2011/Oct/06

 

1.

"นักหนังสือพิมพ์กับหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือสารคดีเป็นเรื่องเป็นราวจนถึงการเขียนนิยายจึงเป็นของคู่กัน จาก กุหลาบ สายประดิษฐ์ มาสู่ มาลัย ชูพินิจ ไปจนถึง Tom Wolfe กับนิยายอันโด่งดังอย่าง The Bonfire of the Vanities ไล่มาถึง Bob Woodward ผู้ร่วมกับ Carl Bernstein กับการขุดคุ้ยภายใต้การให้ข่าวของ "Deep Throat" จนนำไปสู่การจบชีวิตทางการเมืองของประธานาธิบดี Richard Nixon กับคดี Watergate เรื่องราวของคดีประวัติศาสตร์ของการเมืองสหรัฐก็ทำให้เห็น "ความเป็นการเมืองในการต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจ" เกิดขึ้นในทุกที่ทุกประเทศ จนทำให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศพิเศษอะไร เช่น รัฐบาลสหรัฐต้องการให้ FBI ชะลอการสอบสวนเพื่อประโยชน์กับรัฐบาล เป็นต้น

"ผลงานของ Woodward มีอยู่มากมาย แต่ละเล่มก็มักจะประสบความสำเร็จขายดิบขายดี ถึงแม้ว่าจะมีคนโจมตีว่ารายละเอียดและข้อมูลไม่ถูกต้องก็ตามที แต่ความยิ่งใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับกาลเวลา เพราะในช่วงรัฐบาล George W. Bush Jr. เขาถูกโจมตีว่าเขาได้ขายวิญญาณ เพราะเขาเองอาจจะถูกหลอกจากสายข่าวของเขาโดยไม่ได้ตั้งข้อสงสัยกับข้อมูลเลย เช่น เขายืนยันเรื่อง Weapon of Mass Destruction ในอิรักว่ามีจริงๆ (หรือเขาไม่ถูกหลอก เพราะจริงๆ แล้ว เขาประสงค์จะให้เป็นเช่นนี้ เนื่องจากเห็นด้วยกับรัฐบาลและเชื่อแบบนั้นจริงๆ?) ถ้าจะกล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ เขาให้การสนับสนุนการบุกอิรักของรัฐบาลสหรัฐ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? ฤๅว่านี่เป็นเส้นทางของนักหนังสือพิมพ์? ฤๅว่านี่เป็นอุดมการณ์ทางการเมือง? หรือว่านี่เป็นไปตามการก่อตัวและเปลี่ยนแปลงของความคิดอะไรบางอย่างที่ฝังอยู่ในสมอง?"

(ธเนศ วงศ์ยานนาวา, คำนิยม "การเขียนชีวประวัติ นักการเมืองและนักข่าว", ในหนังสือ "สุภาพบุรุษไหร่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" โดย ฟ้ารุ่ง ศรีขาว)

 

2.

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองนับตั้งแต่ปลายยุครัฐบาลทักษิณ หรือ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา

"นักข่าว" คืออาชีพหนึ่งในสังคมที่ถูกตั้งคำถามถึงอย่างหนักหน่วง

คำถามว่าด้วย "ความเป็นกลาง" ของนักข่าว อาจเป็นอะไรที่เชยไปแล้ว

แต่ถ้าถูกจี้ถามว่าตัวนักข่าวเองเลือกข้างไหน? คำตอบที่ได้ (หรือไม่ได้) ก็คงเกิดขึ้นมาพร้อมกับความยากลำบากใจ

จะอยู่กับอำนาจจารีต, อำมาตย์ หรือเชียร์รัฐประหาร มันก็ไม่เป็นประชาธิปไตย

ครั้นจะเลือกอยู่ข้างประชาชนส่วนใหญ่ ก็ดันสะดุดกึกกับความคิดที่ว่า แต่บางทีเสียงข้างมากก็ใช่จะหมายถึง "ความถูกต้องดีงาม" นะ พวกเขาอาจเห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ถูกซื้อ ถูกครอบงำ เพราะโง่เขลาเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร

อันเนื่องมาจากคนเพียงคนเดียว ("ผี" เพียงตนเดียว) ที่ชื่อ "ทักษิณ ชินวัตร"

 

3.

