เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว มีโอกาสได้ไปเที่ยวชมนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “รอยยิ้มสยาม: ศิลปะ+ศรัทธา+การเมือง+ความรัก” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน (นิทรรศการนี้จะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551)
โดยในงานนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยดังกล่าว ก็มีผลงานวิดีโอถูกนำเข้ามาร่วมจัดแสดงด้วยเป็นจำนวนมากพอสมควร ตามความเห็น ประสบการณ์ และรสนิยมส่วนตัวของผม ในนิทรรศการครั้งนี้มีผลงานวิดีโอที่น่าสนใจอยู่ทั้งสิ้น 3 ชิ้น ได้แก่
The Boxer (ผลงานของ Mette Tronvoll)
ผลงานชิ้นนี้พาเราไปพบกับชีวิตการฝึกซ้อมของนักมวยไทยตั้งแต่วัยหนุ่มฉกรรจ์เรื่อยมาจนถึงวัยเด็กราว 6-7 ขวบ ที่ค่ายมวยแห่งหนึ่ง
ในช่วงแรก งานวิดีโอชิ้นนี้จับภาพบรรดานักมวยที่กำลังทำการฝึกซ้อมกันอยู่ไปเรื่อย ๆ แต่เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลัง ผู้ถ่ายวิดีโอก็เรียกนักมวยไทยรุ่นเยาว์คนหนึ่งมาเข้ากล้อง
ผู้ถ่ายวิดีโอออกคำสั่งเป็นภาษาอังกฤษผ่านล่ามคนไทย ให้นักมวยรุ่นเยาว์คนนั้นปฏิบัติตามเป็นระยะ ๆ เริ่มจากให้ยืนตรงและให้จับจ้องสายตามาที่กล้องอยู่ตลอดเวลา พอเวลาผ่านไปสักพัก ก็ให้ตั้งการ์ดโชว์แต่สายตายังต้องมองจ้องมาที่กล้องอยู่ จากนั้น ก็ให้ยืนเฉย ๆ อย่างผ่อนคลาย ทว่าสายตายังต้องจ้องมองมาที่กล้องเช่นเดิม
ท่ามกลางการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวอย่างเท่าที่เด็ก 6-7 ขวบคนหนึ่งจะทำได้ เราจะพบเห็นถึงแววตาเบื้องหน้ากล้องที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าสนใจของนักมวยไทยรุ่นเยาว์ จากแววตางุนงงสงสัยในตอนต้นซึ่งค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นแววตาเศร้าสร้อยอึดอัดและคล้ายจะเริ่มมีน้ำตาคลอ ๆ ตอนท้ายเรื่องในท้ายที่สุด
ผมรู้สึกว่าผลงานที่มีความยาวประมาณ 10 นาทีชิ้นนี้มีความสนใจ ก็เนื่องจากมันเป็นงานวิดีโอที่ถ่ายทำอย่างง่าย ๆ โดยไม่ใช้เทคนิคพิเศษทางด้านภาพและเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น จนอาจกล่าวได้ว่า ใครที่มีกล้องวิดีโอ/กล้องถ่ายรูปนิ่งดิจิตอลที่ใช้ถ่ายวิดีโอได้/โทรศัพท์มือถือที่ใช้ถ่ายวิดีโอได้ ก็สามารถผลิตงานที่มีคุณภาพทางด้านโปรดักชั่นในระดับนี้ออกมาได้ทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่งานชิ้นนี้มีมากกว่างานโฮม วิดีโอ หรืองานวิดีโอถ่ายเล่นทั่ว ๆ ไป ก็คือ การที่ผู้สร้างผลงานสามารถเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของ subject ในวิดีโอหรือตัวนักมวยเด็กได้อย่างน่าทึ่ง จนกระทั่งผู้ดูผลงานอาจจะสามารถมีอารมณ์ร่วมกับนักมวยเด็กคนดังกล่าวไปได้ง่าย ๆ เหมือนกัน
