บทกวีการเมืองของไม้หนึ่ง ก.กุนที
นับตั้งแต่ช่วงประมาณเรียนมัธยมปลายมาจนถึงปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าชีวิตการอ่านบทกวีของผม เติบโตมาพร้อมกับพัฒนาการในการเขียนบทกวีของ “ไม้หนึ่ง ก.กุนที” อย่างค่อนข้างแนบแน่น
ช่วงเรียนมัธยมปลายจนถึงมหาวิทยาลัยปี 1 บทกวีที่น่าตื่นเต้นสำหรับผม คืองานที่เสาะแสวงหาความดีงาม ตั้งคำถามและใส่ใจในประเด็นเรื่องศาสนา ตลอดจนพรรณนาถึงความรักหรือความเหงาของคนในเมืองใหญ่ ดังเช่น งานในยุคต้น ๆ ของไม้หนึ่ง
พอเติบโตขึ้นมาหน่อย ผมเริ่มหันมาสนใจในประเด็นทางปรัชญา, เพศ, หรือเรื่องโพสต์โมเดิร์น เช่นเดียวกันกับงานในยุคกลางของไม้หนึ่งที่ใส่ใจในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว ดูเหมือนผมจะไม่ค่อยเห็นสอดคล้องกับสิ่งที่ไม้หนึ่งเขียนสักเท่าใดนัก ทว่าอย่างน้อย ผมก็ยังสามารถถกเถียงในประเด็นเดียวกันกับเขาผ่านการอ่านบทกวีที่เขาแต่งขึ้นมาได้
หลังจากนั้น คล้ายกับว่างานไม้หนึ่งค่อนข้างจะหายไปจากห้วงความรับรู้/ความสนใจของผม กระทั่งหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ไม้หนึ่งซึ่งว่ากันว่าขึ้นไปอ่านบทกวีบนเวทีการชุมนุมของนปก.หรือ นปช. ด้วยในช่วงเวลาหนึ่ง ก็แต่งบทกวีการเมืองที่มีเนื้อหาคมคายและน่าสนใจออกมาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะงานหลายชิ้นที่มุ่งวิพากษ์วิจารณ์ศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของสังคมไทยอย่างเจ็บแสบและแหลมคม อาจกล่าวได้ว่า ในช่วงเวลาประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ผมได้กลับมาพบรักกับไม้หนึ่งอีกครั้งหนึ่งผ่านการอ่านบทกวีการเมืองของเขา ในยุคที่การเมืองไทยกำลังสับสนวุ่นวายและคล้ายจะดำเนินไปสู่ความมืดมน
หนังสือรวมบทความ “เพศ: จากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ” โดย ธเนศ วงศ์ยานนาวา และ “หนังอาร์ตไม่ได้มาเพราะโชคช่วย: ว่าด้วยการขึ้นมาเป็นศิลปะของภาพยนตร์ในสังคมบริโภค” โดย ธนา วงศ์ญาณณาเวช
งานเขียนหรือหนังสือรวมบทความของธเนศ วงศ์ยานนาวา/ธนา วงศ์ญาณณาเวช อาจเป็นที่รู้จักกันในวงแคบ ๆ และคงไม่สามารถจะถูกยกสถานะให้กลายเป็นหนังสือขายดียอดนิยมได้ อย่างไรก็ตาม ตรรกะของสังคมบริโภคนั้น ไม่ได้มุ่งสนใจเพียงแค่ว่าสินค้าที่ถูกผลิตจะขายดีหรือไม่ และมีผู้บริโภคซื้อสินค้าเหล่านั้นไปใช้สอย/สอดใส่คุณค่าต่าง ๆ ในจำนวนมากน้อยแค่ไหน แต่ตรรกะสำคัญอีกประการหนึ่งของสังคมบริโภค ก็คือ การมี “ทางเลือก” ในการบริโภค และดูเหมือนตัวของธเนศ/ธนาจะพยายามตอบสนองต่อตรรกะดังกล่าวอย่างจริงจัง ผ่านการผลิตสินค้า/หนังสือที่มีชื่อของตนเองประทับตราอยู่ให้กลายเป็นสินค้าทางเลือกใหม่ ๆ (ในแง่ของเนื้อหาที่ซับซ้อน ลุ่มลึก และอ่านไม่ง่าย) ในสังคมบริโภคแบบไทย ๆ
หากมองแค่หน้าปกและชื่อหนังสือของ “เพศฯ” และ “หนังอาร์ตไม่ได้มาเพราะโชคช่วยฯ” ก็อาจดูเหมือนว่าประเด็นหลักที่หนังสือนำเสนอเคยปรากฏมาบ้างแล้วในหนังสือภาษาไทยบางเล่ม อย่างไรก็ตาม เมื่อลงมืออ่านอย่างจริงจัง เราจะพบได้ว่าสิ่งที่ธเนศ/ธนาเสนอในหนังสือสองเล่มดังกล่าวนั้น ได้สร้าง “ทางเลือก” ทางความคิดที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนให้แก่การพิจารณาประเด็นว่าด้วยเรื่องเพศและหนัง (อาร์ต) ที่เคยดำรงอยู่ในแวดวงการสาธารณสุข ภาพยนตร์ ศิลปะ หนังสือ ตลอดจนวรรณกรรมไทยร่วมสมัย
