2009/May/10

ในนิตยสารวิภาษาฉบับล่าสุด ประจำวันที่ 1 พฤษภาคม - 15 มิถุนายน 2552 มีบทความน่าสนใจอยู่หลาย ๆ ชิ้นทีเดียวครับ เช่น "คนเสื้อแดงกับรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย" โดย ยุกติ มุกดาวิจิตร, "วิชาการสัญจร (1)" โดย ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, "การกบฏของมวลชน" บทวิจารณ์หนังสือ The Revolt of the Masses ของ Jose Ortega y Gasset โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, และ บทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง "Innocent Voices: The Politico-Psychoanalysis Attack" โดย ชญาน์ทัต ศุภชลาศัย เป็นต้น

 

นอกจากนั้น ผมยังได้ค้นพบ "วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี" ฉบับพิเศษ มกราคม 2552 ซึ่งว่าด้วยประเด็นลุ่มน้ำโขงศึกษา: สายน้ำ ผู้คน ชายแดน วัฒนธรรม การค้า การเมือง วางจำหน่ายอยู่ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ บริเวณสยาม สแควร์ บทความน่าสนใจในเล่มก็มีอาทิ "พื้นที่ของการดำรงชีวิตในการค้าชายแดน: เขตแดนรัฐ พื้นที่ในระหว่างและภูมิศาสตร์แห่งการครอบงำ/ต่อต้าน" โดย พฤกษ์ เถาถวิล "พลเมืองจินตนาการกับคนลาวไร้รัฐที่ชายแดนภาคอีสาน" โดย สุชาดา ทวีสิทธิ์ "เณรพระข้ามชาติ: ขบวนการรื้อฟื้นและสืบสานพระศาสนาของชาวลื้อ สิบสองปันนา" โดย วสันต์ ปัญญาแก้ว และ "อินโดจีน พื้นที่ อารมณ์ อำนาจ ความรู้ ความรู้สึกในวรรณกรรม UN BARRAGE CONTRE LE PACIFIQUE (เขื่อนกั้นแปซิฟิก) ของ มาร์เกอริต ดูราส โดย ธีรา ศุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในศูนย์หนังสือจุฬาฯที่สยาม สแควร์ มีวารสารเล่มนี้จำหน่ายอยู่เพียงเล่มเดียวเท่านั้น (ไม่แน่ใจว่าที่ร้านหนังสือแห่งอื่น ๆ จะมีวางจำหน่ายหรือไม่) และแน่นอนว่าผมได้ซื้อมันมาแล้ว 555 ดังนั้น ผู้ที่สนใจจริง ๆ อาจต้องติดต่อซื้อหาวารสารดังกล่าวโดยตรงจากผู้จัดจำหน่ายคือ ศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โทร. 045-353725 แฟกซ์ 045-288870 Email: mssrc_ubu@yahoo.com หรือ http://mssrc.la.ubu.ac.th 

 

ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2552 บทความหลักประจำฉบับคือ "ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อการเมือง: จาก สัจนิยมราชา ถึง สัจนิยมสังคม และกลับสู่ สัจนิยมราชาวีรบุรุษ" โดย สุธี คุณาวิชยานนท์ แห่งคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็ถือเป็นงานวิชาการที่มีความน่าสนใจทีเดียวครับ สาเหตุที่ผมรู้สึกชอบบทความชิ้นนี้ก็ได้แก่

หนึ่ง มีการพูดถึงสถาบันกษัตริย์และแนวคิดราชาชาตินิยม/ราชาชาตินิยมใหม่ (ที่หยิบยืมมาจากงานของธงชัย วินิจจะกูล) ในบทความชิ้นนี้ นั่นแสดงให้เห็นว่ามีนักวิชาการทางด้านศิลปะจำนวนหนึ่ง เช่น สุธี หรือ ชาตรี ประกิตนนทการ ที่ได้นำแนวคิดราชาชาตินิยมมาใช้วิเคราะห์งานศิลปกรรม/สถาปัตยกรรมในสังคมไทยอย่างเข้มข้น (ขณะที่นักวิชาการทางด้านสังคมศาสตร์จำนวนมาก เช่น พวกที่ชอบออกทีวี กลับพยายามจะเพิกเฉยต่อประเด็นดังกล่าวเวลาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสังคมไทย) ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สมควรจะเกิดขึ้น เพราะถ้าเรามองว่างานศิลปะอาจมีหน้าที่บางส่วนที่ส่องสะท้อนหรือแสดงภาพตัวแทนเกี่ยวกับสังคมไทยแล้ว งานวิชาการเกี่ยวกับศิลปะไทยก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวอ้างถึงสถาบันกษัตริย์ไปได้พ้น

