บทกวีชื่อ "คิดถึง จิตร ภูมิศักดิ์" โดย "เทอด ประชาทิพย์" (ซึ่งผมรู้สึกว่าน่าจะเป็น "บางใคร" คนหนึ่ง 555) ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันที่ 22-28 พฤษภาคม 2552
ผมคิดถึงจะเข้ตัวนั้น
ตัวที่ดีดเสียดสั่นแผ่นดินสยาม
แง้มโลกทรรศน์รับอรุณทุกทุ่งทาม
ตั้งคำถามพุ่งตรงถึงศักดินา
ผมคิดถึงจะเข้ตัวนั้น
ทุกทำนองก้องสนั่นและแหบพร่า
ส่งคลื่นเสียงแหลมคมกรีดมายา
พังผ่า จารีต ประเพณี
ผมคิดถึงจะเข้ตัวนั้น
บดปาดบั่นคุณค่าเก่าสูงศักดิ์ศรี
สร้างฟ้าใหม่ ให้ปวงชนเป่าผงคลี
แสงอุษารวีสาดวิถีไท
ผมคิดถึงจะเข้ตัวนั้น
กลั่นขับเคี่ยวผ่านแท่งนิ้วแข็งด้านไหม้
สีเนื้อหนังสร้างมหาคีตาลัย
ปัญญาชนผู้รับใช้ประชาชน
ผมคิดถึงจะเข้ตัวนั้น
ปลุกเร้าขวัญผู้กล้ากลางถนน
ให้ลุกตื่นยืนยันความเป็นคน
อภิชนผวาหวาดปิศาจเพลง
จระเข้หัวก้าวหน้าเขี้ยวฟันคม
ขบเคี้ยวฟ้าบ่มดินสุกประกายเปล่ง
จิตสำนึกชนชั้นตื่นรื่นบรรเลง
กล่อมหูราษฎรกู่เพลงชัย!
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ "วิกฤตสังคมไทยในสายตากวีและนักเขียนร่วมสมัย" โดย "กฤช เหลือลมัย" ซึ่งตีพิมพ์ลงในปาจารยสาร ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2552
"เด็กสมัยนี้ไม่เอาไหน ไม่อ่านหนังสือ ไม่ทำกิจกรรม ไม่ดูข่าว ใช้ภาษาผิด เขียนหนังสือไม่เป็น ฯลฯ"
ตัวผมเองไม่คิดเช่นนั้น ผมรู้สึกว่าเด็กสมัยนี้มีการเรียนรู้กว้างขวางกว่าคนรุ่นก่อน ๆ ทั้งอ่านหนังสือมากกว่า ดูทีวีมากกว่า รู้จักโลกภายนอกมากกว่า โดยเฉลี่ยแล้วมีความก้าวหน้าทางความรู้มากกว่าคนรุ่นก่อน (โดยเฉพาะรุ่นผม) อย่างเทียบกันไม่ได้เลย
ข้อหาการไม่อ่านวรรณคดีเก่านี้สำคัญ ผมขอขยายความว่า ผมได้ยินเสียงเรียกร้องมาก จากบรรดาพวกผู้หลักผู้ใหญ่ ทำนองว่า ถ้าไม่ทำอย่างนั้นจะพลาดอะไรใหญ่หลวงในชีวิตไป คือแทบจะไม่ใช่คนไทยเอาเลยทีเดียว ถ้าคุณไม่อ่านขุนช้างขุนแผน รามเกียรติ์ พระอภัยมณี หรืองานของสุนทรภู่
ผมคิดว่านั่นก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วเดี๋ยวนี้ก็มีอะไรให้คนรุ่นใหม่อ่านมากกว่านั้นมาก เช่น วรรณกรรมต่างประเทศ ตำราวิชาเฉพาะทางต่าง ๆ เช่น จารึกโบราณ ประวัติศาสตร์โบราณคดี สังคมวิทยา-มานุษยวิทยา พระไตรปิฎกและคัมภีร์โลกศาสตร์ทางพุทธศาสนา แม้กระทั่งหนังสือแนวปรัชญาตะวันตก-ตะวันออก ผมคิดว่าการเข้าใจเรื่องเหล่านี้ตามความสนใจของแต่ละคนมีผลเทียบเท่า หรือบางทีอาจมากกว่าการอ่านวรรณคดีเก่าด้วยซ้ำไป
บางทีเราอาจต้องตั้งคำถามว่า โลกของผู้หลักผู้ใหญ่เองหรือเปล่าที่แคบ? ลองถามตัวเองดูว่าคุณรู้จักโรเบิร์ต แลงดอน, โมโม่, เจคอบ และโซฟีหรือเปล่า?
