2010/Jan/11

เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 1 มกราคม 2553 ผมขับรถจากจังหวัดชลบุรีมาถึงด่านเก็บเงินค่าทางด่วน 

หนึ่งปีก่อนหน้านี้ ผมก็ขับรถอยู่บนทางด่วน ก่อนหน้านั้นผมนั่งฟังเพลงและดื่มชาจีนในห้องเช่าส่วนตัวย่านบางกอกน้อย (ซึ่งผมใช้เป็นสถานที่เขียน-อ่านหนังสือ, ถ่ายทำวิดีโอไว้ดูเล่นกับผองเพื่อน และเก็บข้าวของบางอย่างเอาไว้ โดยไม่เคยหลับนอนที่นั่นเลย) เพื่อรอคอยการเฉลิมฉลองปีใหม่ 2552 แต่แล้วก่อนเวลาเที่ยงคืนไม่นานนัก ผมก็นึกสนุกด้วยการพาตัวเองออกจากห้องเช่า แล้วบึ่งรถขึ้นทางด่วน โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่จังหวัดชลบุรี

ครั้งนั้น ผมได้ฉลองปีใหม่บนทางด่วนขาไปชลบุรี ได้รับคำทักทายสวัสดีปีใหม่จากพนักงานเก็บเงินบนทางด่วน แต่เวลาก็ดึกมากแล้ว จนผมตัดสินใจกลับรถเข้ากรุงเทพฯ ขณะเดินทางไปถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา 

วันที่ 31 ธันวาคม 2552 ในช่วงสาย ๆ พ่อแม่ชวนผมออกไปทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารจีนหรูหราราคาแพง ผมปฏิเสธโดยอ้างว่าจะต้องไปทำงาน (จริง ๆ แล้ว ในวันส่งท้ายปีเก่าเช่นนี้ ผมจะไปหรือไม่ไปทำงานก็ได้ แต่ผมก็ตัดสินใจไปด้วยเหตุผลภายในใจที่ไม่แน่ชัดนัก) 

บรรยากาศการทำงานที่ออฟฟิศ (ซึ่งไม่ค่อยได้ทำอะไรนัก) ราบรื่นไปด้วยดี แต่แล้วก็มีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นตอนช่วงเกือบสองทุ่ม 

มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ส.ค.ส. มันเป็นเรื่องของความไม่สอดคล้องลงรอยกันระหว่างคนที่กลัวใน อำนาจหลัก ของสังคมมาก ๆ และเชื่อฟังอำนาจดังกล่าวอย่างเคร่งครัด กระทั่งมีวินัยในการเซ็นเซอร์ตนเองอย่างเข้มงวด กับ คนที่โคตรรัก อำนาจหลัก ที่ว่ามาก ๆ รักจนมีการแสดงออกโอเวอร์ตามมาอย่างเกินควร 

พอมีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นไปได้ระดับหนึ่ง ผมก็เดินออกมาจากออฟฟิศอย่างเซ็ง ๆ โดยไม่สนใจว่าจะมีเรื่องวุ่นวายอะไรเกิดขึ้นตามมาหรือไม่ 

ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง จู่ ๆ ผมก็ตัดสินใจบึ่งรถขึ้นทางด่วนไปจังหวัดชลบุรีอีกครั้งหนึ่ง 

ทางด่วนโล่งว่าง ผมขับรถชิดขวาแทบตลอดเวลา หลังจากจ่ายคูปองมูลค่า 45 บาทตอนขึ้นทางด่วนแล้ว ผมก็ไม่ต้องจ่ายเงินอะไรอีกเลย ผมไม่แน่ใจว่าในปีนี้มีนโยบายลดหรืองดเก็บค่าทางด่วนในช่วงปีใหม่หรือไม่ แต่จากความทรงจำของตนเอง เมื่อปีที่แล้ว ผมต้องเสียเงินมากกว่า 45 บาท เพื่อขับรถขึ้นทางด่วนไปยังชลบุรี ก่อนจะไปถึงแค่ฉะเชิงเทรา

