2008/Oct/16

ในชีวิตนี้ผมเคยไปเที่ยวเขมรมาทั้งหมดสองครั้ง

ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อกว่าสิบปีก่อน ซึ่งผมติดตามครอบครัวและญาติผู้ใหญ่เดินทางไปท่องเที่ยวที่พนมเปญและเสียมเรียบ เนื่องจากญาติผู้ใหญ่ของผมรู้จักกับรัฐมนตรีคนหนึ่งของกัมพูชาในขณะนั้น

ในเวลานั้น ท่านรัฐมนตรีเป็นชายวัยห้าสิบกว่า ๆ ร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ แกเคยอพยพหนีภัยเขมรแดง ไปอาศัยอยู่ที่ฝรั่งเศสและกลายเป็นนักวิชาการพลัดถิ่น ณ ประเทศอดีตเจ้าอาณานิคม กระทั่งความขัดแย้งทางการเมืองอันรุนแรงในเขมรคลี่คลายลง แกจึงได้รับเทียบเชิญให้กลับมาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลที่มีสมเด็จเจ้านโรดมรณฤทธิ์และสมเด็จฮุนเซนเป็นนายกรัฐมนตรีร่วมกัน โดยนักเรียน/นักวิชาการจากเมืองนอกซึ่งไม่ได้เป็น ส.ส. อย่างแกก็ได้รับตำแหน่งในโควต้าของพรรคการเมืองที่นำโดยเจ้านโรดมรณฤทธิ์

ท่านรัฐมนตรีมารับคณะของพวกเราถึงที่สนามบิน ณ สถานที่ดังกล่าว เรามีโอกาสได้เจอกับภรรยาของท่านทูตไทยในขณะนั้น ซึ่งเธอก็ถือเป็นราชนิกูลที่มีชื่อเสียงและมีอัธยาศัยในการพูดคุยคนหนึ่ง โดยเธอก็เดินทางมารับบุคคลบางคณะ/บุคคลรู้จักที่สนามบินเช่นกัน

จากนั้นในช่วงเวลา 2-3 วัน เราก็ได้เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งมีชื่อเสียงต่าง ๆ ของกัมพูชา ทั้งในพนมเปญและเสียมเรียบ ผมจำรายละเอียดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวครั้งนั้นได้ไม่มากนัก แต่กลับสามารถจดจำรายละเอียดของผู้คนบางคนที่ตัวเองมีโอกาสประสบพบเจอในการเดินทางดังกล่าวได้มากพอสมควร

ในค่ำวันหนึ่ง ท่านรัฐมนตรีพาคณะของเราไปทานข้าวกับเพื่อนของเขาในร้านอาหารที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ระยะทางจากโรงแรมที่พักไปสู่ร้านอาหารดังกล่าวนั้นค่อนข้างไกล และสภาพของถนนก็ยังไม่ดีนัก (คล้าย ๆ กับการเดินทางไปกินอาหารทะเลในย่านเทียนทะเล แถวเขตบางขุนเทียน เมื่อช่วง 5-6 ปีก่อน) เมื่อไปถึงร้านอาหารเราก็พบท่านรัฐมนตรีนั่งอยู่กับชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งซึ่งหน้าตาอยู่ในเกณฑ์ไม่ดีนัก ผิดกับภรรยาของเขาที่สาว สวย และมีบุคลิกเป็นนางแบบมาก ๆ (โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากความสูงของเธอที่น่าจะเกิน 170 เซนติเมตร)

อาหารที่ร้านอาหารดังกล่าวมีรสชาติอร่อยมาก ถ้าจำไม่ผิดเข้าใจว่าวัตถุดิบของอาหารเหล่านั้นจะเป็นสัตว์น้ำต่าง ๆ ที่จับขึ้นมาได้จากทะเลสาบในพนมเปญ ท่านรัฐมนตรีแนะนำเพื่อนของแกให้พวกเราได้รู้จัก เราจึงได้รู้ว่าชายวัยกลางคนคนนั้นเป็น "เจ้า" ในตระกูลนโรดม และเขามีอาชีพเป็นนักการทูต ส่วนภรรยาของเขาก็มีอายุน้อยกว่าเขามากพอสมควร อย่างไรก็ตาม เธอก็มีอดีตอันเลวร้ายในยุคเขมรแดงครองอำนาจเช่นกัน

