2008/Oct/14

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว มีโอกาสได้ไปเที่ยวชมนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย รอยยิ้มสยาม: ศิลปะ+ศรัทธา+การเมือง+ความรัก ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน (นิทรรศการนี้จะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551)

โดยในงานนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยดังกล่าว ก็มีผลงานวิดีโอถูกนำเข้ามาร่วมจัดแสดงด้วยเป็นจำนวนมากพอสมควร ตามความเห็น ประสบการณ์ และรสนิยมส่วนตัวของผม ในนิทรรศการครั้งนี้มีผลงานวิดีโอที่น่าสนใจอยู่ทั้งสิ้น 3 ชิ้น ได้แก่ 

The Boxer (ผลงานของ Mette Tronvoll)

ผลงานชิ้นนี้พาเราไปพบกับชีวิตการฝึกซ้อมของนักมวยไทยตั้งแต่วัยหนุ่มฉกรรจ์เรื่อยมาจนถึงวัยเด็กราว 6-7 ขวบ ที่ค่ายมวยแห่งหนึ่ง

ในช่วงแรก งานวิดีโอชิ้นนี้จับภาพบรรดานักมวยที่กำลังทำการฝึกซ้อมกันอยู่ไปเรื่อย ๆ แต่เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลัง ผู้ถ่ายวิดีโอก็เรียกนักมวยไทยรุ่นเยาว์คนหนึ่งมาเข้ากล้อง

ผู้ถ่ายวิดีโอออกคำสั่งเป็นภาษาอังกฤษผ่านล่ามคนไทย ให้นักมวยรุ่นเยาว์คนนั้นปฏิบัติตามเป็นระยะ ๆ เริ่มจากให้ยืนตรงและให้จับจ้องสายตามาที่กล้องอยู่ตลอดเวลา พอเวลาผ่านไปสักพัก ก็ให้ตั้งการ์ดโชว์แต่สายตายังต้องมองจ้องมาที่กล้องอยู่ จากนั้น ก็ให้ยืนเฉย ๆ อย่างผ่อนคลาย ทว่าสายตายังต้องจ้องมองมาที่กล้องเช่นเดิม

ท่ามกลางการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวอย่างเท่าที่เด็ก 6-7 ขวบคนหนึ่งจะทำได้ เราจะพบเห็นถึงแววตาเบื้องหน้ากล้องที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าสนใจของนักมวยไทยรุ่นเยาว์ จากแววตางุนงงสงสัยในตอนต้นซึ่งค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นแววตาเศร้าสร้อยอึดอัดและคล้ายจะเริ่มมีน้ำตาคลอ ๆ ตอนท้ายเรื่องในท้ายที่สุด

ผมรู้สึกว่าผลงานที่มีความยาวประมาณ 10 นาทีชิ้นนี้มีความสนใจ ก็เนื่องจากมันเป็นงานวิดีโอที่ถ่ายทำอย่างง่าย ๆ โดยไม่ใช้เทคนิคพิเศษทางด้านภาพและเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น จนอาจกล่าวได้ว่า ใครที่มีกล้องวิดีโอ/กล้องถ่ายรูปนิ่งดิจิตอลที่ใช้ถ่ายวิดีโอได้/โทรศัพท์มือถือที่ใช้ถ่ายวิดีโอได้ ก็สามารถผลิตงานที่มีคุณภาพทางด้านโปรดักชั่นในระดับนี้ออกมาได้ทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่งานชิ้นนี้มีมากกว่างานโฮม วิดีโอ หรืองานวิดีโอถ่ายเล่นทั่ว ๆ ไป ก็คือ การที่ผู้สร้างผลงานสามารถเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของ subject ในวิดีโอหรือตัวนักมวยเด็กได้อย่างน่าทึ่ง จนกระทั่งผู้ดูผลงานอาจจะสามารถมีอารมณ์ร่วมกับนักมวยเด็กคนดังกล่าวไปได้ง่าย ๆ เหมือนกัน