สอง งานชิ้นนี้กล่าวถึงการที่ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ได้ร่วมสร้างชาติไทยแบบใหม่/ทำงานรับใช้รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม/คณะราษฎร อย่างชัดเจน ไม่ว่าการมีส่วนร่วมในทางการเมืองดังกล่าวของศิลปจะถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี หรือทั้งถูกและผิด ทั้งดีและไม่ดี (เหมือนกับสถานะความเป็นตัวร้ายในประวัติศาสตร์การเมืองไทยของจอมพล ป. ที่ถูกพลิกกลับด้านโดยนักวิชาการรุ่นหลัง) แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่สมควรถูกกล่าวถึงเสียยิ่งกว่าการผนวกเอาการสรรเสริญบูชาศิลปในฐานะบิดาของมหาวิทยาลัยศิลปากร ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแม่บทแห่งการบูชาสรรเสริญขนาดใหญ่ที่หวนกลับมาอีกครั้งภายหลังการสูญสิ้นอำนาจอย่างสิ้นเชิงของ ป. อย่างที่มักกระทำกันในช่วงหลัง ๆ

และสาม ผมชอบที่บทความชิ้นนี้กล่าวถึงนิทรรศการ "ประวัติศาสตร์และความทรงจำ" ในปี พ.ศ.2544 อันประกอบไปด้วยผลงานชุด "พิงค์แมน" ของมานิต ศรีวนิชภูมิ ผลงานของอิ๋ง กาญจนวณิชย์ ที่ได้สำรวจไปถึงประวัติศาสตร์ระดับชาติผ่านเรื่องส่วนตัว (ในกรณีญาติของเธอที่กลายเป็นคนต้องมารับโทษประหารในกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8) และผลงานของสุธีเอง ที่ได้จัดห้องเรียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาให้คนดูได้เรียนและพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์ในส่วนที่คนส่วนใหญ่ลืมหรือไม่รู้ และบางส่วนไม่มีสอนในโรงเรียน (ผลงานชุดนี้เพิ่งถูกนำมาแสดงใหม่ที่หอศิลป์กทม. เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งนี่ก็เป็นงานที่ผมชื่นชอบและชื่นชมอย่างมาก)

 

ขอปิดท้ายด้วยของฝากจากนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันที่ 15-21 พฤษภาคม 2552 (ปีที่ 29 ฉบับที่ 1500) ครับ

หนึ่ง บทกวีดี ๆ ชือ "เสียงที่ไม่ได้ยิน" จาก "สร้อยแก้ว คำมาลา"

เคี้ยวหมากฝรั่งแล้วไง

ก็มันไพร่ไม่ฟ้าหน้าไม่ใส

เคี้ยวไปพูดไปแล้วทำไม

วาจาที่ได้ถึงไม่มีราคาคุย

"พวกกูตาย กูเจ็บ สื่อไม่เป็นกลาง"

ถ้อยคำถากถางถกท้อก่อนกูถุย

ได้ยินไหมชายคนนั้นกล่าวอย่างไรก่อนลากลุย

หัวเป็นขุยกันแล้วหรือร้อง "ดี สม!"