แต่สิ่งที่น่าคิดต่อก็คือ วิธีการอันนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่น่าสนใจของ The Boxer ย่อมต้องสร้างความบีบคั้นทางอารมณ์ให้แก่ตัว subject ในงานวิดีโอชิ้นนี้เป็นอย่างมาก จนสถานะของเขาคล้ายจะถูกกดทับให้กลายเป็นวัตถุ (object) ที่กำลังถูกจ้องมองอยู่มากกว่าเป็น subject ที่มีชีวิต แม้ว่าวัตถุดังกล่าวจะแลดูมีชีวิตจิตในอยู่ในจอโทรทัศน์ก็ตามที ดังนั้น อารมณ์เศร้าซึ้งอิ่มเอมขณะชมวิดีโอชิ้นนี้ของผู้ชมบางคน (รวมทั้งตัวผมเอง) ซึ่งมีเวลาว่าง, ทุนทางเศรษฐกิจ, และทุนทางวัฒนธรรมมากเพียงพอที่จะมาเดินชมและตีความงานศิลปะต่าง ๆ ณ หอศิลป์แห่งใหม่ใจกลางเมืองได้ จึงดำเนินไปพร้อมกับอารมณ์เศร้าสร้อยอึดอัดของนักมวยไทยรุ่นเยาว์ ที่ไม่มีทางเลือกในชีวิตมากมายนัก จนต้องเลือกเดินทางเข้ามาเคี่ยวกรำร่างกายและจิตใจของตนเอง ณ ค่ายมวยในที่สุด (แต่ก็ยังไม่วายต้องถูกตามรังควานจากเลนส์กล้องและสายตาของบรรดากระฎุมพีอยู่ดี)
Graceland (ผลงานของ Paolo Canevari)
นี่เป็นผลงานวิดีโอสั้น ๆ ที่นำเสนอประเด็นว่าด้วยการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างวัฒนธรรมอเมริกันและวัฒนธรรมไทยในช่วงทศวรรษ 1960 ผ่านบทเพลงของเอลวิส เพรสลี่ย์
ผู้สร้างผลงานสื่อสารประเด็นออกมาอย่างง่าย ๆ ด้วยการถ่ายภาพเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างแน่นิ่งของ “เอลวิสเมืองไทย” คนหนึ่ง ที่กำลังร้องเพลงของเอลวิสตัวจริงอยู่ หลังจากเอลวิสเมืองไทยร้องเพลงจบแล้ว ผลงานวิดีโอชิ้นนี้ก็เดินทางไปถึงจุดสิ้นสุดของตัวมันเองเช่นกัน
เช่นกันกับที่ผมรู้สึกชื่นชมต่อ The Boxer ผมรู้สึกว่า Graceland ก็มีจุดเด่นอยู่ตรงความเรียบง่ายในการถ่ายทำและการนำเสนอของมัน อย่างไรก็ตาม การมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างวัฒนธรรมอเมริกันและวัฒนธรรมไทย (ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ ฯลฯ) คงจะไม่เรียบง่ายเฉกเช่นดังวิดีโอชิ้นนี้ เราคงต้องตั้งคำถามอีกมากมายต่อการมีปฏิสัมพันธ์ดังกล่าว เช่น ท้ายที่สุดแล้ววัฒนธรรมอเมริกัน/วัฒนธรรมฮอลลีวู้ด/วัฒนธรรมเอ็มทีวี สามารถครอบงำวัฒนธรรมไทยได้อย่างเด็ดขาดตามแนวคิดจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรม หรือว่าวัฒนธรรมไทยสามารถปรับประสานต่อรองกับวัฒนธรรมอเมริกัน/คนไทยสามารถเลือกรับเอาวัฒนธรรมอเมริกันบางอย่างมาปรับใช้ในสังคมไทยได้
เพราะความเรียบง่ายสั้นกระชับอย่างพอเพียงที่ปรากฏในผลงานชิ้นนี้ คงจะไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ที่บรรดาร็อคเกอร์ตลอดจนกีต้าร์ฮีโร่รุ่นแรก ๆ ของเมืองไทยซึ่งเติบโตและบ่มเพาะประสบการณ์การร้อง/เล่นดนตรีมาจากค่ายทหารอเมริกันในช่วงสงครามเวียดนาม ต่างพร้อมใจกันก้าวขึ้นเวทีคอนเสิร์ตด้วยฐานะ “ร็อคเกอร์เสื้อเหลือง” ในวัยชรา ได้แต่อย่างใด
