หนังสือการ์ตูนชุด 20th Century Boy
ผมรู้สึกว่าประเด็นที่น่าสนใจจริง ๆ ของหนังสือการ์ตูนชุดนี้อาจไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอเรื่องราวว่าด้วยลัทธิบูชาคลั่งไคล้ใหลหลงเคารพเชื่อมั่นในอภิมนุษย์/อะไรบางอย่างของผู้คนจำนวนมาก จนกระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านลบต่อสังคม, การเมือง, เศรษฐกิจ, และวัฒนธรรม ฯลฯ ตามมา (ซึ่งผมคิดว่าทั้งการ์ตูนและหนังในภาคแรกยังอธิบายความตรงนี้ได้ไม่ละเอียดประณีตเพียงพอ ว่าทำไมคนญี่ปุ่นและคนทั้งโลกจึงหลงเคารพและหลงเชื่อ “เพื่อน” อย่างหัวปักหัวปำ เพราะอย่างน้อยการถือกำเกิดขึ้นมาของลัทธิฟาสซิสต์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือการบูชาศรัทธา “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” บางอย่าง/บางคนในบางสังคม ก็มีแง่มุมต่าง ๆ ที่มันละเอียดซับซ้อนทั้งในด้านโครงสร้างทางประวัติศาสตร์และจิตใจของผู้คนที่เป็นผู้กระทำการในแต่ละยุคสมัย ยิ่งกว่าที่การ์ตูนและหนังนำเสนอ) หรือการปฏิวัติโดยคนเล็ก ๆ ผ่านแง่มุมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แฝงอยู่ในชีวิตประจำวัน/วัฒนธรรม เช่น เสียงดนตรี จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ให้แก่สังคมโลกได้ (ซึ่งการ์ตูนก็นำเสนอประเด็นนี้ออกมาในลักษณะที่ค่อนไปทางทีเล่นมากกว่าทีจริง)
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผมเห็นว่า 20th Century Boy สามารถนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจ มีพลัง ชวนขบคิดและตั้งคำถาม กลับเป็นอารมณ์โหยหาอดีตที่ซ้อนทับอยู่กับการหลงลืมและความผิดพลาด (ที่อาจแลดูเล็กน้อย ทว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับบางคน) ในช่วงชีวิตวัยเยาว์ซึ่งส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อชีวิตในช่วงเวลาปัจจุบันและอนาคต ตามความเห็นส่วนตัวของผม แม้ประเด็นดังกล่าวนี้อาจไม่ได้มีความแปลกใหม่มากมายนัก แต่มันก็มักจะมีพลังอยู่เสมอยามเมื่อปรากฏอยู่ในวรรณกรรมหรือภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่อง
ป.ล.การที่ “เพื่อน” สามารถกลายเป็นประธานาธิบดีโลกได้ในผลงานทางด้านวัฒนธรรมอย่างหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ย่อมแสดงให้เห็นว่าระบอบการปกครองของญี่ปุ่นกับไทยที่ดูเหมือนจะคล้ายคลึงกันนั้น กลับมีวัฒนธรรมทางการเมืองบางประการที่แตกต่างกันอย่างสำคัญดำรงอยู่
นวนิยายจีนกำลังภายในชุดเล็กเซี่ยวหงส์
ผมอ่านนวนิยายจีนกำลังภายในชุดนี้ครั้งแรกตอนเรียนอยู่ ม.4 ด้วยอารมณ์ดื่มด่ำประทับใจกับบุคลิกวีรบุรุษ/อภิมนุษย์เหนือมนุษย์ทั่ว ๆ ไปของบรรดาตัวละครเอกที่เป็นจอมยุทธทั้งหลายภายในเรื่อง นับตั้งแต่เล็กเซี่ยวหงส์ ไซมึ้งชวยเสาะ ฮวยมั่วเล้า ซีคงเตียะแช หรือหลวงจีนสัตย์ซื่อ นอกจากนี้ ผมยังมีอารมณ์ตื่นเต้นไปกับพล็อตเรื่องเชิงสืบสวนสอบสวนอันซับซ้อนซ่อนเงื่อนคาดเดายากของนวนิยายในแต่ละตอน