ในอีกค่ำคืนหนึ่ง คณะของเรามีโอกาสได้ทานอาหารค่ำกับครอบครัวของท่านรัฐมนตรี ณ โรงแรมที่พัก แต่บรรยากาศกลับดำเนินไปอย่างติดขัดผิดความคาดหมาย เนื่องจากภรรยาของท่านรัฐมนตรีป่วยเป็นโรคมะเร็ง และเธอเกิดอาการไม่สบายขึ้นระหว่างทานอาหาร เธอและลูกสาวจึงต้องรีบเดินทางกลับบ้านไปก่อน

ต่อมาเมื่อคณะของเราเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ภรรยาของท่านรัฐมนตรีก็มีอาการป่วยหนักมากขึ้น ท่านรัฐมนตรีจึงตัดสินใจนำเธอเดินทางไปรักษาตัวที่ฝรั่งเศส แต่สุดท้ายเธอก็เสียชีวิตลงหลังจากนั้นไม่นานนัก

คณะของเรายังมีโอกาสไปท่องเที่ยวปราสาทนครวัดและนครธม ที่เสียมเรียบ โดยต้องขึ้นเครื่องบินจากพนมเปญไปลงยังเมืองท่องเที่ยวดังกล่าว แต่ในช่วงเวลานั้น กัมพูชายังจัดการเรื่องการท่องเที่ยวได้ไม่ดีนัก การเดินทางจึงเต็มไปด้วยความติดขัดอยู่ตลอดเวลา แม้ท่านรัฐมนตรีจัดจะส่งข้าราชการคนหนึ่งให้เดินทางไปพร้อมกับพวกเรา เพื่อทำหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทว่าข้าราชการคนดังกล่าวก็จัดการอะไรอย่างผิดพลาดไปหมด จนพวกเราแสดงอาการอารมณ์เสียและปล่อยคำด่าภาษาไทยออกมาต่อหน้าเขา ขณะที่ญาติผู้ใหญ่ของผมซึ่งสื่อสารภาษาฝรั่งเศสได้ก็บ่นออกมาว่า จริง ๆ แล้วข้าราชการคนนี้คงไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรมากนัก แต่ที่ท่านรัฐมนตรีส่งเขามาติดตามคณะของเรา ก็เป็นเพราะว่าเขาสามารถพูดภาษาฝรั่งเศสได้เท่านั้นเอง และอะไร ๆ คงจะดีขึ้น หากคนที่เดินทางมากับเราจะเป็นผู้ที่รู้เรื่องรู้ราวมากกว่านี้ โดยไม่ต้องถึงกับพูดภาษาฝรั่งเศสเป็น ขอแค่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ก็เพียงพอแล้ว 

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนข้าราชการคนดังกล่าวจะรับรู้ถึงอาการโมโหของพวกเราได้เป็นอย่างดี ภายหลังจากท่องเที่ยวเสร็จ และนั่งรอเครื่องบินที่จะพาพวกเราเดินทางกลับไปยังพนมเปญ เขาจึงเดินเข้ามาหาพวกเราด้วยแววตาเศร้าสร้อยรู้สึกผิดและกล่าวภาษาฝรั่งเศสกับญาติผู้ใหญ่ของผมว่า ถ้าเขาทำอะไรผิดพลาดไป ก็ต้องขอโทษพวกเราด้วย พวกเราจึงรีบตอบเขากลับไปว่า "ไม่เป็นไร ไม่ต้องคิดมาก" (แต่เราก็ไม่ได้ขอโทษเขากลับเช่นกัน ในกรณีที่เราแสดงกิริยาไม่ดีต่อเขาในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น) 

และนี่ก็เป็นความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับการเดินทางไปท่องเที่ยวเขมรเป็นครั้งแรกในชีวิตของผม

