เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผมเพิ่งมีโอกาสได้ไปดูหนังเรื่อง “เมืองในหมอก” ผลงานซึ่งถูกสร้างเมื่อปี พ.ศ.2521 โดย “เพิ่มพล เชยอรุณ”
คงมีนักวิจารณ์หนัง/นักเขียนบทความเกี่ยวกับหนังร่วมสมัยจำนวนหนึ่งได้เคยเขียนงานเพื่อพินิจพิเคราะห์ตีความหนังฟิล์มนัวร์ชิ้นประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นก่อนกาลของไทยเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว และน่าเชื่อว่าภายหลังจากที่หนังถูกนำมาฉายใหม่อีก 2 รอบ ณ โรงภาพยนตร์เฮาส์ อาร์ซีเอ ก็คงจะมีนักวิจารณ์หนังรุ่นหลังเขียนงานเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ตามมาอีกมากพอสมควร
ดังนั้น ในงานเขียนชิ้นนี้ ผมจึงไม่ต้องการจะพยายามวิเคราะห์ตีความถึงเมืองในหมอกโดยตรง แต่อยากจะบอกเล่าถึงความประทับใจบางประการที่ตนเองมีต่อตัวละครกลุ่มหนึ่งภายในหนัง และความคิดที่เกิดขึ้นอย่างเกี่ยวข้องสืบเนื่องมาจากตัวละครกลุ่มนั้นมากกว่า
ผมอยากจะเรียกกลุ่มตัวละครที่ผมประทับใจในเมืองในหมอกว่า “สตรีปริศนา 3 คน”
หากพิจารณาในเชิงรูปธรรม เธอทั้ง 3 คนดูคล้ายจะเป็นนักบวช (ของศาสนาสมมุติในหมู่บ้านสมมุติภายในหนัง) หรือนักสวดบทแช่งประจำเมืองในหมอก ผู้ทำหน้าที่พร่ำบ่นบทสวดซึ่งก่นแช่งฆาตกรต่อเนื่องลึกลับประจำเมือง อันได้แก่ ครอบครัวพ่อ แม่ ลูกสาว เจ้าของโรงแรม และชายรับใช้ประจำโรงแรมนั่นเอง
หรือหากพิจารณาในเชิงนามธรรม สตรีปริศนาทั้ง 3 คนและบทสวดแช่งของพวกเธอก็ดูเหมือนจะปรากฏกายและก้องดังกังวานไปได้ทุกหนแห่ง ในยามที่ตัวละครนำของเรื่อง คือ ชายแก่เจ้าของโรงแรมหรือลูกสาวของเขา รู้สึกผิดบาปต่อการกระทำของตน (ขณะที่หญิงแก่ภรรยาเจ้าของโรงแรมจะสัมผัสไม่ได้ถึงสตรีกลุ่มนี้และบทสวดของพวกหล่อน เนื่องจากเธอพร่ำสวดภาวนาหรือสารภาพบาปต่อแสงเทียน/ศาสนาที่เธอยึดถือเป็นประจำอยู่แล้ว ผิดกับชายแก่และลูกสาวที่ไม่ได้ยึดโยงตัวเองกับหลักศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น) และในยามที่ซากศพอันเป็นพยานแห่งการกระทำผิดบาปดังกล่าวล่องลอยขึ้นมาตามสายน้ำ จนคล้ายกับพวกเธอไม่ได้มีตัวตนอยู่อย่างแท้จริง หากเป็น “มโนธรรมสำนึก” ในระดับนามธรรมที่เฝ้าคอยติดตามมาหลอกหลอนความรู้สึกผิดบาปในจิตใจของตัวละครนำของเมืองในหมอก
ตามความคิดเห็นของผม บุคลิกลักษณะการไม่พูดไม่จา (เอาแต่สวดแช่ง) ทว่าเต็มไปด้วยท่าทีลึกลับซับซ้อนของสตรีปริศนาทั้ง 3 คนในหนังเรื่องนี้ ดูจะสอดคล้องลงรอยได้ดีทีเดียวกับคำอธิบายในเชิงนามธรรมประการหลัง
สิ่งสำคัญประการถัดมาที่เกี่ยวเนื่องกับสตรีปริศนา 3 คนในเมืองในหมอกก็คือ พวกเธอทำให้ผมหวนนึกถึงตัวละครอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งปรากฏกายอยู่ในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่อง “เกราะกายสิทธิ์”
ในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่องนั้น มีตัวละครสตรีปริศนา 3 คนเช่นกัน (โดยผู้รับบทบาทเป็นตัวละครกลุ่มนี้ก็ได้แก่ อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา, ฉวีวรรณ บุญปรก, และนักแสดงอีกคนหนึ่งซึ่งผมไม่ทราบชื่อ) พวกเธอปรากฏกายในละครอยู่เป็นระยะ ๆ อย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยและไม่มีความต่อเนื่องมากนัก (ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะว่าละครจักร ๆ วงศ์ ๆ รวมถึงละครตอนเย็นหรือละครหลังข่าวของช่อง 7 นั้น มักจะเขียนบท/ถ่ายทำไป แพร่ภาพออกอากาศไป) ผ่านชุดคลุมยาวสีดำ บทประพันธ์ร้อยกรองที่ถูกพร่ำบ่นออกมา (ซึ่งฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง) และท่าเต้นที่แลดูน่ากลัวลึกลับอันสอดคล้องไปกับดนตรีที่ให้ความสำคัญกับภาคจังหวะมากกว่าทำนอง