แต่สิ่งที่น่าคิดต่อก็คือ วิธีการอันนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่น่าสนใจของ The Boxer ย่อมต้องสร้างความบีบคั้นทางอารมณ์ให้แก่ตัว subject ในงานวิดีโอชิ้นนี้เป็นอย่างมาก จนสถานะของเขาคล้ายจะถูกกดทับให้กลายเป็นวัตถุ (object) ที่กำลังถูกจ้องมองอยู่มากกว่าเป็น subject ที่มีชีวิต แม้ว่าวัตถุดังกล่าวจะแลดูมีชีวิตจิตในอยู่ในจอโทรทัศน์ก็ตามที ดังนั้น อารมณ์เศร้าซึ้งอิ่มเอมขณะชมวิดีโอชิ้นนี้ของผู้ชมบางคน (รวมทั้งตัวผมเอง) ซึ่งมีเวลาว่าง, ทุนทางเศรษฐกิจ, และทุนทางวัฒนธรรมมากเพียงพอที่จะมาเดินชมและตีความงานศิลปะต่าง ๆ ณ หอศิลป์แห่งใหม่ใจกลางเมืองได้ จึงดำเนินไปพร้อมกับอารมณ์เศร้าสร้อยอึดอัดของนักมวยไทยรุ่นเยาว์ ที่ไม่มีทางเลือกในชีวิตมากมายนัก จนต้องเลือกเดินทางเข้ามาเคี่ยวกรำร่างกายและจิตใจของตนเอง ณ ค่ายมวยในที่สุด (แต่ก็ยังไม่วายต้องถูกตามรังควานจากเลนส์กล้องและสายตาของบรรดากระฎุมพีอยู่ดี) 

Graceland (ผลงานของ Paolo Canevari)

นี่เป็นผลงานวิดีโอสั้น ๆ ที่นำเสนอประเด็นว่าด้วยการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างวัฒนธรรมอเมริกันและวัฒนธรรมไทยในช่วงทศวรรษ 1960 ผ่านบทเพลงของเอลวิส เพรสลี่ย์

ผู้สร้างผลงานสื่อสารประเด็นออกมาอย่างง่าย ๆ ด้วยการถ่ายภาพเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างแน่นิ่งของ เอลวิสเมืองไทย คนหนึ่ง ที่กำลังร้องเพลงของเอลวิสตัวจริงอยู่ หลังจากเอลวิสเมืองไทยร้องเพลงจบแล้ว ผลงานวิดีโอชิ้นนี้ก็เดินทางไปถึงจุดสิ้นสุดของตัวมันเองเช่นกัน

เช่นกันกับที่ผมรู้สึกชื่นชมต่อ The Boxer ผมรู้สึกว่า Graceland ก็มีจุดเด่นอยู่ตรงความเรียบง่ายในการถ่ายทำและการนำเสนอของมัน อย่างไรก็ตาม การมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างวัฒนธรรมอเมริกันและวัฒนธรรมไทย (ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ ฯลฯ) คงจะไม่เรียบง่ายเฉกเช่นดังวิดีโอชิ้นนี้ เราคงต้องตั้งคำถามอีกมากมายต่อการมีปฏิสัมพันธ์ดังกล่าว เช่น ท้ายที่สุดแล้ววัฒนธรรมอเมริกัน/วัฒนธรรมฮอลลีวู้ด/วัฒนธรรมเอ็มทีวี สามารถครอบงำวัฒนธรรมไทยได้อย่างเด็ดขาดตามแนวคิดจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรม หรือว่าวัฒนธรรมไทยสามารถปรับประสานต่อรองกับวัฒนธรรมอเมริกัน/คนไทยสามารถเลือกรับเอาวัฒนธรรมอเมริกันบางอย่างมาปรับใช้ในสังคมไทยได้