(ต่อมา เมื่อสมเด็จเจ้านโรดมรณฤทธิ์ขัดแย้งกับสมเด็จฮุนเซน จนถึงกับมีการใช้กำลังทหารออกมาเป็นเครื่องมือในการยึดอำนาจทางการเมืองโดยฝ่ายฮุนเซน และฝ่ายเจ้ารณฤทธิ์ก็กลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงในที่สุด คณะของพวกเราที่เคยเดินทางไปเขมรด้วยกันก็มีความเป็นห่วงท่านรัฐมนตรีมาก ๆ ว่าชะตากรรมของแกจะเป็นเช่นไร เมื่อแกเป็นฝ่ายของเจ้ารณฤทธิ์ อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์ความวุ่นวายดังกล่าวผ่านไปได้ 1-2 ปี อยู่มาวันหนึ่ง ท่านรัฐมนตรีก็โทรศัพท์มาทักทายกับญาติผู้ใหญ่ของผม แกแจ้งว่าตนเองสบายดี และแม้จะไม่ได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว แต่ตอนนี้ (ตอนนั้น) ก็กลายสถานะมาเป็น ส.ส. ในสังกัดพรรคการเมืองของสมเด็จฮุนเซนแทน

ส่วนเพื่อนนักการทูตของท่านรัฐมนตรี ที่เป็นเจ้าอีกคนหนึ่งในตระกูลนโรดมนั้น ผมเห็นเขาครั้งสุดท้ายทางโทรทัศน์ในขณะที่เจ้านโรดมรณฤทธิ์เสียท่าทางการเมืองให้กับฮุนเซน โดยเขาในฐานะที่เป็นทูตของกัมพูชาประจำยูเอ็น ก็ออกมาแถลงตอบโต้/โจมตีการกระทำของฝ่ายฮุนเซน แต่ผมก็ไม่ทราบว่าชะตากรรมหลังจากนั้นของเขาจะเป็นเช่นไร แต่ที่แน่ ๆ เขาคงจะไม่มีมีตำแหน่งเป็นทูตประจำยูเอ็นอีกต่อไป) 

การเดินทางไปเขมรครั้งที่สองของผมเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมานี่เอง

อยู่ดี ๆ ในช่วงปลายปีที่แล้ว ผมก็ตัดสินใจจองตั๋วรถไฟชั้นสามเพื่อจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่จังหวัดบริเวณอีสานใต้เพียงคนเดียวโดยลำพัง

ผมไม่แน่ใจว่าอะไรคือแรงบันดาลใจต่อการเดินทางครั้งดังกล่าวของตนเองกันแน่ แต่ส่วนหนึ่งอาจจะเกิดขึ้นมาอย่างฉับพลันจากอาการหมั่นไส้สื่อมวลชน/คนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ที่แสดงอาการเหยียดหยามดูถูก "คนอีสาน" ภายหลังจากผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ปรากฏออกมาว่า พรรคพลังประชาชนเป็นฝายชนะ โดยสนามการเลือกตั้งภาคอีสานก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อชัยชนะทางการเมืองดังกล่าว (และภายหลังจากผลการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ซึ่งคนอีสานได้โหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยคณะรัฐประหารฉบับนี้อย่างชัดเจน) ผมจึงอยากจะทดลองเดินทางไปอีสานด้วยวิธีการที่มันธรรมดาสามัญ/รากหญ้ามากที่สุดอย่างที่ชาวบ้านอีสานเขาทำกัน เพื่อจะหาคำตอบว่า คนอีสานทั่ว ๆ ไปนี่เป็นยักษ์ เป็นมาร หรือเป็นพวกโง่เง่า ไร้การศึกษา และเห็นแก่เงิน อย่างที่คนกรุงเทพฯจำนวนหนึ่งชอบกล่าวหาหรือไม่ (เช่น ก่อนเดินทางผมได้โกหกทางบ้านไปว่า จะเดินทางท่องเที่ยวคราวนี้พร้อมกับเพื่อนอีก 2-3 คน แต่กระนั้น แม่ของผมก็ยังออกปากเตือนว่า ให้ระวังทรัพย์สินของตัวเองให้ดีเวลานั่งรถไฟชั้น 3 ไปอีสาน เพราะรถไฟขบวนนี้มีโจรเยอะ หรือพี่ของผมก็เสนอไปไกลกว่านั้นว่า ทำไมไม่ขึ้นเครื่องบินไปล่ะ 555)