ผมเปิดเพลงฟังไปด้วยระหว่างขับรถ ทั้งซีดีชุดแรกของวงลิเบอร์ตี้และเทปคาสเส็ตต์ชุด อะ ทัช ออฟ ดิ อินโนเซนต์ ของสายชล ระดมกิจ ปัจจุบันนี้ ลิเบอร์ตี้กลายมาเป็นศิลปินสังกัดเลิฟ อีส ที่สายชลทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลศิลปินอยู่ ผมเพิ่งเจอพวกเขาทั้งหมดที่งานแฟต เฟสติวัลครั้งล่าสุด พอสลับไปฟังวิทยุก็มีเพลงฟังเพลิน ๆ อยู่หลายเพลง เท่าที่จำได้ก็มีเพลงของปาล์มมี่ สยาม ซีเคร็ต เซอร์วิส แล้วก็เพลงของวงกรุงเทพมาราธอน หลายคนชอบด่านักร้องนำวงนี้ว่าเป็น ลูกเบียร์สิงห์ แต่ผมว่าเพลงทราย ๆ อะไรสักอย่างของเขาก็เพราะดี 

ใช้เวลาแค่ประมาณชั่วโมงเดียว ผมก็ขับรถไปถึงชลบุรี (น่าเจ็บใจที่ผมได้พบว่า แท้จริงแล้วหลังจากขับผ่านทางลงจังหวัดฉะเชิงเทราไปได้นิดเดียว ตนเองก็มาถึงชลบุรี ผมน่าจะขับรถไปถึงเมืองชลได้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่ใช่ปีนี้) ผมไม่รู้จะไปไหนต่อดี จึงแวะเข้าร้านจิ๊ฟฟี่ในปั๊มปตท. ซื้อแซนด์วิชแฮมชีส พายไก่ ขนมปังไส้คัสตาร์ด ชาเขียว และเครื่องดื่มเกลือแร่ยี่ห้อสปอนเซอร์ มากิน-ดื่ม เพราะวันนี้ผมไม่ค่อยได้กินอะไรเท่าใดนัก นอกจากการไปทานอาหารญี่ปุ่นแถวออฟฟิศคนเดียวตอนกลางวันท่ามกลางสายฝนเดือนธันวาคมอันพรั่งพรู และแม้เพื่อนร่วมงานบางคนจะชวนผมไปร่วมกินดื่มสังสรรค์ส่งท้ายปีเก่าด้วยกัน ผมก็ดันขี้เกียจไปร่วมด้วยเสียอีก 

ทานเสร็จ ผมก็ตัดสินใจขับรถกลับ เป็นอันว่าผมไม่ได้ฉลองปีใหม่ 2553 ที่ชลบุรี

บนทางด่วนขาเข้ากรุงเทพฯ ผมขับรถอย่างช้า ๆ อยู่บนเลนซ้ายสุดตลอดเวลา แล้วจู่ ๆ ผมก็เกิดความคิดขึ้นมาโดยฉับพลันว่า ไปฉลองปีใหม่ที่สนามบินสุวรรณภูมิดีกว่า

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมต้องออกไปทำงานที่ต่างจังหวัดอยู่บ่อยครั้ง ทั้งอุดรธานีและหนองคายทางภาคอีสาน และเชียงใหม่ทางภาคเหนือ ผมเดินทางไปจังหวัดเหล่านั้นทางเครื่องบิน จึงมีความคุ้นเคยกับสนามบินสุวรรณภูมิเป็นพิเศษ 

อย่างไรก็ตาม ผมมักเดินทางจากกรุงเทพฯมายังสนามบินสุวรรณภูมิในฐานะคนนั่งรถ ไม่ใช่เช่นในครั้งนี้ ที่ผมเดินทางจากชลบุรีมายังสนามบินในเขตจังหวัดสมุทรปราการด้วยฐานะคนขับรถ 