เพราะความเรียบง่ายสั้นกระชับอย่างพอเพียงที่ปรากฏในผลงานชิ้นนี้ คงจะไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ที่บรรดาร็อคเกอร์ตลอดจนกีต้าร์ฮีโร่รุ่นแรก ๆ ของเมืองไทยซึ่งเติบโตและบ่มเพาะประสบการณ์การร้อง/เล่นดนตรีมาจากค่ายทหารอเมริกันในช่วงสงครามเวียดนาม ต่างพร้อมใจกันก้าวขึ้นเวทีคอนเสิร์ตด้วยฐานะ ร็อคเกอร์เสื้อเหลือง ในวัยชรา ได้แต่อย่างใด 

City of Angels (ผลงานของ Marina Abramovic)

วิดีโอชิ้นนี้ถือเป็นผลงานที่สามารถสร้างบทสนทนาโต้ตอบกับหนังสั้นเรื่อง นรสิงหาวตาร (หนึ่งในหนังสั้นของโครงการ แด่พระผู้ทรงธรรม) ของวิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง ซึ่งถูกนำออกแสดงในนิทรรศการครั้งนี้เช่นกัน ได้อย่างน่าสนใจ

ช่วงครึ่งแรกของ City of Angels นำเสนอภาพสามัญชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีตั้งแต่เด็ก ชายหนุ่ม หญิงสาว และคนชรา ที่แต่งตัวเป็นคนไทยสมัยโบราณ กำลังนอนหลับใหลอยู่บนพื้นสนามหญ้าที่ถูกโอบล้อมรอบไปด้วยซากอิฐปูนอันปรักหักพังของวัดและวังโบราณเก่าแก่ ขณะเดียวกัน ภาพผู้คนซึ่งกำลังหลับใหลดังกล่าวก็ดำเนินเคียงคู่ไปกับเสียงบรรยายที่เล่าเรื่องราวหลากหลายตอนของวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ อย่างไม่ปะติดปะต่อกันสักเท่าใดนัก

แล้วช่วงครึ่งหลังของงานวิดีโอชิ้นนี้ก็เริ่มขึ้น เมื่อผู้คนที่หลับใหลในช่วงครึ่งแรกได้ตื่นขึ้นไปดำเนินชีวิตของตนเอง อย่างไรก็ตาม พวกเขาและเธอกลับไม่ได้ดำเนินชีวิตไปตามปกติแต่อย่างใด เพราะงานภาพเคลื่อนไหวชิ้นนี้ได้แสดงให้เราเห็นถึงอากัปกิริยาอันหยุดนิ่งชะงักงันราวกับไร้ซึ่งชีวิตจิตใจของแต่ละคน แม้ว่าสามัญชนเหล่านี้จะไม่ได้นอนหลับใหลแล้วก็ตาม ทั้งนี้ภาวะนิ่งงันดังกล่าวก็ดำเนินคู่เคียงไปกับเสียงขับร้องเพลงไทยเดิมหลายต่อหลายเพลง กระทั่งจุดสิ้นสุดของผลงานเดินทางมาถึง

ในขณะที่นรสิงหาวตารได้ตอกย้ำให้ผู้ชมตระหนักถึงคติว่าด้วยการอวตารของพระนารายณ์ที่ยังคงฝังตรึงอยู่ในส่วนลึกของความคิดความเชื่อว่าด้วยอำนาจทางการเมืองในสังคมไทย ท่าทีที่ Abramovic เสนอออกมา กลับดูเหมือนจะตั้งคำถามว่า หรือแท้จริงแล้ววรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ (ที่เป็นหนึ่งในเรื่องราวว่าด้วยการอวตารของพระนารายณ์) ก็อาจเป็นสิ่งที่กล่อมเกลาผู้คนธรรมดาสามัญให้หลับใหลมาตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกันกับ เสียงเพลงไทยเดิมที่ขับกล่อมผู้คนเหล่านั้นให้ตกอยู่ในภวังค์บางอย่าง แม้พวกเขาและเธอจะตื่นขึ้นมาจากความหลับใหลแล้วก็ตาม

