2009/Apr/18

เมื่อนายกสยามสมาคมตรัสชวนให้ข้าพเจ้าแสดงปาฐกถาเรื่องบรมราชาภิเษกนี้ ในชั้นต้นข้าพเจ้าไม่สู้เต็มใจรับชวน เพราะคาดว่าคงไม่มีใครเอาใจใส่เท่าใดนัก จะมานั่งพูดทำไม ครั้นท่านชวนอีก ข้าพเจ้าไปคิดดูอีกที กลับเห็นดีขึ้นมาจึงรับจะพูด เหตุที่ข้าพเจ้าจะเห็นดีนั้น ข้าพเจ้าจะบรรยายเองก็สู้ถ้อยคำของ ดร.มาลินอฟสกี้ที่เขียนไว้ในหนังสือ Science, Religion and Reality ไม่ได้ จึ่งคัดคำของท่านด๊อกเตอร์มาลงอธิบายเหตุของข้าพเจ้าดังต่อไปนี้

"สังคมใดนับถือธรรมเนียมของตนอันสืบต่อมาแต่หลัง ย่อมทำให้ฐานะของสังคมนั้นแข็งแรงและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การยึดมั่นและปฏิบัติประการใด ๆ ก็ดี หากเป็นไปในทางที่จะยกย่องธรรมเนียมแห่งสังคมของตนแล้ว ย่อมเป็นกำลังสำคัญที่จะยืดอายุให้แก่อารยธรรมแห่งสังคมนั้น...ธรรมเนียมดังว่านี้ท่านผู้ใหญ่ท่านลงทุนไว้หนักหนาที่จะสร้างขึ้นไว้ ฉะนั้นหากการดำรงธรรมเนียมเหล่านี้จะเป็นเหตุให้หมดเปลืองไปสักเพียงไร ก็ต้องยอมสละให้จงได้"

 

นี่เป็นสองย่อหน้าสุดท้ายของบทความ "เรื่องบรมราชาภิเษก" นิพนธ์โดย "พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร" หรือ "พระองค์เจ้าธานีนิวัต" ผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรีและเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในช่วงต้นรัชกาลปัจจุบัน

ผมมีข้อสังเกตสั้น ๆ สองประการต่อข้อความในสองย่อหน้าดังกล่าว

ประการแรก น่าสนใจว่าพระองค์เจ้าธานีนิวัตได้อ้างอิงงานเขียนของมาลินอฟสกี้ ซึ่งเป็นนักวิชาการทางด้านมานุษยวิทยาที่มีชื่อเสียงระดับโลก ("ตะวันตก") ในยุคร่วมสมัยดังกล่าวอย่างสำคัญ (บทความของพระองค์ธานีฯ เขียนขึ้นในช่วงทศวรรษ 2490 ขณะที่มาลินอฟสกี้เสียชีวิตก่อนหน้านั้นไม่นานนัก คือ ในปี พ.ศ. 2485 หรือ ค.ศ. 1942 ส่วนบทความของเขาในหนังสือ Science, Religion and Reality นั้นตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2468 หรือ ค.ศ. 1925) ทั้ง ๆ ที่งานของพระองค์พยายามจะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของขนบธรรมเนียมประเพณีไทยแต่โบราณที่ได้รับสืบทอดมาจากความเชื่อทางพราหมณ์และพุทธ

