2009/Apr/03

ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับประจำเดือนเมษายน 2552 ได้ตีพิมพ์บทความ คติพระอินทร์สมัยรัชกาลที่ 1: อุดมการณ์รัฐ พุทธศาสนา และสถาปัตยกรรม ของ อ.ชาตรี ประกิตนนทการ แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร 

โดยบทความที่น่าสนใจชิ้นนี้ได้อธิบายเรื่องการสถาปนาคติเรื่องพระอินทร์ให้เป็นอุดมการณ์รัฐในสมัยรัชกาลที่ 1 อย่างพิสดาร (ละเอียดรอบด้าน) สวนทางกับความเชื่อในสามัญสำนึกทั่ว ๆ ไป ที่พอนึกถึงอุดมการณ์รัฐอันข้องเกี่ยวกับกษัตริย์ในสมัยอยุธยา ต้นรัตนโกสินทร์ หรือแม้กระทั่งมาจนถึงยุคปัจจุบัน ก็มักจะเชื่อมโยงไปยังคติความเชื่อเรื่องพระรามหรือนารายณ์อวตารเพียงเท่านั้น

ในบทความดังกล่าวนี้ ผู้เขียนคือชาตรี ได้อธิบายและตั้งคำถามไว้อย่างแหลมคมว่า ทำไมรัชกาลที่ 1 และชนชั้นนำสมัยต้นรัตนโกสินทร์จึงเลือกใช้คติพระอินทร์มากกว่าจะเป็นคติพระราม (อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าผู้เขียนบทความจะเสนอว่าชนชั้นนำเหล่านั้นได้ปฏิเสธที่จะใช้คติพระรามอย่างสิ้นเชิง หากแต่พวกเขาได้เลือกใช้คติพระอินทร์มาเป็นอุดมการณ์หลักสำคัญของรัฐมากกว่า ขณะที่คติความเชื่ออื่น ๆ ก็ยังถูกนำมาใช้อธิบายการดำรงอยู่ของรัฐในสมัยต้นรัตนโกสินทร์เช่นกัน) 

 

สาเหตุที่ทำให้บทความของชาตรีมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจเรื่องรัฐแบบไทย ๆ ก็คือ ในด้านหนึ่งแล้ว ผมเห็นว่ารัฐไทย/สังคมไทยไม่ได้สลัดตนเองออกจากคติความเชื่อแบบเก่าเสียทีเดียว มิหนำซ้ำคติความเชื่อเหล่านั้นยังดำรงอยู่อย่างเป็นแกนหลักสำคัญของรัฐ และเป็นกรอบการมองโลกที่สำคัญของผู้คนจำนวนมากในสังคม

ดังนั้น ไม่ว่าเรามุ่งหวังจะต่อต้านท้าทายอำนาจหรือพยายามจะสนับสนุนค้ำจุนรัฐไทย เราจึงควรที่จะทำความเข้าใจกับคติความเชื่อโบราณเหล่านี้ให้ดี ทั้งคติพระอินทร์ พระราม/นารายณ์อวตาร เทวราชา ธรรมราชา ฯลฯ เพราะการพยายามท้าทายอำนาจรัฐหรือการเทิดทูนอำนาจรัฐใด ๆ ที่ดำเนินไปโดยปราศจากพื้นฐานของคติความเชื่อเหล่านี้มักจะค่อนข้างไร้พลังในความรู้สึกของผม

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพูดถึงบทกวีที่มุ่งท้าทาย/ตั้งคำถามกับอำนาจรัฐหรือสถาบันสำคัญของไทยในปัจจุบัน ผมก็เห็นว่าบทกวีของไม้หนึ่ง ก.กุนที ยังเป็นงานที่มีความคมชัดมากที่สุดท่ามกลางบทกวีในแนวทางนี้ชิ้นอื่น ๆ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะไม้หนึ่งมีความรู้ความเข้าใจในคติความเชื่อที่ใช้อธิบายการดำรงอยู่ของรัฐโบราณ (/ปัจจุบัน) ในสยาม/ไทยเป็นอย่างดี และสามารถนำคติความเชื่อเหล่านั้นมาเล่นแร่แปรธาตุ ดังจะเห็นได้ในบทกวีหลายชิ้นของเขาที่นำเอาทศชาติชาดกและคติความเชื่อทางพราหมณ์-ฮินดู เช่น เรื่องพระราม มาตีความเสียใหม่ชนิดที่กลับหัวกลับหางกันเลยทีเดียว จนกระทั่งคติความเชื่อที่ถูกแปล/แปร/แปลงดังกล่าว กลายเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบยั่วล้อกับศูนย์กลางอำนาจของรัฐไทยได้อย่างเจ็บแสบในที่สุด

ขณะที่บทกวีของกวีร่วมสมัยที่น่าสนใจอีกหลายชิ้น ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเดียวกันกับไม้หนึ่ง กลับมีพลังไม่มากเท่า (ในความคิดของผม) เพราะนอกจากงานเหล่านั้นจะเลือกนำเสนอสารของตัวเองผ่านรูปแบบกลอนเปล่าที่ยากต่อการถ่ายทอดไปตามวิถีมุขปาฐะแล้ว สารของบทกวีกลุ่มนี้ที่มีเนื้อหาโน้มเอียงไปสู่ความเป็นสากลก็ดูจะยังเชื่อมโยงกันได้ไม่สนิทดีนักกับปัญหาทางการเมืองของสังคมไทย

(สำหรับตัวผมเอง ก็พยายามท้าทายคติความเชื่อโบราณที่ยังฝังตรึงอยู่ในรัฐ/สังคมไทย ผ่านการเขียนงานเกี่ยวกับละครโทรทัศน์จักร ๆ วงศ์ ๆ อยู่เป็นระยะ อย่างไรก็ตาม ความเกียจคร้านส่วนบุคคลได้ส่งผลให้การทำงานในส่วนนี้ของผมเดินทางไปไม่ถึงไหนเสียที)

เช่นเดียวกันกับคำอธิบายว่าด้วยพระราชพิธีต่าง ๆ ของราชสำนัก เช่น การก่อสร้างพระเมรุมาศ ที่น้ำหนักจะลดน้อยลงไปพอสมควร หากไม่มีฐานความคิดว่าด้วยคติความเชื่อที่ใช้อธิบายรัฐแบบโบราณอันยิ่งใหญ่และมีสถานะเป็นแก่นกลางของอนุจักรวาลรองรับอยู่ 

 

หมายเหตุ เนื่องจากบทความชิ้นนี้มีสถานะเป็นบทความหลักของศิลปวัฒนธรรมฉบับล่าสุด นิตยสารดังกล่าวจึงนำภาพ พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ที่ออกแบบโดย สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มาเป็นภาพหน้าปก เนื่องจาก (แต่ทั้งศิลปวัฒนธรรมและชาตรี ไม่ได้อธิบายประเด็นนี้เอาไว้อย่างชัดเจน) ต่อมาภาพดังกล่าวได้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นตราสัญลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งในบทความชิ้นนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ชื่อของกรุงเทพมหานครฯ ตลอดจนสถาปัตยกรรมของสถานที่สำคัญหลายแห่งในยุคสร้างบ้านแปงเมืองของกรุงรัตนโกสินทร์นั้นมีความสัมพันธ์กับคติพระอินทร์ (ผู้ทรงช้างเอราวัณ) อย่างแนบแน่น

 

edit @ 3 Apr 2009 19:31:52 by คนมองหนัง

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

<< Home


คนมองหนัง
View full profile