ผมคิดเสมอว่า เด็ก ๆ นั้น พวกเขายืดหยุ่นกว่า เขียนหนังสือดีกว่า รู้จักเทคโนโลยีมากกว่า ยังความสามารถในด้านอื่น ๆ เช่น การกีฬา การใช้ภาษา การเล่นดนตรี ก็เห็นได้ชัดว่าพัฒนาไปไกลกว่าคนรุ่นผมมาก
คนรุ่นนี้ทั้งรุ่นกำลังย่างเท้าเข้าไปในชุมชนไซเบอร์สเปซที่เป็นโลกาภิวัตน์ในทุก ๆ ทาง พวกเขาย่อมรู้ว่าโลกนี้หรือโลกหน้าเป็นอย่างไรดีกว่าพวกเรา และย่อมเข้าใจว่าจะใช้ชีวิตอยู่ในนั้นได้อย่างไร จะต้องทำอย่างไรกับมันบ้าง
ในนิตยสารเวย์เล่มใหม่ (ปีที่ 2 ฉบับที่ 25 ประจำเดือนพฤษภาคม 2009) มีงานหลาย ๆ ชิ้น ซึ่งสามารถสร้างบทสนทนาว่าด้วยเรื่องของสถานการณ์ทางการเมืองไทยนับตั้งแต่ช่วงรัฐประหาร 19 กันยา มาจนถึงเหตุการณ์เดือนเมษาเลือด 2552 ได้อย่างน่าสนใจ เช่น สกู๊ปเรื่อง "ซ้ายรุ่นกรุแตก", บทสัมภาษณ์ "ปัญญาชน?" สิบคนในหัวข้อ "คำตอบไม่ได้อยู่ในสายลม" และ บทสัมภาษณ์ไม้หนึ่ง ก. กุนที ในชื่อเรื่อง "ความธรรมดาของนักล้างจาน" นอกจากนี้ ยังมีการนำบทกวี "อีศาน" ของนายผี มาลงไว้ปิดท้ายเล่มอีกด้วย
ต่อไปนี้ คือตัวอย่างคำพูดน่าสนใจจากเวย์เล่มล่าสุดครับ
"เราเปิดขวดที่ขังคนไว้ ไม่มีใครปรารถนากลับเข้าไปอยู่ในขวดอีก"
"ส่วนเรื่องการล้มล้างระบบอำมาตยาธิปไตย พูดถึงความเป็นสังคม ถ้าหากเราไปเปลี่ยนตามใจ ความหายนะมันจะเกิดขึ้น แต่ถ้ามันเดินไปด้วยความเข้าใจ รอบคอบ การต่อต้านหรือการทำลายกันมันก็จะลดลง ซึ่งบางเสียงพูดว่า หากเราไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ คนได้เปรียบก็จะมีอยู่แค่กลุ่มเดียว เพราะทรัพยากรมันลงไปไม่ถึงข้างล่างจริง ๆ เรื่องนี้เราทำความเข้าใจกับคนชั้นกลางได้ แต่อย่าไปหวังว่าจะทำความเข้าใจกับมวลชนจริงๆ ที่เรียกว่ารากหญ้า เราพูดได้ แต่อย่าไปหวังให้เขาเชื่อ ปรากฏการณ์ที่มันวุ่นวาย จลาจลอย่างที่เห็น คือหัวใจของการต่อสู้แบบชาวนา เราต้องกลับไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ กบฏชาวนา กบฏผีบุญ มันมาแบบนี้ทั้งนั้น"
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
"ไม่จบ? เสื้อแดงไม่ได้แค่ทำเพื่อทักษิณ"