ผมขับรถหลงนู่นหลงนี่อยู่สักพักหนึ่ง ก็สามารถหาที่จอดรถในอาคารจอดรถของสนามบินได้สำเร็จ ผมหยิบฉวยรัฐศาสตร์สารฉบับเฉลิมฉลอง “รัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ 60 ปี รัฐศาสตร์สาร 30 ปี” เล่มที่ 4 ออกมาจากเป้ แล้วก็เดินถือมันเข้าไปยังสนามบิน และหวังจะอ่านหนังสือวิชาการไป ฉลองปีใหม่ไปที่นั่น 

เกี่ยวกับรัฐศาสตร์สารชุดพิเศษ 4 เล่มนี้ ผมตามหามันมานานพอสมควร หลังจากมีผู้กล่าวถึงไว้ในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน ผมก็เที่ยวหาซื้อหนังสือชุดนี้ตามร้านหนังสือชื่อดัง ๆ ในกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่พบ ผมแทบต้องไปหาซื้อรัฐศาสตร์สารชุดพิเศษที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อตนเองต้องไปทำงานที่นั่นในช่วงสัปดาห์ก่อน เพราะมีคนเคยเขียนเล่าไว้ว่าเขาซื้อรัฐศาสตร์สารชุดนี้ได้ที่เชียงใหม่ แต่ด้วยหน้าที่การงานซึ่งค่อนข้างรัดตัว ผมจึงไม่มีเวลาไปเยี่ยมชมร้านหนังสือที่จังหวัดแห่งนั้นแต่อย่างใด 

ทว่าในที่สุด ผมก็พบรัฐศาสตร์ชุดพิเศษที่ร้านบีทูเอสสาขาเซ็นทรัล ชิดลม เพราะในคืนวันที่ 30 ธันวาคม ผมกะจะขับรถจากที่ทำงานไปยังห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แต่พอผ่านลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลมซึ่งมีที่ว่างอยู่บ้าง ผมก็ตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าไปจอด และเดินเล่นในห้างแห่งนี้แทนก่อนจะได้พบกับรัฐศาสตร์สารฉบับที่รอคอย

ผมลองเดินไปข้ามไปยังร้านบีทูเอสที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ก็พบว่ามีรัฐศาสตร์สารชุดนี้วางจำหน่ายอยู่เช่นกัน คงเป็นโชคร้ายของผมเอง ที่ร้านบีทูเอสสาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ซึ่งใกล้บ้านตนเองที่สุด ดันปิดซ่อม-ย้ายชั้นอยู่ในช่วงเวลานั้น การเข้าถึงรัฐศาสตร์สารจึงมีปัจจัยเรื่องทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางวัฒนธรรม และพื้นที่ข้องเกี่ยวอยู่ด้วยมิใช่น้อย 

เมื่อกลับถึงบ้านในคืนวันที่ 30 ผมลองพลิกอ่านรัฐศาสตร์สารฉบับพิเศษทั้งสี่เล่มทันที พอเปิดอ่านแบบผ่าน ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่า ในด้านหนึ่งหนังสือเหล่านี้สามารถตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกโหยหาอดีตที่ผ่านมาไม่นานนักของตนเอง แต่ในอีกด้าน มันกลับสะกิดบาดแผลบางอย่างที่ฝังลึกอยู่ในใจเข้าอย่างจัง ผมเหนื่อย วังเวง และเจ็บ จนต้องปิดไฟเข้านอนอย่างอ่อนแรง 

ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ผมเดินเข้าไปนั่งอ่านหนังสือตรงเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ตามรายทางในอาคารผู้โดยสารขาออก ผมนั่งอ่านบทความ ปัตตานีในรูปหล่อหลวงพ่อทวด ของ แพทริค จอรี่ แปลเป็นภาษาไทยโดยจีรพล เกตุจุมพล 