ผมรู้จักกับ "ฟ้ารุ่ง ศรีขาว" หรือ "พี่ปุ้ย" ตั้งแต่เมื่อครั้งเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เราเจอกันครั้งแรกในชั้นเรียนวิชา "สัมมนานวนิยายกับการเมือง" ซึ่ง อ.ธเนศ วงศ์ยานนาวา เปิดสอนโดยใช้สื่อภาพยนตร์เป็นวัตถุในการศึกษา แทนที่จะเป็นหนังสือนวนิยายตามที่หลักสูตรระบุไว้

ผมเป็นเด็กคณะรัฐศาสตร์ ส่วนพี่ปุ้ยเป็นรุ่นพี่อยู่ที่คณะนิติศาสตร์ ซึ่งดูมีท่าทีไม่ค่อยชอบเรียนกฎหมายสักเท่าใดนัก

หลังเจอกันในชั้นเรียนวิชาดังกล่าว ผมก็กลายเป็นขาประจำที่มานั่งเรียนในวิชาของ อ.ธเนศ แบบลงทะเบียนบ้าง ไม่ลงบ้าง รู้เรื่องบ้างนิดหน่อย ไม่รู้เรื่องก็เยอะ แต่ถนัดที่จะจำมุขสไตล์นักวิชาการจิ๊กโก๋ร็อกแอนด์โรลล์ของอาจารย์มาใช้เล่นต่อมากกว่า

ส่วนพี่ปุ้ยก็กลายเป็น "อัครมหาสาวก" ระดับผู้ช่วยของ อ.ธเนศ

พอมาอยู่แถวๆ คณะรัฐศาสตร์นานเข้า พี่ปุ้ยก็ตัดสินใจเด็ดขาดย้ายมาเป็นชาว "สิงห์แดง" แบบเต็มตัว (ถ้าเล่นมุขแบบ อ.ธเนศ ซึ่งจบปริญญาตรีจากรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็คงจะเล่นได้ทำนองว่า "กูไม่รู้จักหรอกสิงห์ดำ สิงห์แดง กูรู้จักแต่สิงห์เหี้ย") โดยมีผมและเพื่อนอีกคนชื่อ "ไอ้อรรถ" ที่ปัจจุบันไปสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นครศรีธรรมราช เป็นสองกุนซือสำคัญ ผู้ช่วยวางแผนการเรียนให้

เรื่องย้ายสังกัดไม่มีปัญหาอะไร และพี่ปุ้ยก็กลายมาเป็นรุ่นน้องของผมสมใจแก ด้วยข้อแม้สำคัญประการหนึ่งว่า พี่ปุ้ยจะเรียนจบตามกำหนดเวลาสูงสุด 7 ปีพอดี หากลงทะเบียนให้มากรายวิชาที่สุดเท่าที่จะสามารถลงได้ในแต่ละภาคการศึกษาที่เหลืออยู่ โดยต้อง "ไม่ตก" "ไม่ถอน" เลยแม้แต่วิชาเดียว

ผมกับไอ้อรรถได้แต่ลุ้นอยู่ในใจว่า พี่ปุ้ยจะไม่ออกอาการ "ติสต์แตก" หรือทำตัวเป็น "เด็กแนว" ขึ้นมา ในช่วงชีวิตการเป็นนักศึกษาที่เหลืออีกไม่มาก

มิฉะนั้น สองกุนซือรายสำคัญอย่างเราคงรู้สึก "บาป" แย่ ถ้าแกเรียนไม่จบขึ้นมาจริงๆ

แต่พี่ปุ้ยก็ไม่ทำให้พวกเราผิดหวัง เพราะสามารถเรียนจบตามเดตไลน์ได้พอดีเป๊ะ

ในช่วงเวลาท้ายๆ ที่ขลุกอยู่ในห้องทำงานของ อ.ธเนศ บนชั้นดาดฟ้าของคณะรัฐศาสตร์ พี่ปุ้ยเคยเล่าให้ฟังว่า อาจารย์เพิ่งกลับมาจากอังกฤษ และซื้อ "เป้" มาฝากแก 1 ใบ พร้อมโฆษณาสรรพคุณว่าเป้ยี่ห้อนี้กำลังฮิตมากที่นั่น