"เมื่อเราสมัครใจและหลงเสน่ห์ของการเคารพเสียงส่วนมากในระบอบประชาธิปไตย ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า เราจะกล้าเปิดใจรับฟังเสียงของคนที่เราผลักอกให้ไปอยู่ฝั่งตรงข้ามมากน้อยแค่ไหน ไม่อย่างนั้น ต่อให้เป็นเทวดา ก็คงไม่สามารถตอบคำถามได้ว่า เมื่อไหร่จะจบ"
พวงทอง ภวัครพันธุ์
"ตราบใดที่ยังมีเรื่องการเมืองการปกครองแทรกซึมอยู่ในทุกอย่าง แล้วเป็นการเมืองการปกครองที่วิปริตต่อต้านประชาชน-ต่อต้านราษฎร ศิลปะเพื่อศิลปะมันไม่มีในเมืองไทย มีอย่างเดียวคือกดขี่แรงงานให้คุณไปปั้นหน้าบันฟรีๆ ไปทำวังฟรีๆ นี่ไงศิลปะเพื่อศิลปะของเมืองไทย คือศิลปะที่ไม่รับค่าแรง คนที่มีเงินยิ่งขี้เหนียวไม่ต้องจ่ายค่าแรง เพราะว่าคุณได้บุญจากการไปปั้นประตูวัง แล้วถ้าคุณเป็นนายทุนคุณก็กำลังทำศิลปะเพื่อศิลปะ นี่คือความจริง"
(กวีต่างสวมเสื้อสีเหลือง-สีแดง ใครสวมสีไหน ต่างรู้กันชัดเจน เราสังสัยว่าสถานการณ์แบ่งสีเสื้อที่ลุกลามเข้ามาในปริมณฑลกวี สิ่งนี้สร้างสรรค์ หรือทำลายแวดวงกวี แต่...เขาถามกลับ) "ทำไมวะ?! มันถึงจะแบ่งไม่ได้ ปัญหาของพวกคุณคือ ทำไมวะ! ทำไมมันต้องไม่แบ่ง ก็เมื่อโลกในศาสนาบอกว่ามันมีดีมีชั่ว มีกลางวันมีกลางคืน ทำไมเวลามีความขัดแย้งที่จะนำไปสู่วิวัฒนาการทางสังคมหรือการเปลี่ยนแปลงที่มันดีขึ้น สังคมไทยเหี้ยๆ แม่งบล็อกตลอดเวลา ว่าต้องสมานฉันท์ หรือต้องไม่แบ่ง ทำไมคุณไม่มองว่าการแบ่งเป็นปกติอยู่แล้ว วัฒนธรรมที่หลากหลายมันมีการปะทะ มันมีการแลกเปลี่ยน คุณควรจะหาข้อเขียนสักอันหนึ่งที่ตั้งคำถามให้กับสังคมอยู่เสมอว่า ทำไมเราไม่ควรแบ่ง"
"อะไรก็แล้วแต่ที่คุณเหยียดหยาม คุณจะขยะแขยง แล้วคุณจะไม่ค้นหาความจริง ก็เหมือนกับหนอนที่อยู่ในอุจจาระ คุณเคยรู้มั้ยว่ามันสีอะไร แม่ง! มีหลายสีมีหลายพันธุ์มาก แล้วคุณไม่สามารถฝ่าปราการของความขยะแขยงลงไปหาความจริงได้ ว่ามันสีอะไร ขนาดยาวเท่าไหร่ มีกี่พันธุ์..."
ไม้หนึ่ง ก. กุนที
edit @ 2 Jun 2009 03:24:06 by คนมองหนัง
edit @ 2 Jun 2009 03:34:43 by คนมองหนัง