ท่ามกลางความหลับใหลและการตกอยู่ในภวังค์ดังกล่าวของสามัญชนใน City of Angels กรุงเทพฯ อาจจะเป็นมหานครอันยิ่งใหญ่ และสามัญชนกลุ่มนี้อาจยอมรับถึงอำนาจทางการเมืองของ ความเป็นไทยดั้งเดิม/กระแสหลัก ที่แฝงเร้นมากับผลงานวัฒนธรรมทั้งที่เป็นวรรณคดีและคีตศิลป์ (อันนำไปสู่การสูญสิ้นความมีชีวิตชีวาของตนเอง) แต่ในความเป็นจริงแล้ว กรุงเทพฯ ที่โอบล้อมพวกเขาและเธออยู่กลับเป็นซากปรักหักพังของวัดและวังโบราณ มิหนำซ้ำ แง่มุมบางด้านในการดำเนินชีวิตของสามัญชนบางคนก็ไม่ได้เต็มไปด้วยความสวยงามตระการตาแต่อย่างใด เช่น หญิงสาวสวมสไบคนหนึ่งที่มีงูเขียวเรื้อยรัดพันผูกอยู่ตรงแขนของเธอตลอดเวลา ทั้งในเวลานอนหลับใหลและเวลายืนนิ่งอยู่ในภวังค์ เป็นต้น

นอกจากนี้ หากพิจารณาในแง่ของการผลิต/ถ่ายทำ ผลงานวิดีโอชิ้นนี้ก็มีความน่าสนใจอยู่มิใช่น้อย เนื่องจากมันเป็นงานที่ถูกถ่ายทำขึ้นอย่างเรียบง่าย (เช่นเดียวกันกับงานวิดีโอสองชิ้นแรกที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว) คล้ายการถ่ายวิดีโอภาพโบราณสถานต่าง ๆ ของนักท่องเที่ยวทั่วไป (ถ้าเราไม่คำนึงถึงประเด็นเรื่องการจัดหาและกำกับนักแสดง) ส่วนเสียงบรรยายและเสียงร้องเพลงไทยเดิมที่ดำเนินเคียงคู่ไปกับงานทางด้านภาพนั้นก็ไม่ได้มีความสมบูรณ์แบบหรือมีความพิเศษอะไรมากมาย นอกจากนั้น เสียงบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับรามเกียรติ์ยังดำเนินไปอย่างติดขัดขาดตอนในบางช่วงเวลาด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตาม เมื่องานทางด้านภาพที่เรียบง่ายถูกนำมาผนวกรวมกับงานทางด้านเสียงที่ธรรมดาแล้ว ผลงานวิดีโอชิ้นนี้กลับมีพลังและสามารถก่อให้คำถามอันน่าสนใจได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งคงเป็นผลมาจากสารที่แข็งแกร่งมาก ๆ ของมันนั่นเอง

เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์และรสนิยมส่วนตัวแล้ว ถ้าหากผมเป็นคนในแวดวงศิลปะที่ต้องการจะผลิตงานทางด้านวิดีโอออกมา City of Angels ก็คงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่ตนเอง เพราะความเรียบง่ายในการถ่ายทำของมันย่อมทำให้ผมมีความมั่นใจได้ว่า ตนเองจะสามารถสร้างงานที่มีคุณภาพทางด้านการผลิตซึ่งใกล้เคียงกับผลงานวิดีโอชิ้นนี้ออกมาได้ นอกจากนั้นผมยังมีอารมณ์ร่วมและชื่นชอบกับบางองค์ประกอบของงานชิ้นนี้อยู่มากพอสมควร เช่น เสียงร้องเพลงไทยเดิมในช่วงครึ่งหลัง (ที่ทำเอาผมเองถึงกับเคลิบเคลิ้มและตกอยู่ในภวังค์ไปเหมือนกัน) แต่ขณะเดียวกัน มันก็คงเป็นเรื่องท้าทายมิใช่น้อย ว่าผมจะสามารถสร้างงานที่มีพลังทางด้านเนื้อหาเช่นนี้ออกมาได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม มีบางองค์ประกอบของผลงานชิ้นนี้ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า หากตนเองจะพยายามสร้างสรรค์งานวิดีโอศิลปะขึ้นมาจริง ๆ ก็คงไม่สามารถเดินทางไปถึงยังจุดนั้นได้ องค์ประกอบที่ว่าก็คือฉากหญิงสาวกับงูเขียว ที่ในแง่หนึ่งก็มีพลังในการดึงดูดใจของผู้ชมเยี่ยงผมเป็นอย่างมาก แต่ในอีกแง่หนึ่ง ผมก็รู้สึกหวั่นกลัวกับฉากดังกล่าวมากเช่นกัน และคงไม่มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะถ่ายทำฉากแบบนั้นออกมาด้วยตัวเองเป็นอันขาด เนื่องจากผมเป็นคนกลัวงูเอามาก ๆ นั่นเอง 555