แหะ ๆ แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้รู้จัก "คนอีสาน" มากขึ้นนักหรอกครับ อย่างไรก็ตาม การเดินทางครั้งนี้ก็มอบประสบการณ์ "ครั้งแรก" ในหลาย ๆ ด้านให้กับผม เช่น การได้นั่งรถไฟชั้น 3 ที่หนาวมาก ๆ ในช่วงปีใหม่เป็นครั้งแรก, การเดินทางข้ามจังหวัด/อำเภอต่าง ๆ ด้วยรถบขส.เป็นครั้งแรก, การหลงทางอยู่คนเดียวในต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก, และ การได้เดินทางไปท่องเทียว (ทั้งในและต่างประเทศ) คนเดียวเป็นครั้งแรก เป็นต้น

ขณะเดียวกัน การเดินทางดังกล่าวก็บ่งชี้ข้อจำกัดบางอย่างในตัวเราได้เป็นอย่างดี เช่น จากที่พยายามลุยไปอย่างไม่มียั้งในวันแรก ๆ ประเภทค่ำไหนก็นอนนั่น แต่พอนาน ๆ เข้า เมื่อเท้าสองข้างเริ่มพอง ส่วนเนื้อตัวก็เริ่มปวดเมื่อย ผมจึงพยายามมองหาที่พักเป็นโรงแรมชั้นดีของจังหวัดนั้น ๆ ในที่สุด, หรืออาจจะเพราะความเป็นคนต่างถิ่น (ที่มีหน้าตาและผิวพรรณแตกต่างออกไปจากคนท้องถิ่น ตามประสาลูกหลานคนชั้นกลางเชื้อสายจีนในกทม.) ที่เดินทางไปไหนมาไหนคนเดียว มันจึงทำให้ชาวบ้านหลายคนตามสถานีรถบขส., สถานีรถไฟ, แม้กระทั่งร้านค้าต่าง ๆ ถามผมบ่อยครั้งมาก ๆ ว่า "เป็นคนไทยรึเปล่า?"  

(น่าตลกดีเหมือนกัน ที่คนชั้นกลาง/ชั้นสูงหรือสถาบันทางสังคมต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ มักจะชอบใช้ประเด็น "ความเป็นไทย" ไปเล่นงานคนต่างจังหวัด ทั้งในกรณีการเลือกตั้งหรือในกรณีความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่พอ "คนนอก" หรือ "คนแปลกหน้า" จากกทม. อย่างผม พยายามเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างจังหวัดอย่างธรรมดาที่สุดจริง ๆ ก็กลับถูกตั้งคำถามย้อนกลับมาเหมือนกันว่า "คุณเป็นคนไทยรึเปล่า?")

จากหัวลำโพงผมนั่งรถไฟไปลงที่บุรีรัมย์ จากนั้นก็นั่งรถบขส.ไปสุรินทร์และศรีสะเกษตามลำดับ ก่อนที่จะย้อนกลับมายังสุรินทร์อีกครั้งหนึ่งเพื่อนั่งรถไฟชั้น 2 กลับเข้ากรุงเทพฯ เนื่องจากตอนแรกผมวางแผนจะไปเตร็ดเตร่แค่แถวบุรีรัมย์และสุรินทร์เพียงเท่านั้น

แต่เมื่อเดินทางท่องเที่ยวจริง ๆ แล้ว ปฏิบัติการในชีวิตจริงก็สามารถบิดผันกรอบโครงความคิดที่ตนเองเคยวางไว้ในหัวมาก่อนได้ เพราะในที่สุด เมื่อวันเดินทางวันรองสุดท้ายดำเนินมาถึง ผมก็ตัดสินใจเปลี่ยนแผนด้วยการนั่งรถบขส.จากสุรินทร์ไปศรีสะเกษ เพื่อหวังจะเดินทางไปท่องเที่ยวปราสาทเขาพระวิหารในวันสุดท้ายของการเดินทาง