เป็นชาติไพร่มันเป็นไพร่ได้เท่านี้

ทั้งท่วงทีท่วงท่าน่าขื่นขม

คุณเห็นแล้วจึงรู้สึกผะอืดผะอม

ไม่สบอารมณ์ก็เบะปากขยะแขยงจัง

อ่านข่าวเห็นแต่ข่าวที่คุณว่า

หญิงคนซ่าพูดไปเคี้ยวหมากฝรั่ง

เธอเคี้ยวไปพูดไปช่างน่าชัง

ก็เลยไม่ได้ฟังตกลงเธอว่าไง

คนอ่านข่าวอ่านไปได้แต่ยิ้ม

เสียงของคนปริ่มขอบประเทศหน้าไม่ใส

กู่ร้องก้องตะโกนเท่าไรเท่าไร

ก็เงียบหายเพราะอคติลงรากลึก

สอง เป็นการโค้ตคำกล่าวของ "เสนาะ เทียนทอง" จากหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม 2552 มาตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งในหน้า 85 ของมติชนสุดสัปดาห์เล่มนี้ ซึ่งเสนาะกล่าวเอาไว้ว่า

"ไม่มีใครเอาประเทศไทยไป ก็มีแต่พวกมึงนั่นแหละ" 555

 

 

 

edit @ 15 May 2009 01:19:11 by คนมองหนัง

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ยังไม่ได้ดู Innocent Voices เลยครับ
#1  by  nanoguy At 2009-05-10 22:18, 
ผมเองก็ยังไม่ได้ดูเหมือนกันครับ 555
#2  by  คนมองหนัง At 2009-05-13 20:18, 

ดู INNOCENT VOICES (2004, Luis Mandoki, A+) แล้ว เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังต่อต้านสงครามและรัฐทหารที่ค่อนข้างตรงไปตรงมานะ เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้แทบไม่มีอะไรใหม่เลย แต่สาเหตุที่ให้ A+ เป็นเพราะว่า ถึงแม้มันจะไม่มีอะไรใหม่ มันก็ทำหน้าที่ถ่ายทอดชีวิตผู้คนที่ทุกข์ยากได้อย่างถึงอารมณ์มากๆ

ดู INNOCENT VOICES แล้วก็นึกถึง CHOICES OF THE HEART (1983, Joseph Sargent, A++++++) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองในประเทศเอล ซัลวาดอร์เหมือนกัน ได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนเด็กๆแล้วร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรง หนังสร้างจากเรื่องจริงของแม่ชีสามคนที่ถูกฆ่าข่มขืนตายโดยทหารเอล ซัลวาดอร์ที่ทำสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ในช่วงนั้น

บทวิเคราะห์ INNOCENT VOICES ในวิภาษายาวดีเหมือนกัน นึกไม่ถึงว่าจะมีคนเขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ยาวขนาดนี้ อ่านบทวิจารณ์หนังเรื่องนี้ในวิภาษา ที่พูดถึงความแตกต่างระหว่างเสรีภาพในความเห็นของเด็กๆหรือในความเห็นของประชาชนทั่วไป กับเสรีภาพตามปฏิญญาสากล แล้วก็คิดว่าประเด็นนี้น่าสนใจดีเหมือนกัน เพราะมันทำให้เรานึกถึงความรู้สึกของเราในช่วงที่ผ่านมา เพราะเราเองก็ต้องการเสรีภาพในแบบของเราเช่นกัน แต่ดูเหมือนกลุ่มการเมืองต่างๆในไทยต่างก็ต้องการลิดรอนเสรีภาพของเราอย่างรุนแรง

#3  by  MdS (58.136.25.232) At 2009-05-18 21:36, 
--เห็นคุณคนมองหนังชอบเรื่องจักรๆวงศ์ๆ ก็เลยมาเล่าให้ฟังว่า เพิ่งได้ดูละครเวทีแนวจักรๆวงศ์ๆสำหรับเด็กเรื่อง “คัน คาก นาค แถน” (ชัยชุมพล บุญมีพลกิจ + สิริกาญจน์ บรรจงทัด, A+) ที่มะขามป้อม สตูดิโอ ละครเวทีเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากตำนานของภาคอีสานที่น่าสนใจดี เพราะมันเล่าเรื่องของพระยาแถนที่ปกครองสวรรค์ กับพญาคันคาก ซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยบนโลกมนุษย์ที่คอยปกป้องช่วยเหลือชาวบ้านจนได้รับความนิยมอย่างสูงจากชาวบ้าน พระยาแถนอิจฉาความนิยมที่ประชาชนมีให้กับตัวพญาคันคากเป็นอย่างมาก ก็เลยหาทางกลั่นแกล้งชาวบ้านด้วยการทำให้ฝนไม่ตกเป็นเวลานาน ชาวบ้านและสัตว์ต่างๆได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากก็เลยร่วมมือกันกับพญาคันคากในการสร้างจอมปลวกขนาดใหญ่จากพื้นดินให้สูงต่อกันขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงสวรรค์ และในที่สุดกองทัพสัตว์โลกที่นำโดยพญาคันคากก็บุกขึ้นไปถึงสวรรค์และต่อสู้กับพระยาแถนซึ่งเป็นเทวดาจนมีชัยชนะเหนือเทวดาในที่สุด