บทวิจารณ์นวนิยายเรื่อง “ความสุขของกะทิ” ในวารสาร “อ่าน” โดย คำ ผกา
หลายคนอาจประทับใจหรือตื่นเต้นกับคอลัมน์ของคำ ผกาในมติชนสุดสัปดาห์ โดยเฉพาะในเวลาที่เธอเขียนเรื่องการเมือง อย่างไรก็ตาม ผมกลับรู้สึกไม่ตื่นเต้นกับงานเขียนเหล่านั้นมากนัก (แม้จะชอบและรู้สึกสนุกอย่างมากเวลาอ่านก็ตามที) เนื่องจากเรายังสามารถพบเห็นเงาของนักวิชาการรุ่นใหญ่หลายต่อหลายคนซึ่งส่งอิทธิพลทาบทับมายังวิธีคิดที่ปรากฏในงานเขียนของเธอ เพียงแต่ภาษาและอารมณ์ขันจิกกัดที่คำ ผกาใช้นั้นมีความจัดจ้านแบบชาวบ้านมากกว่า ดังนั้นงานเขียนของเธอจึงมีเสน่ห์ที่ผิดแผกแตกต่างออกไปจากงานเขียนของนักวิชาการมือดีทั้งหลาย
สำหรับผม งานเขียนที่น่าประทับใจจริง ๆ ของคำ ผกาในปีนี้กลับเป็นบทวิจารณ์นวนิยายเรื่อง “ความสุขของกะทิ” ในวารสาร “อ่าน” เล่มสอง (จริง ๆ แล้ว ผมก็เริ่มประทับใจคำ ผกาเป็นครั้งแรก จากงานวิจารณ์วรรณกรรมไทยของเธอที่เคยปรากฏในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์) แน่นอนวิธีคิดของเธอที่ปรากฏในบทวิจารณ์ชิ้นนี้ก็ยังคงไม่ได้หลีกหนีไปจากความคิดและงานเขียนของนักวิชาการรุ่นใหญ่ ๆ (ที่พยายามจะต้านทานหรือเสนอแนะทางเลือกอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือความคิดกระแสหลักในสังคมไทย) มากสักเท่าใดนัก แต่ความพิเศษของบทวิจารณ์ชิ้นนี้ก็คือ อย่างน้อยเราแทบจะไม่ได้เห็นนักวิชาการทางสังคม-มนุษยศาสตร์ที่มีความรู้และมีเครื่องมือทางทฤษฎีที่ทรงพลังทั้งหลายเข้ามาแสดงบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์วรรณกรรมไทยร่วมสมัย (ที่อาจเข้าถึงคนอ่านมากกว่างานเขียนของนักวิชาการเหล่านั้น) อย่างจริงจังแต่อย่างใด ดังนั้นงานวิจารณ์วรรณกรรมรางวัลซีไรต์เรื่อง “ความสุขของกะทิ” ของคำ ผกา จึงสามารถช่วยสร้างวิธีการมองโลก/วิธีการวิพากษ์วิจารณ์ที่น่าตื่นเต้นให้แก่แวดวงวรรณกรรมไทยร่วมสมัยได้อย่างน่าชื่นชม (ในยุคที่ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นมากนักในแวดวงวรรณกรรมไทยร่วมสมัย)
งานเขียนว่าด้วยหนัง, เพลง, และสังคมการเมือง ของ รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์ และ รุ้งรวี & รวีพลอย ในนิตยสารวอลลุ่ม
สำหรับหลายคน นิตยสารวอลลุ่มอาจเป็นเพียงแค่นิตยสารแฟชั่น/ผู้หญิงรายปักษ์เล่มหนึ่ง ที่มีภาพแฟชั่นอันร้อนแรงทรงเสน่ห์ปรากฏออกมาเป็นระยะ ๆ แต่สำหรับผม วอลลุ่มยังมีดีที่งานเขียนวิจารณ์หนัง, เพลง, และซุบซิบเรื่องสังคมการเมืองของรุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์ และรุ้งรวี & รวีพลอย แม้งานของเธอ (ผมเข้าใจเอาเองว่า รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์ และ รุ้งรวี & รวีพลอย คืนคน ๆ เดียวกัน) อาจจะไม่ได้มีคุณภาพเลอเลิศและเต็มไปด้วยความคิดอันคมคายเสียทุกชิ้น ทว่างานเขียนหลายชิ้นของรุ้งรวีก็สามารถเปิดมุมมองหรือตั้งคำถาม โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการเมืองไทยในช่วงขวบปีที่ผ่านมา ได้อย่างแหลมคมและมีอารมณ์ขัน ซึ่งผิดแผกไปจากการพยายามเขียนเรื่องการเมืองของคอลัมนิสต์คุณภาพในสายงานวิจารณ์บันเทิงจำนวนหนึ่ง ที่มักจะไม่คมคาย เกรี้ยวกราดได้แค่กับพวกนักการเมือง และเอ่อล้นไปด้วยอารมณ์ตลกฝืด
edit @ 6 Jan 2009 23:40:12 by คนมองหนัง