แล้วการไปปราสาทเขาพระวิหารครั้งนั้นก็ถือเป็นการเดินทางไปเที่ยวเขมรครั้งที่สองในชีวิตของผม

ในวันสุดท้ายของการเดินทาง ผมตื่นแต่เช้ามืดเพื่อจับรถบขส.จากอำเภอเมืองศรีสะเกษไปยังอำเภอกันทรลักษณ์ ที่สถานีบขส.กันทรลักษณ์ ผมพยายามสอบถามหารถเช่าเพื่อเดินทางไปปราสาทเขาพระวิหารจากกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง สุดท้ายก็ได้โดยสารรถกระบะที่ขับโดยคุณพี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างคนหนึ่งไปยังพรมแดนไทย-กัมพูชา และคุณพี่คนนี้ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ถามประโยคคำถามอันชินหูกับผม นั่นก็คือ "เป็นคนไทยรึเปล่า?" ด้วยเหตุผลที่ว่า "ทีแรกดูจากหน้าตาก็นึกว่าเป็นพวกเกาหลีหรือญี่ปุ่น เพราะพวกนั้นชอบมาเที่ยวแถบนี้กันคนเดียวโดยลำพัง" (น่าแปลกใจเหมือนกัน ที่เวลาอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่เห็นมีคน (โดยเฉพาะสาว ๆ) มาบอกว่าผมหน้าตาเหมือนพวก (ดาราวัยรุ่น) เกาหลีหรือญี่ปุ่นบ้างเลย 555) 

ใช้เวลาไม่นานนัก ผมก็เดินทางไปถึงอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารของฝั่งไทย ผมเดินเที่ยวบริเวณผามออีแดงอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็เดินข้ามแดน (โดยต้องผ่านขั้นตอนการเสียค่าผ่านแดนเล็กน้อย) ไปยังบริเวณปราสาทเขาพระวิหารของเขมร

เรื่องความงดงามหรือความมหัศจรรย์ในเชิงศิลปะและสถาปัตยกรรมของปราสาทแห่งนี้ ผมคงไม่ขอบรรยายก็แล้วกันนะครับ เพราะมีหนังสือมากมายหลายเล่มที่เขียนเรื่องพวกนี้เอาไว้แล้ว

แต่ผมจะขอเล่าเรื่องราวบางเรื่องเกี่ยวกับผู้คนบางคนในบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ที่ผมมีโอกาสพบเห็นและมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา/เธอโดยตรง

เรื่องแรกเลยคือความสัมพันธ์ระหว่างทหารไทยกับเขมรบริเวณชายแดน เท่าที่ผมสังเกตเห็นในตอนนั้น พวกเขาก็คุยกันอย่างสนิทสนมด้วยภาษา (เขมร) เดียวกัน พวกเราที่เป็นนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ ต่างหากที่ดูเหมือนจะเป็น "คนนอก" หรือ "คนแปลกหน้า" ที่พูดคนละภาษากับพวกเขา