ผมไม่เคยอ่านบทความต้นฉบับภาษาอังกฤษของอาจารย์แพทริค พอมาอ่านฉบับแปลไทยแล้วก็รู้สึกสนุกและสามารถอ่านได้รวดเดียวจบ นี่เป็นบทความวิชาการที่อธิบายเรื่องหลวงปู่ทวดอย่างเชื่อมโยงเข้ากับรัฐชาติไทยและความขัดแย้งในบริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างน่าทึ่งและหนักแน่น อย่างไรก็ตาม ผมรู้สึกว่าการแปลของอ.จีรพล มีการใช้ภาษาที่อ่านแล้วรุ่มร่ามฟุ่มเฟือยไปนิด เชิงอรรถบางอันที่เพิ่มเข้ามาก็ดูแปลก ๆ คล้ายจะเป็นส่วนเกินของบทความ การใส่เครื่องหมายคำถามในวงเล็บตรงบางข้อความก็ทำให้ผมงงว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่ 

แต่ทั้งหมดนี้ก็ทำให้ผมระลึกถึงอ.จีรพล หรือ พี่หน่อย หลายปีก่อนตอนผมยังเรียนปริญญาตรี เราเคยเจอกันบ่อย ๆ ทั้งในเทศกาลหนังนานาชาติ ที่แกเป็นแก๊งค์ดูหนังร่วมกับอ.ธเนศ วงศ์ยานนาวา และในร้านอาหารย่านท่าพระจันทร์ เมื่ออ.ธเนศเลี้ยงเหล้าลูกศิษย์ตอนปิดคอร์ส 

จากนั้น ผมกะจะไปนั่งอ่านบทความอีกสักชิ้นในร้านกาแฟสตาร์บั๊คส์ประจำสนามบิน พร้อมกับรอเวลาขึ้นปีใหม่ที่นั่น ที่ร้านกาแฟชื่อดัง ผมสั่งชามะนาวเย็นมาดื่ม ราคาเครื่องดื่มของสตาร์บั๊คส์สาขาสนามบินแพงกว่าสาขาตามห้างสรรพสินค้าอยู่มากพอสมควร ระหว่างยืนรอรับเครื่องดื่ม ผมก็ได้พบกับเพื่อนเก่าสมัยเรียนสวนกุหลาบ เขากำลังจะเดินทางไปเที่ยวเกาหลีใต้กับครอบครัวของแฟน และร้านกาแฟแห่งนี้ก็คือจุดนัดหมายที่เขามารอครอบครัวของคนรัก 

เพื่อนเก่าคนนี้ตอนม.ต้น มันเป็นเด็กเกเรและเรียนไม่ดีนัก (แน่นอนในยุคนั้น เด็กที่เรียนไม่ดีจำนวนมากจะถูกแปะป้ายอย่างไม่เป็นธรรมว่า เป็นพวกนักเรียนในพื้นที่ใกล้บ้านจำนวน 60 เปอร์เซ็นต์ ที่โรงเรียนต้องรับเข้ามาตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ จนทำให้ความเป็นเลิศทางวิชาการของชาวชมพูฟ้าตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย โดยที่คุณภาพของครูและระบบการศึกษาไม่ค่อยถูกกล่าวโทษสักเท่าใดนัก) 

จริง ๆ มันจะไม่ได้เรียนต่อในระดับ ม. 4 ด้วยซ้ำ เพราะเกรดไม่ถึง แต่สุดท้ายมันก็ได้เข้าเรียน ด้วยการต้องบวชเป็นสามเณรอยู่ตลอดเทอมแรกของ ม.4 ตามนโยบายให้เด็กที่ผลการเรียนไม่ดีบวชถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสครองราชย์ครบ 50 ปี (กาญจนาภิเษก) ของทางโรงเรียน 

ขนาดตอนยังเป็นเณร เพื่อนคนนี้ก็ยังทำตัวเป็นขาโจ๋อยู่ มันได้ห่มผ้าเหลืองมานั่งเรียนเลขร่วมกับผม ขณะนั้นหนังเรื่อง “2499 อันธพาลครองเมือง” กำลังดัง พอรู้ว่าผมสามารถหาหนังสือ เส้นทางมาเฟีย ของสุริยัน ศักดิ์ไธสง ซึ่งเป็นต้นเรื่องของหนังดังกล่าวมาให้มันอ่านได้ มันก็ขอ บิณฑบาตเส้นทางมาเฟีย 1 เล่ม” ทันที ตอนนั้นผมยังนับถือพุทธศาสนา เลยไม่กล้าขัดสามเณรมาดนักเลง 