สิ่งที่น่าสังเกตเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับยุคปัจจุบันก็คือ เราจะไม่เห็นองคมนตรีหรือ "ปัญญาชนสายนิยมเจ้า" ในยุคปัจจุบัน ที่อ้างอิงงานของนักคิดร่วมสมัยในโลก "ตะวันตก" มากนัก หรืออาจกล่าวได้ว่า พวกท่านเหล่านี้แทบจะไม่อ้างอิงแนวความคิดร่วมสมัยต่าง ๆ เหล่านั้นเลย เวลาออกมาแสดงความเห็นหรือเขียนงานว่าด้วยสังคมการเมืองไทย เช่น ไม่มีองคมนตรีหรือ "ปัญญาชนสายนิยมเจ้า" ท่านใดที่พยายามใช้แนวคิด "โพสต์โมเดิร์น" ที่ก่อตัวมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 และบูมแบบสุด ๆ ในทศวรรษ 1990 มาอธิบายสภาพสังคมการเมืองไทยหลังปี ค.ศ. 2000 ที่สุดแสนจะซับซ้อนและไม่มีผู้ใดสามารถยึดกุมอำนาจนำได้อย่างสัมบูรณ์ เป็นต้น (การยกตัวอย่างของผม อาจแลดูสุดขั้วไปหน่อย เพราะในขณะที่แนวคิดของมาลินอฟสกี้สามารถยังประโยชน์ให้แก่กลุ่มผลประโยชน์ที่พระองค์ธานีฯ ทรงสังกัดอยู่ได้ ทว่าแนวคิด "โพสต์โมเดิร์น" กลับไม่สามารถยังประโยชน์ใด ๆ ให้แก่องคมนตรีหรือ "ปัญญาชนสายนิยมเจ้า" ในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ย่อมต้องมีแนวคิดของนักคิด "ตะวันตก" ร่วมสมัยจำนวนหนึ่งที่มีคุณูปการต่อการอธิบายโลกของกลุ่มบุคคลเหล่านี้อยู่บ้าง เพียงแต่พวกเขาไม่เคยนำแนวคิดเหล่านั้นมาใช้เป็นเครื่องมืออย่างจริงจังเลย) แต่ดูเหมือนบุคคลเหล่านี้พยายามจะอ้างอิงถึงภูมิปัญญาในสังคมไทยจำนวนหนึ่ง ที่พวกตนคิดว่าสามารถนำมาใช้อธิบายสังคมการเมืองไทยร่วมสมัยได้อย่างเหมาะสมและพอเพียงดีแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคำอธิบายโลกของแนวคิดจากต่างประเทศแต่อย่างใด

ประการที่สอง พระองค์เจ้าธานีนิวัตแสดงเจตจำนงส่วนพระองค์โดยอ้างอิงจากแนวคิดของมาลินอฟสกี้ว่า เราจำเป็นต้องยอมหมดเปลืองหรือเสียสละอะไรต่าง ๆ แม้จะมากมายเพียงใดก็ตาม เพื่อที่จะธำรงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีหรืออารยธรรมที่สืบทอดมาแต่โบราณเอาไว้

สิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือ สังคมไทยต้องยอมหมดเปลืองหรือเสียสละกันมากมายสักเพียงใดจึงจะสามารถธำรงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณไว้ได้อย่างข้ามยุคข้ามสมัย (ส่วนขนบธรรมเนียมประเพณีดังกล่าวจะสืบทอดมาแต่โบราณจริง ๆ หรือมีสถานะเป็น "ประเพณีประดิษฐ์" ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างจริงจังในช่วงทศวรรษ 2490 เรื่อยมาจนถึง 2500 นั้น ก็เป็นหัวข้อที่มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งทำการศึกษาและเขียนงานออกมาในจำนวนมากพอสมควร) และเราพึงมีขีดจำกัดหรือไม่ ว่าหากสังคมต้องหมดเปลืองหรือเสียสละถึงบางระดับแล้ว ก็ควรกลับมาตั้งคำถามกับตนเองว่าเราจะหมดเปลืองหรือเสียสละอย่างมากมายต่อไปเพื่ออะไร?

ทั้งหมดนี้เขียนขึ้นด้วยความเคารพที่มีต่อพระองค์เจ้าธานีนิวัติ "ปัญญาชนสายนิยมเจ้า" ที่ผมให้ความเคารพนับถือในผลงานเขียนมากที่สุดคนหนึ่ง 

edit @ 18 Apr 2009 06:35:47 by คนมองหนัง

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ขอบคุณสำหรับบทความครับ big smile
#1  by  Seam - C At 2009-04-18 14:55, 

<< Home


คนมองหนัง
View full profile