เรื่องที่สอง เมื่อเดินขี้นไปยังปราสาทเขาพระวิหารได้สักพัก ผมก็พบชายวัยประมาณ 30 กว่าคนหนึ่ง ซึ่งมีหน้าตา ผิวพรรณ ตลอดจนการใช้ภาษาที่แตกต่างจากคนท้องถิ่นไทย-เขมรบริเวณนั้น นั่งอยู่ตรงโคนต้นไม้ เขากำลังคุยโทรศัพท์ผ่านโทรศัพท์มือถือที่มีเสาขนาดใหญ่อยู่ตรงส่วนบนของเครื่อง (จนสามารถรับสัญญาณโทรศัพท์ได้ ขณะที่โทรศัพท์มือถือของผมกลับไม่มีสัญญาณเมื่อเดินทางมาถึงบริเวณปราสาทแห่งนี้) ดูจากบุคลิกการแต่งกายด้วยชุดวอร์มแล้ว ชายคนนี้น่าจะเป็นนายทหารชาวไทย ซึ่งข้อสันนิษฐานดังกล่าวก็น่าจะเป็นจริง หากพิจารณาจากเนื้อหาในการพูดคุยโทรศัพท์ของเขา ว่าด้วยเรื่องเขตแดนและปัญหาการทำแผนที่ทหารอันเกิดขึ้นจากเล่ห์กลของรัฐบาลกัมพูชา เป็นต้น (หูของผมไม่ได้สอดส่ายไปฟังคำพูดของเขาด้วยอาการสอดรู้สอดเห็นแต่อย่างใด แต่ชาย/นายทหารไทยคนนั้นนั่งพูดโทรศัพท์ด้วยเสียงที่ดังมากจริง ๆ อย่างน่าหมั่นไส้และผิดสังเกต จนใคร ๆ ที่เดินผ่านโคนต้นไม้ดังกล่าวต่างก็ต้องหันมามองที่เขากันทั้งนั้น)

เรื่องที่สาม พอเดินเที่ยวอยู่ครู่หนึ่ง ก็มีเด็กสาวชาวเขมรที่พูดภาษาไทยได้ (น่าสังเกตว่าภาษาไทยของเธอมีสำเนียงเหมือนกันกับภาษาไทยของคุณพี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างชาวกันทรลักษณ์ที่ขับรถกระบะพาผมมายังอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อันเป็นคนละสำเนียงกับที่คนกทม.อย่างผมใช้พูดในการดำเนินชีวิตประจำวัน) เดินเข้ามาตามประกบผมเพื่อตื๊อให้ผมซื้อสินค้าที่ระลึกซึ่งเธอขายอยู่ เมื่อผมยังมีอาการแบ่งรับแบ่งสู้แต่ไม่กล้าปฏิเสธกลับไปอย่างสิ้นเชิง เธอก็เดินตามประกบผมไปเรื่อย ๆ พร้อมกับทำหน้าที่เป็นผู้นำเที่ยวไปในตัว (น่าสังเกตว่า บรรดานักท่องเที่ยวนานาชาติที่เดินทางยังไปปราสาทเขาพระวิหารคนเดียวจะถูกตามประกบโดยหนุ่มสาวชาวเขมรในลักษณะเดียวกันกับผมทั้งหมด)

ข้อมูลเกี่ยวกับตัวปราสาทที่เธอบรรยายนั้นก็สามารถหาอ่านได้ตามหนังสือนำเที่ยวหรือคำบอกเล่าของไกด์ทัวร์ทั่ว ๆ ไป อย่างไรก็ตาม มีเกร็ดความรู้บางอย่างจากการกระทำและคำบอกเล่าของเธอที่เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับความรู้อันน้อยนิดของผม

เช่น เธอสามารถเดินขึ้นลง (ในลักษณะตะแคงข้าง) บันไดอันสูงชัน เล็กแคบ และบิดเบี้ยว ในแต่ละระดับชั้นของตัวปราสาท ได้อย่างชำนิชำนาญและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ขณะที่ผมนั้น นอกจากจะวางเท้าเดินได้ไม่ถนัดแล้ว ความฟิตของร่างกายที่มีอยู่น้อยนิดยังทำให้ตัวเองต้องเดินไปหอบไปอย่างน่าอับอายในสังขารที่ไม่เที่ยงซึ่งดูเหมือนจะสำแดงอาการออกมาก่อนเวลาอันควร

นอกจากนี้ เธอยังชี้ทางขึ้นมายังปราสาทเขาพระวิหารจากฝั่งเขมรให้ผมได้เห็น (อันขัดกับการรับรู้ของคนไทยส่วนใหญ่) ซึ่งแม้มันจะเป็นทางที่ค่อนข้างสูงชันและเคยเต็มไปด้วยกับระเบิด แต่ปัจจุบันนี้ มันก็ถูกแผ้วทางเป็นทางเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านจากฝั่งเขมรอย่างเธอพอจะสามารถขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นมาทำการค้าบริเวณโบราณสถานแห่งนี้ได้ ขณะเดียวกัน กับระเบิดที่ถูกฝังไว้ในอดีตก็ถูกเก็บกู้ออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยความช่วยเหลือของหน่วยงานต่างชาติ

