ขอเริ่มจากบทกวีชื่อ "มนุษย์หมาป่า" ของ "เทอด ประชาทิพย์" ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิถุนายน 2552 ก็แล้วกันครับ
ได้ยินไหม...เสียงร้องก้องประเทศ
กรีดทุเรศทุรังมาหลายสมัย
กู่กังวานความเป็นคนจากหัวใจ
จบแหบไห้ โหยเรียกหาความเท่าเทียม
ได้ยินไหม...ท่วงทำนองของความหวัง
แตกปะทุ คุประดัง พลังเปี่ยม
แทบไม่มี การจัดตั้ง และตระเตรียม
ฮือตอบโต้ เล่ห์โหดเหี้ยม แหล่งโสมม
ที่คุณเห็นมหาชนคล้ายคลั่งบ้า
เขาตกใจ! เห็นมายาเน่าหมักหมม
เห็นมูลเหตุแห่งทุกข์ของสังคม
หิวประชานิยมที่ถาวร
เขาคือคนธรรมดา ดาหน้าตื่น
ขึ้นจับจอบเป็นลุงโง่ ขุดสิงขร
ชะง่อนผานี้ชะโงกง้ำดงดอน
ทอดร่มเงาลิดรอนแสงอาทิตย์
เพื่อเมล็ดพืชเสรีภาพได้แพร่พันธุ์
มหาศาลบนวิถีเสรีสิทธิ์
เสมอภาค 1 เสียง 1 ชีวิต
สู่การเมืองเศรษฐกิจที่เพิ่มพูน
ถ้าคุณทำกับเขายิ่งกว่าหมา
เหยียดคุณค่าย่ำทำลายให้สิ้นสูญ
สาดเลือดเล่นใต้รอยยิ้มอิ่มการุณ
เขาจะเข้ากัดทึ้งคุณถึงที่นอน!
นี่น่าจะเป็นต้นฉบับเริ่มแรกของบทกวีชิ้นนี้ครับ http://www.thaipoetsociety.com/index.php?PHPSESSID=eab2156553cb63365e3002e9fb8695e6&topic=846.msg5793#new
พ้นจากเรื่องบทกวีการเมืองแล้ว ขอข้ามไปที่เรื่องหนังหน่อยนะครับ ในคอลัมน์ 5x2 ของนิตยสาร FILMAX ฉบับที่ 24 (ฉบับครบรอบ 2 ปี) ได้ทำการสัมภาษณ์ธเนศ วงศ์ยานนาวา/ธนา วงศ์ญาณณาเวช ถึงเรื่องสิบหนังในดวงใจของแก ถ้าใครสนใจก็ไปตามหาอ่านกันได้นะครับ นี่ถือเป็นบทสัมภาษณ์อ.ธเนศที่สนุกใช้ได้อีกชิ้นหนึ่ง
(ช่วงหลัง ๆ นี้ ผมอยากเขียนบทความในหัวข้อทำนอง "Popularizing ธเนศ วงศ์ยานนาวา" อยู่เหมือนกัน แต่บังเอิญตนเองมือไม่ถึง เลยมิกล้าเขียน อย่างไรก็ตาม ผมเคยตั้งคำถามกับเพื่อนบางคนว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้อ.ธเนศ popular ขึ้นมากในปัจจุบัน น่าจะเป็นเพราะปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ/เศรษฐศาสตร์ โดยเศรษฐศาสตร์ที่ว่านี้ก็ต้องย้อนกลับไปถึงความหมายของรากศัพท์ในยุคกรีกที่เศรษฐศาสตร์นั้่นแปลว่า การจัดการเศรษฐกิจภายในครัวเรือน กันเลยทีเดียว -นี่ก็เป็นสิ่งที่อ.ธเนศสอนผมมาแหละครับ- 555)
บทกวีของ "เทอด ประชาทิพย์" ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันที่ 19-25 มิถุนายน 2552 ยังคงน่าสนใจเช่นเคยครับ
อวตารของหลู่ซิ่น
ปัญญาชนคือเม็ดพืช
มีผืนดินจึงขึ้นได้
ผืนดินอยู่ที่ไหน
ถามมหาประชาชน
ปัญญาย่อมไร้ค่า
หากพร่าเลือนซ่านสับสน
กระบวนทรรศน์วกเวียนวน
ไม่ทะลุกรอบครอบขัง
สามัคคีหลอมมวลชน
อุทิศตนเข้าปลูกสร้าง
ปริมาณและกำลัง
คุณภาพใหม่ให้สังคม
มวลชนโคตรดินดี
คือสถานที่สุดเหมาะสม
ใครไม่เข้าฝังจม
เสียโอกาสบ่มสุกงอม
นักรบวัฒนธรรม
บดย่ำทางบรรเจิดหอม
ก้มหัวโดยอ่อนน้อม
ร่วมรับใช้เป็นงัวงาน
ใครมันชี้หน้าเย้ย
แค่แผ่วลมรำเพยผ่าน
ขวางคิ้วไม่สะท้าน
กล้าหยาบกร้านสกปรก!
เพิ่งได้อ่านบทความชื่อ "สามสมเด็จแห่งกัมพูชา": เจีย ซีม, ฮุน เซน และ เฮง สัมริน ที่มาและความหมายของนามบรรดาศักดิ์ ที่เขียนโดยอาจารย์ศานติ ภักดีคำ ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับประจำเดือนมิถุนายน 2552 แล้วก็ได้รับความรู้มากมายครับ
โดยบทความนี้ได้กล่าวถึงที่มาทางประวัติศาสตร์ของนามบรรดาศักดิ์ของผู้นำทั้งสามคนแห่งกัมพูชาในยุคปัจจุบัน ได้แก่ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน, สมเด็จอัครมหาธรรมโพธิสาล เจีย ซีม, และสมเด็จอัครมหาพญาจักรี เฮง สัมริน อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะนามบรรดาศักดิ์ "เดโช" (สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน) ที่สามารถยึดโยงได้กับ "ออกญาเดโชบุราราช" (มาศ) หรือ "เดโชกรอฮอม" และ "ออกญารามราชเดโช" (ยต) ซึ่งในประวัติศาสตร์กัมพูชา ออกญาทั้งสองคนนี้ถือเป็นวีรบุรุษทั้งในด้านการปราบกบฏและในด้านการสงครามต่อต้านการรุกรานจาก "เสียม" หรือสยามนั่นเอง
ไม่แน่ใจว่านามบรรดาศักดิ์ของผู้นำกัมพูชา เช่น สมเด็จฯ ฮุน เซน นั้น จะข้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาในยุคปัจจุบัน (โดยเฉพาะในประเด็นความขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหาร) มากน้อยแค่ไหน? อย่างไรก็ตาม นามบรรดาศักดิ์ "เดโช" กลับมีความสัมพันธ์กับหนังไทยเรื่อง "องค์บาก 2" อย่างกลับหัวกลับหาง เพราะในหนังที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างอโยธยากับกัมพูชาเรื่องนั้น ตัวละครพ่อของพระเอกก็มีนามบรรดาศักดิ์ว่า "ออกญาสีหเดโช" เช่นกัน ทว่าออกญาสีหเดโชในหนังกลับเป็นแม่ทัพของฝ่ายอโยธยาที่บุกไปยึดครองกัมพูชา ไม่ใช่แม่ทัพฝ่ายกัมพูชาที่ออกรบต่อต้านการรุกรานจากอโยธยา/เสียม/สยามแต่อย่างใด
edit @ 23 Jun 2009 23:23:49 by คนมองหนัง