หลังจากจบ ม.6 เพื่อนคนนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างมาก มันเรียนปริญญาตรี-โทสาขานิติศาสตร์ที่รามคำแหง จบแล้วก็มาประกอบอาชีพเป็นทนายความ รวมทั้งกลายเป็นคนที่พูดจาไพเราะและมีบุคลิกกริยาที่เรียบร้อยเป็นอย่างมาก ราวกับจะเตรียมตัวเป็น ท่าน ผู้พิพากษา มันบอกกับผมว่าเคยพยายามสอบเป็นผู้พิพากษามาแล้ว แต่สอบไม่ติด ทว่าอย่างน้อยมันก็ได้ใกล้ชิดกับ ท่าน มากขึ้น เพราะพ่อของแฟนที่จะพามันไปเที่ยวเกาหลีก็เป็นผู้พิพากษาอยู่เช่นกัน 

ผมยืนคุยกับเพื่อนคนนี้อยู่สักพัก (ในหัวข้อเรื่องการเรียน, การงาน และราคาที่สุดแพงของเครื่องดื่มในสตาร์บั๊คส์) ก็ขอแยกตัวออกมาจากร้าน โดยโกหกว่ากำลังมารอรับญาติที่เดินทางมาจากต่างประเทศ (ในอาคารผู้โดยสารขาออก?) ทิ้งให้เขารอคอยการมาถึงของครอบครัวแฟนอยู่คนเดียวในร้านกาแฟดังกล่าว 

ผมจึงไม่ได้อ่านรัฐศาสตร์สารต่อที่ร้านสตาร์บั๊คส์และตัดสินใจไม่อยู่ฉลองปีใหม่ในสนามบิน ผมตัดสินใจกลับไปที่อาคารจอดรถทันที แล้วบึ่งรถขึ้นทางด่วนกลับเข้ากรุงเทพฯ 

จากกรุงเทพฯไปชลบุรีผมต้องเสียค่าทางด่วนมูลค่า 45 บาท แต่จากสนามบินสุวรรณภูมิเข้ากรุงเทพฯ ผมต้องเสียค่าทางด่วนรวมทั้งสิ้น 70 บาท โดยที่ก่อนหน้านี้ ผมก็เสียค่าจอดรถให้สนามบินไป 50 บาท ซึ่งหมายความว่าผมไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ในอาคารผู้โดยสารขาออกเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่า ๆ ถึงสองชั่วโมง  

ผมขับรถมาถึงด่านเก็บค่าทางด่วนแห่งแรกตอนเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 1 มกราคม 2553 พอดี คนเก็บเงินกล่าวทักทายสวัสดีปีใหม่กับผม ผมยิ้มตอบกลับไปพร้อมกับยื่นเงินจำนวน 25 บาทให้เขา ภายนอกรถ ผมเห็นแสงดอกไม้ไฟปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า แสงที่สว่างเรืองรองเพียงชั่วครู่ ก่อนจะโรยลับดับหายไปในพริบตา 

ผมได้เดินทางข้ามกาลเวลาผ่านทางด่วนติดต่อกันเป็นปีที่สอง แต่แม้ว่าผมจะยังอยู่ในสนามบินตอนขึ้นปีใหม่ การเปลี่ยนผ่านของกาลเวลาก็คงจะมีความหมายถึง การเดินทาง เหมือนกัน เพียงแต่สถานที่อย่างสนามบินอาจมีนัยยะความหมายเกี่ยวพันกับการเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มเติมเข้ามา หรือผมกำลังเบื่อหน่ายประเทศแห่งนี้เต็มทน? 