ยิ่งกว่านั้น เธอยังมีท่าทีในการภูมิใจนำเสนออะไรบางอย่างที่ไกด์ชาวไทยอาจไม่อยากพูดถึง นั่นคือ พอไปถึงยอดของปราสาทเขาพระวิหารแล้ว เธอก็ชี้ชวนให้ผมเดินไปดูและถ่ายรูปปืนเก่าของกองทัพเขมรที่ยังตั้งเล็งไปยังผามออีแดงของฝั่งไทยด้วยความกระตือรือร้น ขณะที่สิ่งซึ่งดำรงอยู่อย่างโดดเด่นบริเวณผามออีแดงก็คือ ศาลาที่มีพระพุทธรูปตั้งอยู่และธงไตรรงค์ของชาติไทย

การประจันกันหน้าระหว่างสัญลักษณ์ (อาวุธสงครามและธงชาติ) ของทั้งสองชาติดังกล่าว อาจเตือนให้เราหวนรำลึกถึงความขัดแย้งระหว่างสองประเทศในครั้งอดีต แต่ขณะเดียวกัน มันก็กลับกลายเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงอนาคตได้ด้วยอย่างไม่น่าเชื่อ

สุดท้ายผมตัดสินใจซื้อของที่ระลึกบางอย่างที่น้องสาวคนนี้นำมาขาย หลังจากนั้นเธอก็เดินไปส่งผม แต่เธอก็สามารถเดินลงมาถึงได้เพียงแค่บริเวณปราสาทชั้นที่สองเท่านั้น ก่อนลาจากกัน เธอพูดและแนะนำกับผมว่า "น้องส่งพี่ได้แค่นี้นะคะ ถ้าเดินลงบันไดลำบาก พี่ก็อ้อมไปเดินลงทางพื้นดินข้าง ๆ บันไดก็ได้ แต่ต้องระวังหน่อยเพราะมันชันและลื่น" จากนั้นผมก็โบกมืออำลาเธอ แล้วตัดสินใจเดินดุ่มลงไปทางพื้นดินข้างปราสาทตามคำแนะนำของน้องสาวคนนี้ อย่างไรก็ตาม ผมกลับลืมเลือนถึงคำเตือนของเธอไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หลังจากแยกทางจากเธอไม่นานนัก ผมจึงลื่นไถลหกล้มลงบนพื้นดินที่ชันและลื่นดังกล่าว จนได้แผลถลอกบริเวณหัวเข่าจากโบราณสถานว่าที่มรดกโลก (ในขณะนั้น) กลับมาเป็นที่ระลึกในที่สุด

จากพรมแดนไทย-เขมร ผมรีบเร่งเดินทางกลับไปยังสถานีบขส.ที่ตัวเมืองกันทรลักษณ์ เพื่อจับรถเที่ยวเกือบสุดท้ายกลับไปที่สุรินทร์

เมื่อถึงอำเภอเมืองสุรินทร์ ผมนั่งรอรถไฟในยามค่ำคืนอยู่พักใหญ่ เนื่องจากกำหนดการเดินรถดีเลย์ไปพอสมควรตามประสารถไฟไทย สุดท้ายรถไฟสายอุบลราชธานี-กรุงเทพฯก็เดินทางมารับผมกลับไปยังจังหวัดบ้านเกิดอันเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางของประเทศ

บริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง ผมได้เจอกับเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนขอนแก่นแต่ไปประกอบอาชีพเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และเราได้มีโอกาสรู้จักกันจากการไปเรียนภาษาอังกฤษที่บริติช เคาน์ซิล สาขาสยาม สแควร์

