Alice in the Land / Esteban Larraín / Chile
Alice เดิน เดิน เดิน และเดิน
เธอมีทุ่งหญ้า, ทะเลทราย, และธารน้ำสายน้อยทอดตัวอยู่เบื้องล่าง
มีภูผาและโขดหินรายล้อมอยู่รอบข้างและขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า
อีกทั้งมีผืนฟ้าคอยโปรยปรายห่าฝน, หิมะ, และมวลหมอกลงมาคุกคามจากเบื้องบน
นี่คือเหตุการณ์ที่ดำเนินไปในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของหนังชิลีเรื่อง Alice in the Land
ขณะเดียวกันภาพการเดินทางของเด็กสาวอย่าง Alice ก็ถูกตัดสลับกับภาพอดีตที่แสดงให้เห็นถึงสภาพครอบครัวของเธอที่ประสบปัญหาทางด้านปากท้อง เนื่องจากได้สูญเสียหัวหน้าครอบครัวคือพ่อไป และเหลืออยู่เพียงแม่และน้อง ๆ ซึ่งยังเป็นเด็กเล็ก, ภาพเหตุการณ์ในโรงเรียน (หรือในพื้นที่สาธารณะแห่งหนึ่ง) ที่มีครู/บุคคลสาธารณะบางคนมาพูดเรื่องชาติและการร่วมเฉลิมฉลองให้แก่ชุมชนในจินตนากรรมดังกล่าวหน้าเสาธง นอกจากนั้นยังมีภาพการเล่นกีฬาฟุตบอล ที่ด้านหนึ่งก็มีสถานะเป็นกีฬาของ “ผู้ชาย” ส่วนในอีกด้าน ก็มีสถานะเป็นสนามรบที่นำพาให้ชาติต่าง ๆ ในทวีปอเมริกาใต้เดินทางมาทำสงครามกันผ่านโลกของกีฬา, อย่างไรก็ตาม ยังปรากฏภาพการเรียนการสอนในห้องเรียนของ Alice ที่ครูได้สอนถึงวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองที่ถือกำเนิดขึ้นก่อนรัฐ-ชาติ และวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองดังกล่าวนี่เองที่เชื่อมโยงผู้คนชาวโบลิเวีย (Alice เป็นคนโบลิเวีย) กับผู้คนชาวชิลีเข้าหากัน เนื่องจากผู้คนของทั้งสองรัฐประชาชาติเคยเป็นชนพื้นเมืองเผ่าเดียวกันมาก่อน ดังนั้น คนยากจนจากทางตอนใต้ของโบลิเวียจึงเดินทางหลั่งไหลเข้าไปทำมาหากินในเมืองท่องเที่ยวทางตอนเหนือของชิลีเป็นจำนวนมาก
และ Alice ก็เป็นเด็กสาวจากครอบครัวยากจนคนหนึ่งที่เดินเท้าเป็นระยะทาง 180 กิโลเมตร จากทางตอนใต้ของโบลิเวีย เพื่อเข้าไปหางานทำในตอนเหนือของชิลี ภาพของหนังเรื่องนี้จบลงที่การเดินทางไปถึงที่หมายของเด็กสาว อย่างไรก็ตาม ข้อความในตอนท้ายเรื่องกลับแสดงให้เห็นว่า ต่อมา Alice ก็ถูกจับในข้อหาเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายและถูกส่งตัวกลับบ้านเกิดในที่สุด ข้อความดังกล่าวยังระบุว่า จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เดิมทีผู้คนในดินแดนแถบนี้จะมีพิธีกรรมเปลี่ยนผ่าน (rite of passage) ที่ให้เด็ก ๆ เดินเท้าในระยะทางไกลเช่นเดียวกันกับ Alice เพื่อพวกเขาและเธอจะได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในที่สุด อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเด็กหนุ่มสาวชาวโบลิเวียจำนวนมากกลับต้องเดินเท้าในลักษณะดังกล่าวเนื่องด้วยปัญหาทางด้านเศรษฐกิจมากกว่า (Alice เคยเดินเท้าข้ามไปทำงานในชิลีจริง ๆ ก่อนถูกจับและส่งตัวกลับมายังโบลิเวียเมื่ออายุ 13 ปี ขณะที่เมื่อตอนถ่ายทำหนังเรื่องนี้ เธอมีอายุ 15 ปีแล้ว)