City of Angels (ผลงานของ Marina Abramovic)
วิดีโอชิ้นนี้ถือเป็นผลงานที่สามารถสร้างบทสนทนาโต้ตอบกับหนังสั้นเรื่อง “นรสิงหาวตาร” (หนึ่งในหนังสั้นของโครงการ “แด่พระผู้ทรงธรรม”) ของวิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง ซึ่งถูกนำออกแสดงในนิทรรศการครั้งนี้เช่นกัน ได้อย่างน่าสนใจ
ช่วงครึ่งแรกของ City of Angels นำเสนอภาพสามัญชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีตั้งแต่เด็ก ชายหนุ่ม หญิงสาว และคนชรา ที่แต่งตัวเป็นคนไทยสมัยโบราณ กำลังนอนหลับใหลอยู่บนพื้นสนามหญ้าที่ถูกโอบล้อมรอบไปด้วยซากอิฐปูนอันปรักหักพังของวัดและวังโบราณเก่าแก่ ขณะเดียวกัน ภาพผู้คนซึ่งกำลังหลับใหลดังกล่าวก็ดำเนินเคียงคู่ไปกับเสียงบรรยายที่เล่าเรื่องราวหลากหลายตอนของวรรณคดีเรื่อง “รามเกียรติ์” อย่างไม่ปะติดปะต่อกันสักเท่าใดนัก
แล้วช่วงครึ่งหลังของงานวิดีโอชิ้นนี้ก็เริ่มขึ้น เมื่อผู้คนที่หลับใหลในช่วงครึ่งแรกได้ตื่นขึ้นไปดำเนินชีวิตของตนเอง อย่างไรก็ตาม พวกเขาและเธอกลับไม่ได้ดำเนินชีวิตไปตามปกติแต่อย่างใด เพราะงานภาพเคลื่อนไหวชิ้นนี้ได้แสดงให้เราเห็นถึงอากัปกิริยาอันหยุดนิ่งชะงักงันราวกับไร้ซึ่งชีวิตจิตใจของแต่ละคน แม้ว่าสามัญชนเหล่านี้จะไม่ได้นอนหลับใหลแล้วก็ตาม ทั้งนี้ภาวะนิ่งงันดังกล่าวก็ดำเนินคู่เคียงไปกับเสียงขับร้องเพลงไทยเดิมหลายต่อหลายเพลง กระทั่งจุดสิ้นสุดของผลงานเดินทางมาถึง
ในขณะที่นรสิงหาวตารได้ตอกย้ำให้ผู้ชมตระหนักถึงคติว่าด้วยการอวตารของพระนารายณ์ที่ยังคงฝังตรึงอยู่ในส่วนลึกของความคิดความเชื่อว่าด้วยอำนาจทางการเมืองในสังคมไทย ท่าทีที่ Abramovic เสนอออกมา กลับดูเหมือนจะตั้งคำถามว่า หรือแท้จริงแล้ววรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ (ที่เป็นหนึ่งในเรื่องราวว่าด้วยการอวตารของพระนารายณ์) ก็อาจเป็นสิ่งที่กล่อมเกลาผู้คนธรรมดาสามัญให้หลับใหลมาตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกันกับ เสียงเพลงไทยเดิมที่ขับกล่อมผู้คนเหล่านั้นให้ตกอยู่ในภวังค์บางอย่าง แม้พวกเขาและเธอจะตื่นขึ้นมาจากความหลับใหลแล้วก็ตาม
ท่ามกลางความหลับใหลและการตกอยู่ในภวังค์ดังกล่าวของสามัญชนใน City of Angels กรุงเทพฯ อาจจะเป็นมหานครอันยิ่งใหญ่ และสามัญชนกลุ่มนี้อาจยอมรับถึงอำนาจทางการเมืองของ “ความเป็นไทยดั้งเดิม/กระแสหลัก” ที่แฝงเร้นมากับผลงานวัฒนธรรมทั้งที่เป็นวรรณคดีและคีตศิลป์ (อันนำไปสู่การสูญสิ้นความมีชีวิตชีวาของตนเอง) แต่ในความเป็นจริงแล้ว กรุงเทพฯ ที่โอบล้อมพวกเขาและเธออยู่กลับเป็นซากปรักหักพังของวัดและวังโบราณ มิหนำซ้ำ แง่มุมบางด้านในการดำเนินชีวิตของสามัญชนบางคนก็ไม่ได้เต็มไปด้วยความสวยงามตระการตาแต่อย่างใด เช่น หญิงสาวสวมสไบคนหนึ่งที่มีงูเขียวเรื้อยรัดพันผูกอยู่ตรงแขนของเธอตลอดเวลา ทั้งในเวลานอนหลับใหลและเวลายืนนิ่งอยู่ในภวังค์ เป็นต้น
