ละครโทรทัศน์จักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่องสังข์ทอง
นี่อาจถือเป็นละครโทรทัศน์แห่งปีอีกเรื่องหนึ่ง เพราะอย่างน้อยละครเรื่องนี้ก็ออกแพร่ภาพครั้งแรกในช่วงเสาร์-อาทิตย์สุดท้ายของเดือนธันวาคม 2550 และมาอวสานลงเมื่อวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนธันวาคม 2551 ด้วยความยาวรวมทั้งสิ้นกว่า 100 ตอนเห็นจะได้
ถ้าเทียบกับละครจักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่องอื่น ๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “สังข์ทอง” อาจถือเป็นละครที่มีความยาวสูงสุด อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของมันกลับไม่ได้มีความเข้มข้นหรือทำการหยอกล้อกับบริบททางสังคม-การเมืองในยุคร่วมสมัยอย่างน่าตื่นเต้นที่สุด หากเปรียบกับละครที่มาก่อนอย่าง “เกราะกายสิทธิ์” หรือ “พระทิณวงศ์” รวมทั้งละครที่มาทีหลังอย่าง “เทพสังวาลย์”
แต่ถึงกระนั้น สังข์ทองฉบับปี 2551 ก็มีสิ่งที่น่าสนใจแฝงอยู่มิใช่น้อย ทั้งการที่ละครถูกยืดยาวและด้นวนเวียนอยู่กับมุขตลกว่าด้วยเงาะป่าหรือหกเขย และการสร้างเรื่องต่อเติมจากบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 (ที่ผู้สร้างละครทำการอ้างอิง) ไปมากมายพอสมควร ซึ่งส่งผลให้ละครเรื่องนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบอย่างท่วมท้นในเว็บบอร์ดบางแห่ง ทว่าลักษณะที่ดูเหมือนจะเป็นแง่มุมอันอ่อนด้อยออกทะเลดังกล่าวของสังข์ทองกลับแสดงให้เห็นได้ชัดเจนถึงลักษณะการเผยแพร่นิทานพื้นบ้านไทยตลอดจนการแสดงละครพื้นบ้านต่าง ๆ ในรูปแบบมุขปาฐะ ที่เรื่องราวของนิทานและละครเหล่านั้นจะถูกด้นหรือต่อเติมไปได้อย่างไม่รู้จบตามความคิดสร้างสรรค์ของผู้เล่า/ผู้แสดง จนกระทั่งเรื่องราวของนิทาน/ละครพื้นบ้านเหล่านั้นไม่ได้เดินทางไปถึงจุดจบอย่างง่ายดายนัก หากแต่กลับถูกผลิตซ้ำและสรรค์สร้างเรื่องราวเพิ่มเติมไปได้อย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด จนไม่มีนิทานพื้นบ้านหรือวรรณคดีชิ้นใดที่มีสถานะเป็นต้นฉบับมาตรฐานแต่เพียงหนึ่งเดียว ดังนั้น การที่มีผู้โจมตีผู้ผลิตละครเรื่องนี้ว่ากระทำการอันหมิ่นต่อพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 2 จึงเหมือนเป็นการกล่าวโทษที่ไม่เข้าใจถึงลักษณะบางอย่างของวรรณคดีไทยหรือนิทานพื้นบ้านซึ่งถูกเผยแพร่ผ่านกระบวนการมุขปาฐะ อันนำมาซึ่งการไร้สถานะของ “ความเป็นต้นฉบับ” หรือ “ความเป็นของแท้ดั้งเดิม” เพราะแม้กระทั่งพระราชนิพนธ์สังข์ทองของรัชกาลที่ 2 เองก็มีที่มาจากนิทานชาดกในยุคก่อนหน้านั้นเช่นกัน
