งแต่นายตำรวจมือปราบผู้มีภาพลักษณ์สะอาดซื่อสัตย์ (หรืออดีตผบ.ตร. ที่ถูกปลดไปเรียบร้อยแล้ว), พระนักเทศน์นักพูดนักเขียนที่นำเสนอหลักธรรมะง่าย ๆ ที่อิงอยู่กับการตีความพุทธศาสนาตามศูนย์กลางอำนาจรัฐ/โลกทัศน์ของคนชั้นกลางมีการศึกษามากกว่าจะข้องแวะกับแนวคิดพุทธ/พราหมณ์/ผีของชาวบ้านชนบทส่วนใหญ่, และเซียนพระต่างจังหวัดที่ถูกสร้างให้มีชื่อเสียงโดยรายการโทรทัศน์/สื่อที่ผลิตโดยคนชั้นกลาง) นั้นไม่มี "หน้าที่" หรือไม่มี "ประโยชน์" สักเท่าไหร่ ต่อการดำเนินชีวิต/การแก้ไขปัญหาชีวิตของชาวบ้านในชนบท เช่น ต่อให้จ่าค่อมร้องหาท่านเสรีสักเท่าไหร่ ท่านเสรีก็คงไม่มาช่วยคุณหรอก, พระที่ popular ในหมู่คนชั้นกลาง ก็คงจะไม่มาปราบผีให้ชาวบ้านหรอก มิหนำซ้ำจะมาบอกว่าผีเป็นเรื่องงมงายเสียด้วย, เช่นเดียวกันกับ แฟนพันธุ์แท้พระเครื่องที่คงไม่มานั่งปลุกพระอยู่ในกระท่อม ณ หมู่บ้านชนบท
แม้แต่ตัวละครกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งของหนัง คือ นักศึกษาจากกทม. ที่มาออกค่ายในหมู่บ้านชนบท (ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งในหนังตระกูลบ้านผีปอบ ซึ่งอาจสื่อถึงการปะทะสังสรรค์กันระหว่างเมืองกับชนบท?)  ก็ไม่มีความสามารถจะปราบผีเปิบได้ด้วยความเป็นนักศึกษากทม.ผู้มีเครื่องมือไฮเทคเช่น กล้องวีดีโอ (มิหนำซ้ำ พวกเขายังวิ่งหนีผีเปิบกันจ้าละหวั่นเหมือนชาวบ้านทั่วไป แถมนักศึกษาที่เมาก็ยังไปยืนฉี่ที่ต้นไม้ใหญ่ จนถูกนางไม้ประจำถิ่นตามหลอกซ้ำเข้าให้อีก) แต่หนึ่งในนักศึกษาเหล่านั้นกลับสามารถปราบผีเปิบได้ด้วยเครื่องรางของขลังที่พกพาติดตัว ซึ่งเขาได้รับมาจากพระธุดงค์รูปหนึ่ง
เมื่อดูหนังจบใหม่ ๆ ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้จบลงอย่างธรรมดาและค่อนข้างตามสูตรอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน คือ สุดท้ายแล้วผีเปิบก็ถูกปราบ ฝ่ายครอบครัวของอบต.และพรรคพวก เมื่อหมดสิ้นจากภารกิจปราบผีแล้ว ก็ต้องมาดำเนินภารกิจทางด้านการเมืองระดับท้องถิ่นต่อไป เมื่อเมียหลวงของอบต.คิดจะสมัครนายกอบต.ในสมัยหน้า ตัวเองจึงต้องหวังพึ่งเครือข่ายคะแนนเสียงจากคนทรงประจำหมู่บ้าน (อาภาพร นครสวรรค์) ที่เป็นเมียน้อยของอบต. ทั้งเมียหลวงและเมียน้อยของอบต.จึงต้องมาพบปะคืนดีกัน แม้เมียหลวงจะไม่เต็มใจนักแต่ก็ต้องฝืนใจทำยิ้มเอาไว้ ท่ามกลางเสียงกระตุ้นของคนรอบข้าง (ตั้งแต่อบต., ผู้ช่วยอบต., จ่าตำรวจ, และสัปเหร่อ) ว่าให้คิดถึง "ผลประโยชน์" (ทางการเมือง) เข้าไว้
ส่วนทางด้านนักศึกษาจากกทม.ก็ถึงคราต้องกลับคืนสู่เมืองหลวง อย่างไรก็ตาม หนังกลับทิ้งท้ายด้วยการแสดงให้เห็นว่า นักศึกษาสาวที่เป็นแฟน (หรือคนใกล้ตัวมากที่สุด) ของนักศึกษาหนุ่มที่ปราบผีเปิบได้สำเร็จด้วยเครื่องรางที่พกติดกาย ได้กลายเป็นทายาทรุ่นต่อไปของผีเปิบเสียเอง
แต่เมื่อมาคิดถึงตอนจบของบ้านผีเปิบใหม่อีกครั้งหนึ่ง ผมกลับพบว่า มันมีอะไรสนุก ๆ ให้เราสามารถจินตนาการต่อไปได้
กล่าวคือ พ้นจากเรื่องผีเปิบแล้ว ชีวิตในด้านอื่น ๆ ของคนในหมู่บ้านก็ยังต้องดำเนินไป โดยพวกเขาสามารถประสานประโยชน์และคลี่คลายความขัดแย้งได้ด้วยกลไกทางสังคมบางอย่างทั้งที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมแบบชาวบ้าน (ซึ่งอาจเข้าใจไม่ได้ด้วยโลกทัศน์แบบคนชั้นกลาง หรือ โลกทัศน์แบบคนชั้นกลางก็อาจไม่มีประโยชน์ต่อชีวิตบางด้านของคนในหมู่บ้านเช่นกัน) และในวัฒนธรรมขององค์กรการเมืองท้องถิ่นแบบใหม่อย่างอบต. (คือ ชาวบ้านใน "ชนบท" ก็เล่น "การเมือง" ผ่านองค์กรอย่างอบต.เป็น) ส่วนทางด้านนักศึกษาเมืองกรุง นอกจากพวกเขาจะไม่สามารถปราบผีเปิบได้ด้วยความเป็นคนชั้นกลางกทม.ของตนเองแล้ว พวกเขายังต้องกลับกทม.ไปพร้อมกับวิญญาณผีเปิบจากหมู่บ้านในชนบท ซึ่งถือเป็นปัญหาใหม่ ๆ ที่พวกเขาไม่มีความคุ้นเคย/ไม่มีทักษะ (ตลอดจนสติปัญญา) ในการแก้ปัญหา อีกด้วย

 

หมายเหตุ

นำมาจากแสดงความเห็นของผมเองที่ http://www.bioscopemagazine.com/smf/index.php?topic=71.990 ครับ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ยังไม่ได้ดูเลยครับ เรื่องนี้ สงสัยจะพลาดอน่ๆเลยbig smile
#1  by  filmsick At 2008-04-10 12:59, 
นี่ก็ว่าจะดูหนังการ์ตูนเรื่อง "นาค" ต่อกันไปเลยครับ คิดว่าหนังคงมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถนำมาพูดคุย/ขยายประเด็น/จินตนาการต่อได้
big smile
#2  by  คนมองหนัง At 2008-04-11 00:32, 

<< Home


คนมองหนัง
View full profile