 

edit @ 14 Oct 2008 07:16:54 by คนมองหนัง

edit @ 14 Oct 2008 07:28:00 by คนมองหนัง

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
big smile อยากดูๆๆๆ
#1  by  filmsick At 2008-10-14 11:53, 
กรี๊ดดด ชอบการวิเคราะห์ CITY OF ANGELS (1983, Marina Abramovic + Ulay, A+) ของคุณคนมองหนังมากๆค่ะ ดิฉันยังไม่ได้ไปดูนิทรรศการนี้เลย แต่เคยดู CITY OF ANGELS มาแล้วตอนที่มันมาฉายที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2007 ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันไม่สามารถตีความอะไรในหนังได้เลย แต่ดูแล้วก็ชอบมากๆ พอได้มาอ่านสิ่งที่คุณคนมองหนังเขียนถึงหนังเรื่องนี้ ก็เลยคิดว่าจะต้องไปดูนิทรรศการนี้และดูหนังเรื่องนี้อีกรอบ
#2  by  MdS (58.136.25.236) At 2008-10-14 22:50, 
กรี๊ดดด ด้วย
เพราะกำลังสนใจ "นักมวยเด็ก" อยู่ค่า
#3  by  anna penguin At 2008-10-17 16:57, 

ได้ไปดู CITY OF ANGELS (1983, Marina Abramovic, A+) มาอีกรอบแล้ว ตอนแรกที่ไปถึงห้องที่ฉายหนังของ Abramovic ก็งงๆอยู่เหมือนกัน เพราะป้ายหน้าห้องนั้นบอกว่าฉายหนังเรื่อง SEA PUNISHING กับ CITY OF ANGELS แต่เราดูในห้องนั้นแล้ว ก็เห็นมีแต่จอภาพยนตร์สองจอที่ฉาย SEA PUNISHING แล้วก็มีทีวีตั้งอยู่ในห้องนั้นเครื่องนึง แต่ไม่ได้ฉายหนังอะไรเลย เราก็เลยเดินไปบอกยามให้เขามาเปิดดีวีดีเรื่อง CITY OF ANGELS ให้เราดู เดาว่าดีวีดีเครื่องที่ฉายหนังเรื่องนี้คงมีปัญหาอะไรสักอย่าง มันเลยไม่ RE-START โดยอัตโนมัติ ต้องมาเปิด START เองในแต่ละรอบถึงจะดูได้

การได้ดูหนังเรื่องนี้รอบสองทำให้ได้สังเกตเห็น “เต่าตัวลายเดินย้ายโครงเครง” ในหนังเรื่องนี้ด้วย รู้สึกว่าเต่าตัวนี้คงเป็นสัญลักษณ์อะไรสักอย่าง แต่เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอะไร ถ้าจำไม่ผิด เต่าตัวนี้ปรากฏตัว 3 ครั้ง ซึ่งได้แก่

