ในนิตยสารวิภาษาฉบับล่าสุด ประจำวันที่ 1 พฤษภาคม - 15 มิถุนายน 2552 มีบทความน่าสนใจอยู่หลาย ๆ ชิ้นทีเดียวครับ เช่น "คนเสื้อแดงกับรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย" โดย ยุกติ มุกดาวิจิตร, "วิชาการสัญจร (1)" โดย ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, "การกบฏของมวลชน" บทวิจารณ์หนังสือ The Revolt of the Masses ของ Jose Ortega y Gasset โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, และ บทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง "Innocent Voices: The Politico-Psychoanalysis Attack" โดย ชญาน์ทัต ศุภชลาศัย เป็นต้น
นอกจากนั้น ผมยังได้ค้นพบ "วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี" ฉบับพิเศษ มกราคม 2552 ซึ่งว่าด้วยประเด็นลุ่มน้ำโขงศึกษา: สายน้ำ ผู้คน ชายแดน วัฒนธรรม การค้า การเมือง วางจำหน่ายอยู่ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ บริเวณสยาม สแควร์ บทความน่าสนใจในเล่มก็มีอาทิ "พื้นที่ของการดำรงชีวิตในการค้าชายแดน: เขตแดนรัฐ พื้นที่ในระหว่างและภูมิศาสตร์แห่งการครอบงำ/ต่อต้าน" โดย พฤกษ์ เถาถวิล "พลเมืองจินตนาการกับคนลาวไร้รัฐที่ชายแดนภาคอีสาน" โดย สุชาดา ทวีสิทธิ์ "เณรพระข้ามชาติ: ขบวนการรื้อฟื้นและสืบสานพระศาสนาของชาวลื้อ สิบสองปันนา" โดย วสันต์ ปัญญาแก้ว และ "อินโดจีน พื้นที่ อารมณ์ อำนาจ ความรู้ ความรู้สึกในวรรณกรรม UN BARRAGE CONTRE LE PACIFIQUE (เขื่อนกั้นแปซิฟิก) ของ มาร์เกอริต ดูราส โดย ธีรา ศุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในศูนย์หนังสือจุฬาฯที่สยาม สแควร์ มีวารสารเล่มนี้จำหน่ายอยู่เพียงเล่มเดียวเท่านั้น (ไม่แน่ใจว่าที่ร้านหนังสือแห่งอื่น ๆ จะมีวางจำหน่ายหรือไม่) และแน่นอนว่าผมได้ซื้อมันมาแล้ว 555 ดังนั้น ผู้ที่สนใจจริง ๆ อาจต้องติดต่อซื้อหาวารสารดังกล่าวโดยตรงจากผู้จัดจำหน่ายคือ ศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โทร. 045-353725 แฟกซ์ 045-288870 Email: mssrc_ubu@yahoo.com หรือ http://mssrc.la.ubu.ac.th
ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2552 บทความหลักประจำฉบับคือ "ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อการเมือง: จาก สัจนิยมราชา ถึง สัจนิยมสังคม และกลับสู่ สัจนิยมราชาวีรบุรุษ" โดย สุธี คุณาวิชยานนท์ แห่งคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็ถือเป็นงานวิชาการที่มีความน่าสนใจทีเดียวครับ สาเหตุที่ผมรู้สึกชอบบทความชิ้นนี้ก็ได้แก่
หนึ่ง มีการพูดถึงสถาบันกษัตริย์และแนวคิดราชาชาตินิยม/ราชาชาตินิยมใหม่ (ที่หยิบยืมมาจากงานของธงชัย วินิจจะกูล) ในบทความชิ้นนี้ นั่นแสดงให้เห็นว่ามีนักวิชาการทางด้านศิลปะจำนวนหนึ่ง เช่น สุธี หรือ ชาตรี ประกิตนนทการ ที่ได้นำแนวคิดราชาชาตินิยมมาใช้วิเคราะห์งานศิลปกรรม/สถาปัตยกรรมในสังคมไทยอย่างเข้มข้น (ขณะที่นักวิชาการทางด้านสังคมศาสตร์จำนวนมาก เช่น พวกที่ชอบออกทีวี กลับพยายามจะเพิกเฉยต่อประเด็นดังกล่าวเวลาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสังคมไทย) ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สมควรจะเกิดขึ้น เพราะถ้าเรามองว่างานศิลปะอาจมีหน้าที่บางส่วนที่ส่องสะท้อนหรือแสดงภาพตัวแทนเกี่ยวกับสังคมไทยแล้ว งานวิชาการเกี่ยวกับศิลปะไทยก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวอ้างถึงสถาบันกษัตริย์ไปได้พ้น