#4  by  MdS (58.136.25.232) At 2009-05-18 22:21, 
--ชอบงานศิลปะชุด “ห้องเรียนประวัติศาสตร์” ของคุณสุธี คุณาวิชยานนท์มากเหมือนกัน งานศิลปะชิ้นนี้พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ซึ่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เราก็ได้ดูหนังเรื่อง “ช่างมันฉันไม่แคร์” (1986, ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล, A+++++) ที่พูดถึงเหตุการณ์เดียวกัน โดยตัวนางเอกที่แสดงโดยสินจัยเป็นนักศึกษาที่อยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา และดูเหมือนว่าเธอก็ยังคงสะเทือนใจกับเหตุการณ์นั้นอยู่แม้เวลาผ่านมา 10 ปีแล้ว แต่สิ่งที่แอบฮาก็คือหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น เธอไม่ได้เข้าป่า แต่เธอไปเที่ยวเกาะเสม็ดกับชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตเธอ และเธอก็ผิดหวังกับชายหนุ่มคนนั้น เพราะหลังจากนั้นชายหนุ่มคนนั้นก็ไปเรียนต่อเมืองนอก และเมื่อเขากลับมาอีกที เขาก็ยังคงรักเธอมากอยู่ แต่นิสัยใจคอเขาได้เปลี่ยนไปเป็นพวกทุนนิยม-วัตถุนิยมแล้ว

#5  by  MdS (58.136.25.232) At 2009-05-18 22:22, 
รู้สึกว่าเราจะกด comment ไม่ขึ้นแฮะ งั้นเราอาจจะเอาส่วนที่เหลือไปแปะใน blog ของเรานะ
#6  by  MdS (58.136.25.232) At 2009-05-18 22:28, 
ละครเวทีเรื่อง "คัน คาก นาค แถน" ที่คุณ MdS เล่าให้ฟังมีความน่าสนใจมาก ๆ เลยครับ (ไม่ทราบว่ายังมีแสดงอยู่หรือเปล่า?)ถ้าเข้าใจไม่ผิด ตำนานเรื่องนี้น่าจะมีที่มาจากแถวอีสานนะครับ
นอกจากนั้น ไม้หนึ่ง ก.กุนที ยังเคยเขียนบทกวีอยู่ชิ้นหนึ่งว่าด้วยเรื่องของพญาคันคากอยู่เหมือนกัน ซึ่งมีเนื้อความดังต่อไปนี้ครับ


Le grenouille de Siam
(ความปราชัยของพญาคันคาก)

@ คือการแทรกแซงจากที่สูง

ท่อนซุงแปลงเป็นนกกระสา

จิกกินการเมืองภาคประชา

ไม่ให้ก้าวหน้าด้วยตัวเอง


สังวาสสโมสรโดยมิชอบ

ลักลอบผสมพันธุ์ซะบวมเป่ง

สร้างชุดคุณธรรมให้ยำเกรง

พิกลเกือบหมดสังคม - มะเร็งร้าย!


ขังในบ่อโบราณไม่รู้จบ

เอาไว้กินขากบและพวงไข่

ยังยินดีปรีดายิ่งงมงาย

คิดแต่พึ่งมูลนายเทวดา


เมื่อ 1 กบ ยืน 2 ขา เป็นนายก

งอกปีกบินเหมือนนก ฟ้าก็ผ่า

ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำ 6 ตุลาฯ

ตุลาการภิวัฒน์ ล่าแม่มด.




#7  by  คนมองหนัง At 2009-05-21 01:45, 

<< Home


คนมองหนัง
View full profile