นอกจากนี้ การที่ผู้ผลิตละครสังข์ทองสามารถอ้างบทพระราชนิพนธ์ของกษัตริย์ในอดีตและนำเรื่องราวดังกล่าวมาดัดแปลงต่อเติมได้ ก็แสดงให้เราเห็นว่าวิธีการต่อสู้/ดัดแปลง/พลิกแพลง/ฉวยใช้ความคิดกระแสหลักของสังคมที่มีสถานะสูงส่งแตะต้องไม่ได้นั้นยังคงมีอยู่อย่างมากมาย แต่อาจถูกซ่อนแฝงไว้ในพื้นที่ที่เราคิดไม่ถึงหรือมองข้ามไป
สำหรับเนื้อหาที่ถูกยืดยาวของสังข์ทองนั้น ผมกลับคิดว่ามีความน่าสนใจแฝงอยู่ เช่น อย่างน้อยเส้นเรื่องของละครก็ไม่ได้ดำเนินไปอย่างง่ายดายไร้ความสลับซับซ้อนเช่นในวรรณคดีฉบับพระราชนิพนธ์ เพราะในละครเรื่องนี้ กว่าที่พระสังข์จะได้พบกับพระบิดาพระมารดาและสามารถครองรักกับนางรจนาได้อย่างมีความสุข เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับทุกข์ภัยสาหัสนานัปการจากน้ำมือของเหล่าตัวร้ายที่ผู้สร้างละครสร้างบทบาทขึ้นมาใหม่ กระทั่งต้องทนทรมานถูกเผาผลาญโดยไฟนรก ซึ่งพระอินทร์ในเรื่องก็ให้เหตุผลว่าพระสังข์ต้องชดใช้กรรมเก่าที่ตนเองก่อไว้ (เพราะเคยทำร้ายจิตใจแม่บุญธรรมที่เป็นยักษ์อย่างนางพันธุรัตจนถึงแก่ความตายและกลั่นแกล้งทำร้ายร่างกายหกเขย) เสียก่อนที่จะได้พบกับความสุขในเบื้องท้าย ขณะเดียวกัน การเพิ่มเติมบทบาทและสีสันให้กับหกเขยและหกพระพี่นางของนางรจนา ก็ให้ภาพการแย่งชิงอำนาจและความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำ/ราชสำนักได้อย่างน่าสนใจ ตลกขบขัน และสนุกสนานอยู่ไม่น้อย
งานเพลงโฟล์คซองสามชุดของมาโนช พุฒตาล
เนื้อหาของงานโฟล์คซองที่ดำเนินผ่านการร้องเพลงสลับกับการพูดเล่าเรื่องของมาโนช พุฒตาลทั้งสามชุดนี้ (ในชุดที่สอง มีสมพงษ์ ศิริวิโรจน์ มาร่วมงานด้วย) อาจมีความลุ่มลึกคมคายหรือมีความเป็นขบถ (ผ่านการตั้งคำถามอันแหลมคมรุนแรง) น้อยลงกว่าผลงานชุด “ในทรรศนะของข้าพเจ้า” อย่างเห็นได้ชัด เช่น “อยู่อยุธยา” ก็ดูเหมือนจะเป็นงานที่พยายามโหยหาอดีตด้วยอารมณ์โรแมนติกและค่อนข้างมีอคติต่อสังคมบริโภค/ทุนนิยมมากพอสมควร ขณะที่เรื่องเล่าใน “เชนมีคู่หูเป็นลิง” ที่เริ่มต้นขึ้นมาอย่างน่าตื่นเต้นและน่าสนใจก็ค่อย ๆ ถูกลดทอนให้กลายเป็นเรื่องของการแบ่งขั้วง่าย ๆ ระหว่างป่า/ธรรมชาติอันงดงามสูงส่งกับเมืองและคนเมือง/นักการเมือง (ทั้งในและนอกสภา) ที่ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวและเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาในตอนท้าย
แต่ถึงที่สุดแล้ว คนฟังทั้งหลายก็ยังน่าจะได้สัมผัสถึงความไพเราะของเสียงดนตรีอันเรียบง่ายและความสามารถอันสูงส่งในการเป็นนักเล่าเรื่องของมาโนช พุฒตาลที่ปรากฏอยู่ในผลงานทั้งสามชุดดังกล่าว
edit @ 8 Jan 2009 22:27:52 by คนมองหนัง
edit @ 9 Jan 2009 01:06:50 by คนมองหนัง