แทบจะตลอดเรื่อง ที่คนดูไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าสตรีปริศนา 3 คนนี้คือใคร? หากไม่มีการเฉลย ก็ดูเหมือนพวกเธอคล้ายจะมีสถานะเป็น “เทพพยากรณ์” ผู้ล่วงรู้อนาคตของทุกตัวละคร และอยู่นอกเหนือไปจากการแบ่งฝักฝ่ายระหว่างพระเอก/เจ้าชายเจ้าหญิงที่เป็นมนุษย์ กับ ผู้ร้าย/เทพ ในละคร
จนมาถึงตอนท้ายเรื่องนั่นเอง เมื่อตัวละครฝ่ายผู้ร้ายที่เป็นมหาเทพแห่งขุนเขาพยายามจะทำการย้อนเวลาเพื่อให้ทุกชีวิตทุกสิ่งทุกอย่างหวนกลับไปเหมือนเดิมอย่างเข้าทางตนเอง สตรีปริศนา 3 คนนี้ก็โผล่ขึ้นมากล่าวคำกลอนรวมทั้งเต้นรำเพื่อตักเตือนและคุกคามมหาเทพถึงการกระทำดังกล่าว ว่าพระองค์ไม่สามารถทำการหวนย้อนกาลเวลาได้ มหาเทพแห่งขุนเขาไม่รู้จักสตรีปริศนา 3 คนนี้ แต่ก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่ในที พระองค์จึงพยายามปล่อยอิทธิฤทธิ์จัดการทำลายล้างพวกนาง ทว่าก็ทำอะไรไม่ได้
(ผมเคยกล่าวไปบ้างแล้วในบางแห่งว่า ละครเรื่องเกราะกายสิทธิ์มีจุดเด่นประการหนึ่ง คือ การนำเสนอลักษณะของ “จักรวาลวิทยา” ที่เหลื่อมซ้อนย้อนแย้งกันอย่างน่าสนใจ กล่าวคือ นอกจากละครเรื่องนี้จะมีจักรวาลแบบที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ อันได้แก่ โลกที่ประกอบด้วยเทพ กษัตริย์ และอสูรแล้ว โลกดังกล่าวก็ยังเหลื่อมซ้อนกับโลกของตัวละครอีกกลุ่มหนึ่งที่คล้ายจะเป็นมนุษย์ต่างดาว ซึ่งแม้แต่เทพก็ไม่สามารถเข้าไปยุ่มย่ามกับเมืองของมนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นได้ ทั้งนี้ การปรากฏกายขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยในทุกหนแห่งของสตรีปริศนา 3 คนในละคร ก็อาจถือเป็นโลกอีกแบบหนึ่งที่ดำรงอยู่ในจักรวาลวิทยาอันสลับซับซ้อนที่ว่า)
มหาเทพแห่งขุนเขาต้องตามตัวหนึ่งในสมุนของพระองค์ซึ่งเป็นแม่มด เข้ามาสอบถามว่า สตรีปริศนาทั้ง 3 คนนี้คือใคร? แม่มดตนนั้นและละครจึงเฉลยออกมาว่า สตรีทั้งสามคือ “แม่มดแห่งกาลเวลา”
หลังจากนั้น มหาเทพแห่งขุนเขาก็ประสบความล้มเหลวกับการพยายามย้อนเวลาเพื่อให้ทุกอย่างหมุนกลับไปเป็นเหมือนเดิมดังที่เหล่าแม่มดแห่งกาลเวลากล่าวเตือนไว้ กระทั่งพระองค์ต้องประสบกับความหายนะในตอนอวสานของเกราะกายสิทธิ์ในท้ายที่สุด
จากการเคยอ่านวิทยานิพนธ์ชิ้นหนึ่งของคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำการศึกษาเรื่องละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ผมพบว่ามือเขียนบทละครในแนวดังกล่าวของดาราวิดีโอที่มีชื่อจริงว่า “รัมภา ภิรมย์ภักดี” ผู้จบการศึกษาจากคณะศิลปะศาสตร์ ธรรมศาสตร์นั้น เป็นนักยำชั้นยอดคนหนึ่งทีเดียว เพราะเธอได้เปิดเผยไว้ในวิทยานิพนธ์ชิ้นนั้นว่า มีบ่อยครั้งที่เธอนำเกร็ดหลาย ๆ อย่างจากเทพปกรณัมกรีกมาสอดผสานคลุกเคล้ากับวรรณคดีหรือนิทานพื้นบ้านไทย (ซึ่งหลายหนก็ลงตัวในความเห็นของผม)
ผมไม่แน่ใจว่า การสร้างตัวละครแม่มดแห่งกาลเวลา 3 คน ในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่องเกราะกายสิทธิ์นั้นจะได้รับแรงบันดาลใจอะไรมาจากสตรีปริศนา 3 คนในหนังเรื่องเมืองในหมอก ตลอดจนบทละครเรื่อง “ความเข้าใจผิด” ของ Albert Camus ที่เป็นต้นธารแรงบันดาลใจของหนังเรื่องดังกล่าวบ้างหรือไม่? (ผมไม่เคยอ่านบทละครของ Camus จึงไม่ทราบว่าเค้าโครงของตัวละครกลุ่มนี้เคยปรากฏอยู่แต่เดิมในบทละครหรือไม่?)
แต่อย่างน้อย การดำรงอยู่ของสตรีปริศนา/สาวนักสวดบทแช่ง 3 คน ในเมืองในหมอก กับ การดำรงอยู่ของแม่มดแห่งกาลเวลา 3 คน ในเกราะกายสิทธิ์ ก็ถือเป็นสัมพันธบทอันทอดข้ามผ่านกาลเวลาที่มีความน่าสนใจอยู่มิใช่น้อยสำหรับวงการหนังวงการละครโทรทัศน์ไทย
edit @ 30 Apr 2009 18:02:51 by คนมองหนัง