1.หลังจากกล้องถ่ายกลุ่มคนที่นอนนิ่งไม่ไหวติงจนครบหมดทุกคนแล้ว กล้องก็ถ่ายให้เราเห็นเต่าตัวนึง แต่เต่าตัวนี้กลับเป็นสัตว์ตัวแรกที่ลุกขึ้นเดิน ในขณะที่คนยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่เหมือนเดิม

2.ในฉากที่มีชายชรานอนท่าคล้ายๆสีหไสยาสน์และมีหญิงชรานั่งอยู่ข้างๆนั้น เราจะเห็นเต่าตัวนี้เดินเข้าฉากมา ผ่านคนชราสองคน และก็เดินออกจากฉากไป โดยที่คนสองคนนี้หยุดนิ่งไม่ไหวติงตลอดเวลา แต่เต่ากลับก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา

3.ในฉากสุดท้ายที่มองจากมุมบนและจากระยะไกลนั้น เราจะเห็นคนทั้งหมดนอนแผ่หราไม่ไหวติงอยู่บนพื้นหญ้า แต่เราจะเห็นเต่าลุกขึ้นเดินเหินไปมา เต่าเดินผละออกจากกลุ่มคนนอนเหล่านั้น และเดินออกจากฉากไปในที่สุด

ถึงแม้หนังเรื่องนี้จะสร้างขึ้นในปี 1983 และเราไม่รู้ว่า Marina Abramovic มีจุดประสงค์อะไรในการสร้างหนังเรื่องนี้ แต่เรากลับรู้สึกว่าเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2006 และความพยายามของคนบางกลุ่มในปัจจุบันนี้ในการทำลายระบอบประชาธิปไตย มันทำให้เรารู้สึกว่าประเทศไทยพัฒนาช้ากว่าเต่า เหมือนในหนังเรื่อง CITY OF ANGELS ไม่มีผิด ฮ่าๆๆๆ

อีกฉากนึงที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ คือฉากที่ชายชราคนนึงใช้มือข้างนึงถือดาบอยู่เหนือหัว และใช้มืออีกข้างนึงชูกระจกสะท้อนแสงเอาไว้เหนือหัว ชายชราที่ดูเหมือนจะรับบทบาทเป็นทหารผู้พยายามจะปกปักษ์รักษาผืนแผ่นดินคนนี้พยายามทำให้ร่างกายตัวเองหยุดนิ่งไม่ไหวติงเหมือนกับตัวละครตัวอื่นๆในฉากก่อนหน้านี้ แต่ปรากฏว่าแขนของชายชราข้างที่ถือกระจกเอาไว้กลับค่อยๆลดระดับลงมาเรื่อยๆ เพราะชายชราไม่สามารถเกร็งแขนไว้ได้นาน เขารู้สึกเมื่อยล้าเหลือเกินกับการต้องถูก “ตรึงบทบาทให้เป็นผู้พิทักษ์รักษาดินแดน” ตลอดเวลาแบบนี้ ดูแล้วก็รู้สึกว่าฉากนี้นอกจากจะแฝงความหมายที่น่าสนใจเอาไว้แล้ว ฉากนี้ยังดูเหมือนจะเล่นกับความแตกต่างระหว่าง “ภาพนิ่ง” และ “ภาพเคลื่อนไหว” ได้ดีด้วย เพราะหนังเรื่องนี้เป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีลักษณะคล้ายภาพนิ่งในหลายๆฉาก แต่หนังก็แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่หยุดนิ่งในหนังเรื่องนี้ ไม่ได้หยุดนิ่งไปพร้อมกับเวลา เวลายังคงเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ แต่ตัวละครเหล่านี้เองที่พยายามจะหยุดนิ่งและฝืนเกร็งตัวเองเอาไว้

สรุปว่าได้ดู video ไปประมาณ 18 เรื่องในนิทรรศการนี้ ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 3 ชั่วโมง รู้สึกมีความสุขมากๆ วันหลังว่างๆจะมาดูงานศิลปะอื่นๆในนิทรรศการนี้อีก
#4  by  MdS (58.136.25.255) At 2008-10-20 20:27, 

<< Home


คนมองหนัง
View full profile