เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมมีโอกาสได้อ่านเรื่องสั้นชื่อ "ข้าพระพุทธเจ้า" ของสุจิตต์ วงษ์เทศ ในช่อการะเกดฉบับที่ 46 "ขออีกสักครั้งให้รักหวนคืน สบสังวาสสโมสร ครั้งที่ 2"
เรื่องสั้นชิ้นนี้พยายามชี้ให้เห็นถึงรากฐานของความคิดความเชื่อในเรื่องกษัตริย์ของสุวรรณภูมิ ซึ่งมีที่มาทั้งจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และ ศาสนาพุทธ
โดยในส่วนของศาสนาพุทธนั้น มีความเชื่อว่าพระราชาหรือสมมติราชามีบรรพชนคือ สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ส่งผลให้พระราชามีสถานะเป็นพระพุทธเจ้าในที่สุด
ดังคำแทนตัวเองของบรรดาไพร่บ้านพลเมืองในเวลาพูดกับพระราชา ซึ่งได้แก่คำว่า "ข้าพระพุทธเจ้า" นั่นเอง
ข้อเสนอของสุจิตต์ทำให้ผมหวนนึกถึงงานวิชาการของนักมานุษยวิทยาที่เชี่ยวชาญเรื่องลาว อย่าง Grant Evans
Evans เสนอว่าในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ผู้คนในประเทศลาวเริ่มใช้ภาษาพูดที่เป็นภาษาปฏิวัติน้อยลง แต่หันมาใช้ภาษาพูดที่เชื่อมโยงกับสังคมสมัยที่ยังถูกปกครองโดยสถาบันกษัตริย์มากขึ้นในการดำเนินชีวิตประจำวัน
ดังเช่นคำแทนตัวเอง/สรรพนามบุรุษที่ 1 ซึ่งในช่วงปฏิวัติจะใช้คำว่า "เฮา" ที่แปลว่า เรา/ฉัน แต่ในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา คำที่เก่าแก่กว่าอย่าง "ข้าพเจ้า" ซึ่งนอกจากจะหมายถึง ฉัน แล้ว ยังแปลว่า "ข้าทาสของพระพุทธเจ้า" (ข้าพระเจ้า) อีกด้วย ก็ได้หวนกลับถูกนำมาใช้อีกครั้งหนึ่ง โดยการเริ่มต้นของ "ไกสอน พมวิหาน" อดีตผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ลาว ตั้งแต่ในช่วงต้นทศวรรษ 1980
คำว่า "ข้าพระพุทธเจ้า" หรือ "ข้าพเจ้า" ที่หลายคนใช้กัน จึงมีความเป็นมาและเกร็ดประวัติที่น่าสนใจเช่นนี้เอง
----------
ของฝากอีกชิ้นหนึ่งคือบทกวีล่าสุดของไม้หนึ่ง ก. กุนที ที่ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 5-11 ธันวาคม 2551
อา Q เกียรตินิยม
การเมืองไทยก้าวหน้าไปมาก
แม้แต่นายสมัคร ก็ยังมีความก้าวหน้า
แสงแห่งทุนปลุกปฏิกิริยา
รีบทำมาค้าขายขยายคลัง
การเมืองไทยก้าวหน้าไปมาก
คนรากหญ้ายิ่งไม่ยอมอยู่ล้าหลัง
ชัดเจนสิทธิ์หน้าที่ มีกำลัง
จะปลูกสร้างยุคศรีอาริย์ด้วยมือตัว
เสรีชนแพร่ลามเหมือนแบคทีเรีย
ล้มนรกสวรรค์แบ่งดีชั่ว
เหลือเพียงพุทธปัญญาขับมืดมัว
บัว 4 เหล่ามีทุกชั้นฐานันดร
หลังเคี้ยวกินอย่างตะกละกำซาบฝัน
เขี้ยวกรามดึกดำบรรพ์ก็ผุกร่อน
เพียงตีนเปลือยมือเปล่าเข้าโยกคลอน
อีกไม่นานก็หลุดถอนด้วยแรงเรา
edit @ 5 Dec 2008 04:00:42 by คนมองหนัง
edit @ 5 Dec 2008 05:41:12 by คนมองหนัง