เมื่อขับรถมาถึงด่านเก็บค่าทางด่วนแห่งที่สอง ผมก็รีบยื่นคูปองมูลค่า 45 บาทให้แก่คนเก็บเงิน ตรงด่านดังกล่าว ผมไม่ได้หยุดรถ แต่ปล่อยให้รถวิ่งไหลไปเรื่อย ๆ ทีแรกผมรู้สึกว่า คนเก็บเงินที่ด่านนี้น่าจะกล่าวทักทายสวัสดีปีใหม่กับผมบ้าง ทำไมเขาไม่กล่าวอะไรออกมา ทว่าระหว่างที่รถกำลังไหลผ่านด่านเก็บเงินไป มือของผมที่ยื่นคูปองทางด่วนให้แก่พนักงานเก็บเงินก็ได้สัมผัสกับสิ่งของบางอย่างในมือเขา ใช่แล้ว เขากำลังยื่นของขวัญปีใหม่บางอย่างให้แก่ผู้ผ่านทางอย่างผม แต่รถของผมก็ไหลผ่านเขามาเสียแล้ว ผมไม่สามารถเดินทางย้อนหลังกลับไปได้ ทั้งยังรู้สึกว่าตนเองกระทำสิ่งบกพร่องและล้มเหลวในการสานสายสัมพันธ์กับคนอื่นขึ้นมาทันที 

ผมลงจากทางด่วนตรงด่านยมราช ถนนราชดำเนินก็โล่งว่างเช่นกัน มีเพียงแสงไฟแห่งการเฉลิมฉลองวาระบางอย่างก่อนหน้าเทศกาลปีใหม่ที่ยังส่องสว่างไปทั่ว ผมไม่ทราบว่าเมื่อไหร่แสงไฟเหล่านี้จะดับลง ผมขับรถมุ่งหน้าขึ้นสะพานพระราม 8 เพื่อเดินทางกลับบ้านย่านจรัญสนิทวงศ์ 

มีคนจำนวนมากมาจอดรถชมวิว ดูพลุ ถ่ายรูป ฉลองปีใหม่กันบนสะพาน แต่ผมกลับนึกถึงวังบางขุนพรหมและนิตยสารฟ้าเดียวกับฉบับ ข้อมูลใหม่ ผมคิดถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่วายชนม์มาแล้วกว่า 60 ปี รวมทั้งบรรดาผู้บริสุทธิ์ซึ่งต้องถูกปลิดชีวิตตามชายคนนี้ไป  

ผมกลับถึงบ้านตอนเวลาเที่ยงคืนปลาย ๆ นั่งกินข้าวผัดเนื้อเค็มกับไข่ดาวและต้มจืดเต้าหู้ที่ทางบ้านเตรียมเผื่อไว้ให้ ผมขึ้นห้องนอนตอนตีหนึ่งกว่า ๆ สักพักแม่ก็เดินเข้ามาถามว่าวันที่ 1 นี้ จะไปงานเลี้ยงปีใหม่กับญาติพี่น้องฝ่ายพ่อหรือไม่ ผมตอบปฏิเสธไปอีกเช่นเคย  

ผมขอให้แม่เกาหลังให้ แต่เกาไปได้ไม่เท่าไหร่แม่ก็ขอตัวเข้านอน จากนั้นไม่นานนัก ผมก็ปิดไฟและล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้าอันเกิดจากการเดินทางไกลเช่นกัน

edit @ 12 Jan 2010 23:08:12 by คนมองหนัง

Comment

Comment:

Tweet


very good
#3 by Cream (119.42.88.224) At 2010-12-14 10:08,
Hot! big smile Hot!
#2 by filmsick At 2010-01-11 12:28,
Hot!

เดินทางข้ามเวลา่ผ่านทางด่วนที่ไม่สามารถย้อนกลับใดๆได้

ผมชอบเอ็นทรี่นี้จังครับ มันคือความจริงที่คนเราพยายามสร้างความสุขหลอกๆขึ้นมาในวัน(สมมุติ)ปีใหม่เพื่อให้ลืมความจริงต่างๆนี้

สำหรับผม ผมหลับข้ามปีครับ big smile
#1 by Seam - C At 2010-01-11 10:07,

คนมองหนัง
View full profile