สอง งานชิ้นนี้กล่าวถึงการที่ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ได้ร่วมสร้างชาติไทยแบบใหม่/ทำงานรับใช้รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม/คณะราษฎร อย่างชัดเจน ไม่ว่าการมีส่วนร่วมในทางการเมืองดังกล่าวของศิลปจะถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี หรือทั้งถูกและผิด ทั้งดีและไม่ดี (เหมือนกับสถานะความเป็นตัวร้ายในประวัติศาสตร์การเมืองไทยของจอมพล ป. ที่ถูกพลิกกลับด้านโดยนักวิชาการรุ่นหลัง) แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่สมควรถูกกล่าวถึงเสียยิ่งกว่าการผนวกเอาการสรรเสริญบูชาศิลปในฐานะบิดาของมหาวิทยาลัยศิลปากร ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแม่บทแห่งการบูชาสรรเสริญขนาดใหญ่ที่หวนกลับมาอีกครั้งภายหลังการสูญสิ้นอำนาจอย่างสิ้นเชิงของ ป. อย่างที่มักกระทำกันในช่วงหลัง ๆ
และสาม ผมชอบที่บทความชิ้นนี้กล่าวถึงนิทรรศการ "ประวัติศาสตร์และความทรงจำ" ในปี พ.ศ.2544 อันประกอบไปด้วยผลงานชุด "พิงค์แมน" ของมานิต ศรีวนิชภูมิ ผลงานของอิ๋ง กาญจนวณิชย์ ที่ได้สำรวจไปถึงประวัติศาสตร์ระดับชาติผ่านเรื่องส่วนตัว (ในกรณีญาติของเธอที่กลายเป็นคนต้องมารับโทษประหารในกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8) และผลงานของสุธีเอง ที่ได้จัดห้องเรียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาให้คนดูได้เรียนและพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์ในส่วนที่คนส่วนใหญ่ลืมหรือไม่รู้ และบางส่วนไม่มีสอนในโรงเรียน (ผลงานชุดนี้เพิ่งถูกนำมาแสดงใหม่ที่หอศิลป์กทม. เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งนี่ก็เป็นงานที่ผมชื่นชอบและชื่นชมอย่างมาก)
ขอปิดท้ายด้วยของฝากจากนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันที่ 15-21 พฤษภาคม 2552 (ปีที่ 29 ฉบับที่ 1500) ครับ
หนึ่ง บทกวีดี ๆ ชือ "เสียงที่ไม่ได้ยิน" จาก "สร้อยแก้ว คำมาลา"
เคี้ยวหมากฝรั่งแล้วไง
ก็มันไพร่ไม่ฟ้าหน้าไม่ใส
เคี้ยวไปพูดไปแล้วทำไม
วาจาที่ได้ถึงไม่มีราคาคุย
"พวกกูตาย กูเจ็บ สื่อไม่เป็นกลาง"
ถ้อยคำถากถางถกท้อก่อนกูถุย
ได้ยินไหมชายคนนั้นกล่าวอย่างไรก่อนลากลุย
หัวเป็นขุยกันแล้วหรือร้อง "ดี สม!"
เป็นชาติไพร่มันเป็นไพร่ได้เท่านี้
ทั้งท่วงทีท่วงท่าน่าขื่นขม
คุณเห็นแล้วจึงรู้สึกผะอืดผะอม
ไม่สบอารมณ์ก็เบะปากขยะแขยงจัง
อ่านข่าวเห็นแต่ข่าวที่คุณว่า
หญิงคนซ่าพูดไปเคี้ยวหมากฝรั่ง
เธอเคี้ยวไปพูดไปช่างน่าชัง
ก็เลยไม่ได้ฟังตกลงเธอว่าไง
คนอ่านข่าวอ่านไปได้แต่ยิ้ม
เสียงของคนปริ่มขอบประเทศหน้าไม่ใส
กู่ร้องก้องตะโกนเท่าไรเท่าไร
ก็เงียบหายเพราะอคติลงรากลึก
สอง เป็นการโค้ตคำกล่าวของ "เสนาะ เทียนทอง" จากหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม 2552 มาตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งในหน้า 85 ของมติชนสุดสัปดาห์เล่มนี้ ซึ่งเสนาะกล่าวเอาไว้ว่า
"ไม่มีใครเอาประเทศไทยไป ก็มีแต่พวกมึงนั่นแหละ" 555
edit @ 15 May 2009 01:19:11 by คนมองหนัง