ในแง่มุมหนึ่ง หนังจากชิลีเรื่องนี้จึงบอกเล่าเรื่องราวของการปะทะประสานกันระหว่างแนวคิดเรื่องรัฐ-ชาติ (ที่มักจะใช้อำนาจผ่านกลไกของความเป็นชาย/ผู้ชาย) กับแนวคิดเรื่องการข้ามชาติที่ไม่ได้อิงแอบกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่มาพร้อมกับความทันสมัย แต่กลับอิงแอบอยู่กับแนวคิดว่าด้วยเรื่องความเป็นชนเผ่าพื้นเมืองร่วมกันในอดีตของผู้คนต่างรัฐ-ชาติ (ที่น่าสนใจก็คือ ผู้เดินทางข้ามชาติในหนังเรื่องนี้เป็นตัวละครที่เป็นเด็กผู้หญิง) ในอีกแง่มุมหนึ่ง หนังเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นถึงบริบทของยุคสมัยที่ผันแปรไป จนส่งผลให้พิธีกรรมเปลี่ยนผ่านในวัฒนธรรมดั้งเดิมถูกสร้างความหมายใหม่ให้กลายเป็นการเดินเท้าเพื่อบรรเทาปัญหาเรื่องปากท้องของผู้คนในยุคปัจจุบัน
ดังนั้น การย้อนกลับไปอิงแอบกับแนวคิดว่าด้วยเรื่องความเป็นชนเผ่าพื้นเมืองร่วมกันจึงไม่ได้ถูกนำมาจับคู่กับพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านในอดีต แต่กลับถูกนำผสมผสานกับการต่อสู้ดิ้นรนกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของผู้คนร่วมสมัยในทวีปอเมริกาใต้ ที่รัฐ-ชาติหนึ่ง ๆ ไม่สามารถจะจัดการกับปัญหาดังกล่าวโดยลำพัง ได้อย่างน่าสนใจ
เมื่อมองจากแง่มุมของการเปรียบเทียบข้ามวัฒนธรรม Alice in the Land จึงน่าจะสามารถถูกนำมาใช้เป็นแว่นตากรอบใหม่ ๆ ในการมองปัญหาของการปะทะประสานกันระหว่างแนวคิดเรื่องรัฐ-ชาติกับแนวคิดเรื่องการข้ามชาติที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านหรือชุมชนในพื้นที่บริเวณตะเข็บชายแดนต่าง ๆ ได้ ขณะเดียวกัน หนังเรื่องนี้ยังสามารถจะช่วยตั้งคำถามต่อพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ดูเหมือนจะมีความสืบเนื่องมาจากอดีตดั้งเดิมโดยตรง/โดยแท้ในสังคมไทยได้ว่า ความหมายที่ขับเคลื่อนให้พิธีกรรมเหล่านี้ดำเนินไปในยุคปัจจุบันนั้นมีความผันแปรตามบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด
Bird Song / Albert Serra Juanola / Spain
นี่เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งในเทศกาลนี้ ที่เรื่องราวเกือบทั้งหมดแทบจะดำเนินไปด้วยการเดิน เดิน เดิน และเดินของตัวละคร