เมื่อทักทายกับพี่คนนั้น จึงได้ทราบว่าเราเดินทางมาบนรถไฟขบวนเดียวกัน ต่างกันตรงที่แกและเพื่อน ๆ อาจารย์นอนมาในตู้ชั้นหนึ่ง ส่วนผมก็นั่งตากแอร์มาในตู้ชั้นสอง จุดหมายต่อไปของแกและเพื่อน ๆ ก็คือการนั่งรถไฟไปเที่ยวชายทะเลหัวหิน ส่วนจุดหมายของผมก็คือการเรียกรถแท็กซี่กลับไปยังบ้านและห้องนอนอันแสนคุ้นเคยนั่นเอง    

 

   

 

 

 

edit @ 16 Oct 2008 04:17:13 by คนมองหนัง

edit @ 17 Oct 2008 05:33:20 by คนมองหนัง

edit @ 17 Oct 2008 05:45:01 by คนมองหนัง

edit @ 17 Oct 2008 05:50:26 by คนมองหนัง

edit @ 17 Oct 2008 06:01:37 by คนมองหนัง

edit @ 17 Oct 2008 08:30:00 by คนมองหนัง

edit @ 18 Oct 2008 00:11:28 by คนมองหนัง

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ไม่เคยไปอ่ะ อยากดูรูปจัง
#1  by  เหว่าจัง At 2008-10-17 08:12, 
น่าสนุกค่ะเที่ยวแบบนั้น
เห็นด้วยนะค่ะที่น่าจะเอารูปมาลงด้วย big smile
#2  by  poonnada At 2008-10-17 17:11, 
--ประโยคที่ว่า “แต่เธอก็สามารถเดินลงมาถึงได้เพียงแค่บริเวณปราสาทชั้นที่สองเท่านั้น” มันฟังดูเศร้าๆยังไงไม่รู้

--เราเคยไปเยี่ยมตากับยายที่อุบลราชธานีตอนเด็กๆ จำได้ว่าแม่ค้าในตลาดที่อุบลชอบถามว่าเราเป็นคนเขมรหรือเปล่า เพราะเราออกเสียง ร เรือชัดมาก (ถ้าจำไม่ผิด)
#3  by  MdS (58.136.25.236) At 2008-10-17 22:44, 
tongue tongue tongue
#4  by  กรรมกรไซเบอร์ At 2008-10-30 21:58, 
ผมเป็นคนบุรีรัมย์ เคยเดินทางไปเขมร4-5 ครั้งและเคยไปสอนหนังสือที่โรงเรียนพระราชทานกำปงเฌอเตียล กำปงทม ประเทศกัมพูชา ครับ
ปัจจุบันรับราชการอยู่ที่ จ.บรีรัมย์ (ข้าราชการครู)
กระผมเกิดที่บุรีรัมย์ มีคุณแม่เป็นคนสุรินทร์ คุณพ่อเป็นคนจีนแต้จิ๋๋ว ถ้าผมไม่พูดภาษาท้องถิ่น คนที่นี่ก็เข้าใจว่าผมเป็นคนต่างชาติเหมือนกัน ครับ
ถ้าท่านยินดีที่จะให้ผมต้อนรับและมาเที่ยวบุรีัมย์ ผมจะยินดีมากๆ ครั้บ ผมจะพาท่านไปพบกับความเป็นคนอิีสาณ เพราะผมมักจะเดินทางออกพื้นที่ชนบทบ่อยๆ ครับ ชื่นชอบในบทความของท่าน เมื่อผู้อ่าน อ่านแล้ว เพลิดเพลินดีครับ

สุรชาติ กีรติตระกูล ( จปข. ) จีนปนเขมรครับ
#5  by  สุรชาติ กีรติตระกูล (202.143.172.45) At 2009-02-07 00:25, 
อีเมลล์ผมครับ arthid@YAHOO.COM หรือโทรมาที่ 0831012784

อ.สุรชาติ ครับ
#6  by  สุรชาติ กีรติตระกูล (202.143.172.45) At 2009-02-07 00:28, 

<< Home


คนมองหนัง
View full profile