อีก 11 ปีต่อมา ผมหวนกลับมาอ่านนวนิยายจีนกำลังภายในชุดนี้อีกครั้งหนึ่ง การกลับมาอ่านเล็กเซี่ยวหงส์ในรอบที่สอง ทำให้ผมรู้สึกถึงลักษณะเด่นสองประการของนวนิยายชุดนี้ ประการแรก อย่างที่หลายคนคงทราบกันว่านวนิยายชุดเล็กเซี่ยวหงส์รวมทั้งชอลิ้วเฮียงของโก้วเล้งนั้น ได้รับแรงบันดาลใจอย่างสำคัญมาจากนวนิยายในเชิงสืบสวนสอบสวนของฝรั่งเช่น ชุดเชอร์ล็อค โฮล์มส์ และ เฮอร์คูล ปัวโรต์ เป็นต้น ซึ่งพอมาอ่านนวนิยายชุดเล็กเซี่ยวหงส์อีกครั้งหนึ่ง ผมก็พบว่านวนิยายจีนกำลังภายในชุดนี้มีองค์ประกอบของโครงเรื่องที่เป็น “ฝรั่ง” มาก ๆ กระทั่งเราคงเอ่ยอ้างไม่ได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเล็กเซี่ยวหงส์มี “ความเป็นตะวันออก” อันผิดแผกและถูกแบ่งแยกอย่างเด็ดขาดสิ้นเชิงจาก “ความเป็นตะวันตก” เหมือนกับที่เรามักจะกล่าวอ้างด้วยสามัญสำนึกกันอยู่บ่อยครั้งว่าหนังหรืองานศิลปะอื่น ๆ จากจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ไต้หวัน เรื่อยไปจนถึงญี่ปุ่นหรือเกาหลีนั้น มี “ความเป็นตะวันออก” ที่ลึกซึ้งในเรื่องของอารมณ์และจิตใจยิ่งกว่างานของพวก “ฝรั่งตะวันตก” ประการที่สอง ผมพบว่านวนิยายชุดนี้มีจุดคลี่คลายที่น่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งนั่นคือ สุดท้ายแล้ว ตัวร้ายจริง ๆ ที่แฝงตัวอยู่ในแต่ละตอนของนวนิยายก็คือบรรดาคนกันเองในยุทธภพหรือมิตรสหายจำนวนหนึ่งของเล็กเซี่ยวหงส์ทั้งนั้น ลักษณะเด่นเช่นนี้อาจสะท้อนให้เห็นว่า “คุณธรรมน้ำมิตร” ในแวดวงชาวยุทธของนวนิยายกำลังภายใน อาจไม่ได้หมายถึง คุณธรรม จริยธรรม และมิตรภาพ อันดีงามสูงส่งและมั่นคงตายตัวเสมอไป ทว่าคุณธรรมน้ำมิตรดังกล่าวสามารถจะถูกบิดผันเปลี่ยนรูปและส่องสะท้อนให้เห็นว่า “นรก” ไม่ใช่คนอื่น หากแต่คือพวกเรากันเองนี่แหละ ได้อยู่ตลอดเวลา
หนังที่ประทับใจในปี 2551
องค์บาก 2 หนังบู๊ที่มีโครงสร้างบทที่แข็งแรงเป็นระบบระเบียบมาก ๆ ตามความเห็นส่วนตัวของผม โดยโครงสร้างของบทภาพยนตร์ดังกล่าวก็แสดงให้เห็นถึงลักษณะอันหลากหลายของ “อำนาจ” ได้อย่างน่าสนใจ (ผมจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง)
สะบายดี หลวงพะบาง เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในอุษาคเนย์ผ่านความสัมพันธ์ของคนเล็ก ๆ สองคนได้อย่างน่ารักและน่านำไปขบคิดตีความต่อ ท่ามกลางบริบทในโลกแห่งความเป็นจริงที่ประเด็นชาตินิยมจากกรณีปราสาทเขาพระวิหารกำลังลุกไหม้เผาผลาญความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างน่ากลัวและน่าเสียใจ
สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์ หนังตลกที่สนุกมาก ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาบรรดาตลกคาเฟ่มืออาชีพแต่อย่างใด นอกจากนี้หนังก็แฝงประเด็นเรื่องชนชั้นไว้ด้วยอย่างน่าสนใจ แม้ว่าการนำเสนอประเด็นดังกล่าวจะดำเนินไปในลักษณะหยิกแกมหยอก ไม่ใช่การมุ่งถอนรากถอนโคนอย่างจริงจังก็ตามที
กอด ตลอดรายทางของหนังเรื่องนี้ ผู้กำกับและผู้เขียนบทคือคงเดช จาตุรันต์รัศมีได้แอบพูดถึงบรรยากาศทางการเมืองไทยในช่วงปี 2549-2550 ไว้อย่างต่อเนื่องชวนขบคิด (แม้อาจไม่ได้เป็นระบบระเบียบมากนัก) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สำหรับในแวดวงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกระแสหลักแล้ว คงเดชอาจถือเป็นผู้กำกับหนังเพียงคนเดียวที่ใส่ใจกับบริบททางการเมืองไทยในยุคร่วมสมัย (กับท้องเรื่องของหนังเรื่องนั้น ๆ) อย่างจริงจัง
No Country for Old Men หลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าไม่ใช่คนแก่ทุกคนที่จะไร้ที่ยืนหรือที่อยู่บนโลกใบนี้ แต่ผู้ที่จะไร้ที่ยืนหรือที่อยู่บนโลกนี้ก็คือมนุษย์ (ไม่ว่าจะแก่หรือไม่แก่) ที่รู้สึกท้อแท้ ห่อเหี่ยว และหมดหวัง กับความเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์และสันดานดิบอันดำรงอยู่เคียงคู่กับมนุษยชาติมาทุกยุคทุกสมัยต่างหาก เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่คุณเริ่มรู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นวิกฤตไปเสียหมด และคุณหมดกำลังใจจะรับมือกับมัน เซลแมนขายวิกฤตอย่างคุณก็ย่อมจะถูกมันกัดกร่อนกลืนกินจนตายทั้งเป็นในอีกไม่ช้าไม่นาน
Burn after Reading หนังที่แสดงให้เห็นว่าอำนาจรัฐนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในบรรดาอำนาจต่าง ๆ ซึ่งเข้ามาครอบงำจัดการกับวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมร่วมสมัย
Alice in the Land หนังพูดถึงชีวิตของคนเล็กคนน้อยที่ต้องเอาชีวิตรอดด้วยการแอบอิงตนเองเข้ากับระบบเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์อันตัดผ่านรัฐ-ชาติและเส้นแบ่งเขตแดนที่ถูกสร้างขึ้นมาในยุคสมัยใหม่ ซึ่งสอดคล้องกันกับความเชื่อและพิธีกรรมของชนพื้นเมืองดั้งเดิม ณ ทวีปอเมริกาใต้ในช่วงเวลาก่อนที่จะมีการตัดแบ่งรัฐ-ชาติ ได้อย่างเรียบง่ายและน่าสนใจ
Years when I was a Child Outside หนังบอกเล่าเรื่องราวห้วงชีวิตภายในความทรงจำของปัจเจกบุคคลซึ่งบิดผันไปตามบริบท/โครงสร้างภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างน่าสนใจและมีเสน่ห์
Eat, For This is My Body หนังบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างเจ้าอาณานิคมกับผู้คนพื้นเมืองในดินแดนอาณานิคม รวมทั้งสภาวการณ์ในยุคหลังอาณานิคมได้อย่างซับซ้อน (มีหลากหลายมิติ) สนุก และชวนขบ
edit @ 7 Jan 2009 23:54:32 by คนมองหนัง
edit @ 7 Jan 2009 23:56:11 by คนมองหนัง