ที่มาของหนังเรื่องนี้ คือ ข้อความไม่กี่บรรทัดจากคัมภีร์ไบเบิ้ลว่าด้วยการเดินทางไปสักการะพระเยซูของกษัตริย์สามคน อย่างไรก็ตาม ผู้สร้างหนังก็สามารถยืดข้อความเพียงไม่กี่บรรทัดดังกล่าวให้กลายเป็นหนังยาวขาวดำที่มีสีสันในเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ
ในด้านหนึ่งภาพขาวดำและการเดินเท้าอันยากลำบากบนระยะทางยาวไกลที่ต้องผ่านสภาพภูมิประเทศอันหลากหลาย ก็ทำให้ผู้ชมสามารถเชื่อได้ว่า ตัวละครทั้งสามคนกำลังประกอบภารกิจศักดิ์สิทธิ์บางประการผ่านการเดินของพวกเขา
แต่ในอีกด้าน อารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ นับตั้งแต่ความเหนื่อยหน่ายท้อแท้เรื่อยไปจนถึงความมีอารมณ์ขันที่ถูกใส่เข้าไปในตัวละคร ทั้งในกรณีของกษัตริย์สามคน รวมถึงกรณีของโจเซฟและพระแม่มารี ก็ส่งผลให้หนังอันมีที่มาจากคัมภีร์ทางคริสตศาสนาเรื่องนี้มีองค์ประกอบของความเป็นมนุษย์ซึ่งมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ หนังเรื่องนี้เป็นผลิตผลทางวัฒนธรรมของชาว/แคว้นคาตาลัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทำให้วัฒนธรรมสเปนไม่สามารถจะมีความเป็นเอกพันธุ์ได้ (แต่นั่นก็ไม่ถึงกับทำให้ประเทศสเปนต้องออกเป็นเสี่ยง ๆ เพราะอย่างน้อยทีมชาติสเปนก็สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 2008 มาได้ โดยมีนักเตะชาวคาตาลันร่วมทีมอยู่ด้วย –ทั้งนี้กัปตันทีมชาติสเปน คือ คาร์เลส ปูโยล ก็เป็นชาวคาตาลัน-) โดยชื่อ Bird Song ของหนัง ก็มีที่มาจากชื่อของเพลงท้องถิ่นซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวคาตาลัน
จึงน่าตั้งคำถามเหมือนกันว่า การพยายามใส่ความเป็นมนุษย์อันมีชีวิตชีวาลงไปในข้อความไม่กี่บรรทัดของคัมภีร์ไบเบิ้ลอันศักดิ์สิทธิ์ของหนังเรื่องนี้นั้น อาจถือเป็นการท้าทาย/ยั่วล้อต่อวัฒนธรรมอันมีที่มาจากความเป็นสังคมคาธอลิกของสเปนว่า ความเป็นคาธอลิกอาจไม่ได้มีรูปแบบมาตรฐานเพียงหนึ่งเดียว แต่ความเป็นคาธอลิกในรูปแบบอื่น ๆ สามารถจะถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาได้โดยผู้สร้างผลงานวัฒนธรรมชาวคาตาลันหรือไม่?
หากพิจารณาหนังเรื่องนี้จากบริบทความสัมพันธ์ระหว่างสเปน-คาตาลันแล้ว มันก็คงมีประโยชน์ต่อคนดูหนังชาวไทยบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะหากเราจะลองมองหนังเรื่องนี้ผ่านแง่มุมการเปรียบเทียบข้ามวัฒนธรรม เพื่อย้อนกลับมาพินิจพิเคราะห์ปัญหาว่าด้วย “ความเป็นไทย” ที่ดำรงอยู่ตลอดมา เนื่องจากมันไม่เคยมี “ความเป็นไทยแท้เพียงหนึ่งเดียว” ที่ดำรงอยู่จริงนั่นเอง
Years When I Was a Child Outside / John Torres / the Philippines
นี่คือบทบันทึกส่วนตัวว่าด้วยช่วงหนึ่งในชีวิตของผู้กำกับหนังเรื่องนี้คือ John Torres ที่ถูกบันทึกลงไปในกล้องวิดีโอ