นอกจากนี้ หากพิจารณาในแง่ของการผลิต/ถ่ายทำ ผลงานวิดีโอชิ้นนี้ก็มีความน่าสนใจอยู่มิใช่น้อย เนื่องจากมันเป็นงานที่ถูกถ่ายทำขึ้นอย่างเรียบง่าย (เช่นเดียวกันกับงานวิดีโอสองชิ้นแรกที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว) คล้ายการถ่ายวิดีโอภาพโบราณสถานต่าง ๆ ของนักท่องเที่ยวทั่วไป (ถ้าเราไม่คำนึงถึงประเด็นเรื่องการจัดหาและกำกับนักแสดง) ส่วนเสียงบรรยายและเสียงร้องเพลงไทยเดิมที่ดำเนินเคียงคู่ไปกับงานทางด้านภาพนั้นก็ไม่ได้มีความสมบูรณ์แบบหรือมีความพิเศษอะไรมากมาย นอกจากนั้น เสียงบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับรามเกียรติ์ยังดำเนินไปอย่างติดขัดขาดตอนในบางช่วงเวลาด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตาม เมื่องานทางด้านภาพที่เรียบง่ายถูกนำมาผนวกรวมกับงานทางด้านเสียงที่ธรรมดาแล้ว ผลงานวิดีโอชิ้นนี้กลับมีพลังและสามารถก่อให้คำถามอันน่าสนใจได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งคงเป็นผลมาจากสารที่แข็งแกร่งมาก ๆ ของมันนั่นเอง
เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์และรสนิยมส่วนตัวแล้ว ถ้าหากผมเป็นคนในแวดวงศิลปะที่ต้องการจะผลิตงานทางด้านวิดีโอออกมา City of Angels ก็คงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่ตนเอง เพราะความเรียบง่ายในการถ่ายทำของมันย่อมทำให้ผมมีความมั่นใจได้ว่า ตนเองจะสามารถสร้างงานที่มีคุณภาพทางด้านการผลิตซึ่งใกล้เคียงกับผลงานวิดีโอชิ้นนี้ออกมาได้ นอกจากนั้นผมยังมีอารมณ์ร่วมและชื่นชอบกับบางองค์ประกอบของงานชิ้นนี้อยู่มากพอสมควร เช่น เสียงร้องเพลงไทยเดิมในช่วงครึ่งหลัง (ที่ทำเอาผมเองถึงกับเคลิบเคลิ้มและตกอยู่ในภวังค์ไปเหมือนกัน) แต่ขณะเดียวกัน มันก็คงเป็นเรื่องท้าทายมิใช่น้อย ว่าผมจะสามารถสร้างงานที่มีพลังทางด้านเนื้อหาเช่นนี้ออกมาได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม มีบางองค์ประกอบของผลงานชิ้นนี้ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า หากตนเองจะพยายามสร้างสรรค์งานวิดีโอศิลปะขึ้นมาจริง ๆ ก็คงไม่สามารถเดินทางไปถึงยังจุดนั้นได้ องค์ประกอบที่ว่าก็คือฉากหญิงสาวกับงูเขียว ที่ในแง่หนึ่งก็มีพลังในการดึงดูดใจของผู้ชมเยี่ยงผมเป็นอย่างมาก แต่ในอีกแง่หนึ่ง ผมก็รู้สึกหวั่นกลัวกับฉากดังกล่าวมากเช่นกัน และคงไม่มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะถ่ายทำฉากแบบนั้นออกมาด้วยตัวเองเป็นอันขาด เนื่องจากผมเป็นคนกลัวงูเอามาก ๆ นั่นเอง 555
edit @ 14 Oct 2008 07:16:54 by คนมองหนัง
edit @ 14 Oct 2008 07:28:00 by คนมองหนัง
อยากดูๆๆๆ