ในฐานะผู้ชมคนหนึ่ง ผมเดินทางติดตามเรื่องราวที่ดำเนินไปอย่างยากจะคาดเดาของหนังเรื่องนี้ด้วยอารมณ์อันหลากหลาย บางครั้งก็มีอารมณ์ร่วม บางครั้งก็หัวเราะขบขัน บางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจเรื่องราวบางส่วนในหนัง บางครั้งก็รู้สึกเบื่อหน่าย มึนงง หรือง่วงนอน และบางครั้งก็ไม่เข้าใจอะไรเลย
แต่ข้อดีประการหนึ่งของหนังที่มีลักษณะเป็นบทบันทึกส่วนตัวของผู้กำกับก็คือ บ่อยครั้งเรื่องราวส่วนตัวเหล่านั้นสามารถทำให้คนดูรู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตน/ตระหนักในข้อจำกัดของตนเอง ว่าสุดท้ายแล้ว เราคงไม่สามารถจะทำความเข้าใจกับชีวิตและสภาพจิตใจของบุคคลอื่น ๆ ได้อย่างหมดจดหรือทะลุปรุโปร่ง
ข้อจำกัดดังกล่าวยังนำไปสู่คำถามที่สามารถท้าทายต่อกิจกรรมการชมภาพยนตร์ในโรงหนังได้ด้วยว่า เมื่อผลงานหนังหลายต่อหลายเรื่องในยุคปัจจุบันกลายเป็นงานวิดีโอทีนำเสนอเรื่องราว/ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้กำกับมากขึ้น แล้วความเป็นส่วนตัวของหนังและการไม่สามารถจะทำความเข้าใจต่อความเป็นส่วนตัวดังกล่าวได้ของบรรดาผู้ชมจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการดูหนังในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งมีสถานะเป็นกิจกรรมร่วมกันของคนกลุ่มหนึ่งในสังคมที่มักจะนำไปสู่ประสบการณ์ร่วมต่าง ๆ เช่น อารมณ์ความรู้สึกร่วม หรือ ความทรงจำร่วม เป็นต้น ของผู้คนเหล่านั้นหรือไม่ อย่างไร?
อย่างไรก็ตาม หนังฟิลิปปินส์เรื่องนี้ก็ไม่ได้ดำเนินเรื่องราวด้วยการจมดิ่งไปสู่พื้นที่/ขอบเขตความเป็นส่วนตัวของผู้กำกับอย่างสิ้นเชิง เพราะอย่างน้อยก็มียังวิถีชีวิตของบุคคลอื่น ๆ อีกมากมายรวมทั้งสถานที่ถ่ายทำอันแตกต่างหลากหลาย ที่แวะเวียนเข้ามาโลดแล่นผ่านเลนส์ของกล้องวิดีโอที่ถ่ายทำหนังเรื่องนี้
บทบันทึก/ประสบการณ์ว่าด้วยชีวิตส่วนตัวช่วงหนึ่งของผู้กำกับจึงต้องปะทะสังสรรค์กับวิถีชีวิตของบุคคลเหล่านั้นและบริบทอันหลายหลากของสถานที่ถ่ายทำ และหนังเรื่องนี้ก็เป็นผลลัพธ์ของการปะทะสังสรรค์ดังกล่าวซึ่งช่วยยืนยันว่า แม้ชีวิตของปัจเจกบุคคลหนึ่ง ๆ จะเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมอันลึกลับซับซ้อน จนกระทั่งปัจเจกบุคคลแต่ละคนไม่สามารถจะทำความเข้าใจกับชีวิตของปัจเจกบุคคลอื่น ๆ ได้อย่างหมดจดจะแจ้ง แต่อย่างไรก็ตาม ปัจเจกบุคคลแต่ละคนก็ไม่สามารถจะดำรงชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงคนเดียวในโลกได้ แม้ว่าโลกดังกล่าวจะเป็นโลกแห่งภาพยนตร์ก็ตาม
(มีต่อ)
edit @ 15 Oct 2008 07:35:06 by คนมองหนัง
edit @ 15 Oct 2008 07:47:24 by คนมองหนัง