อย่างไรก็ตาม พี่ปุ้ยตีความแบบขำๆ ไปอีกแง่มุมหนึ่งว่า อาจารย์คงต้องการสื่อกับแกว่า "เมื่อเรียนจบแล้ว ก็ควรจะเก็บข้าวของ และออกเดินทางไปใช้ชีวิตนอกมหา'ลัยได้แล้ว" ต่างหาก

พี่ปุ้ยไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิหนังไทยอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะมาเป็นนักข่าวของไทยโพสต์และประชาชาติธุรกิจ ในช่วงเวลาคู่ขนานไปกับเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พอดี

รัฐประหารครั้งนั้นและผลต่อเนื่องของมันทำให้อาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์เสียผู้เสียคนไปก็เยอะ ขณะที่ในคณะนิติศาสตร์ ต้นสังกัดเก่าของพี่ปุ้ย กลับเกิดการรวมตัวกันของนักวิชาการในนาม "คณะนิติราษฎร์" ขึ้นมา

 

4.

เมืองไทยยังต้องการ "นักข่าว" ผู้เชี่ยวชาญในการผลิต "ข่าวเจาะ" หรือ "ข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน" อยู่ไหม?

มองจากมุมของคนอ่าน คำถามนี้อาจไม่สำคัญเท่ากับคำถามที่ว่า ปัญหาคือคุณจะ "เจาะ" อะไร ด้วยวิธีการแบบไหนมากกว่า?

ถ้าจะ "เจาะ" ทรัพย์สินนักการเมือง แล้วคุณสามารถ "เจาะ" ทรัพย์สินของชนชั้นนำอื่นๆ และสถาบันทางสังคม-เศรษฐกิจอื่นๆ ได้ด้วยไหม? เพื่อสืบสวนสอบสวนให้เห็นถึง "ระบบ/โครงสร้าง" อันป่วยไข้ของสังคมไทยอย่างถึงรากถึงโคน

คุณจะ "เจาะ" ข่าวด้วยวิธีการแบบอื่นๆ ได้ไหม? นอกจากการเล่นกับข้อมูลตัวเลข หรือข้อมูลเอกสารทางราชการเท่านั้น

จากยุค "เหลือง-แดง" ที่ค่อยๆ คลี่คลายให้เราตระหนักว่า แท้จริงแล้ว นี่เป็น "การเมืองในยุคเปลี่ยนผ่าน" ซึ่งมีตัวแสดงสาธารณะรายใหม่ๆ กลุ่มใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอย่างมากมาย

"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ก็เป็นหนึ่งในตัวแสดงเหล่านั้น

คำถาม คือ นักข่าวจะ "เจาะ" อะไรได้บ้างจากตัวณัฐวุฒิ?

ถ้า "เจาะ" ว่าเจ้าตัวมีทรัพย์สินเท่าไหร่ คาดว่ารับเงินทักษิณมากี่มากน้อย จะสามารถอธิบายการเมืองไทยในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมาได้ดีแค่ไหน?

ในทางกลับกัน ฟ้ารุ่งกำลังทำหน้าที่ "เจาะข่าว" อีกแบบหนึ่ง นั่นคือ การสืบสวนสอบสวนให้เห็นถึงหลักการ วิธีคิด วิถีชีวิต ของแกนนำ นปช. คนสำคัญ ซึ่งปัจจุบัน ควบสถานะเป็น ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย ผ่านการสัมภาษณ์ พูดคุย แม้ในช่วงหนึ่ง จะต้องมีกรงขังมากั้นกลางก็ตาม

หนังสือ "สุภาพบุรุษไพร่ฯ" ของฟ้ารุ่ง อาจไม่ได้มีคุณภาพในระดับ "ดีมาก" หรือมีเนื้อหารุนแรงระดับ "ถึงรากถึงโคน" ชนิดอ่านไป "ฟิน" ไป แต่ผู้เขียนก็พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำความเข้าใจในตัว "มนุษย์" คนหนึ่ง ผู้มีส่วนขับเคลื่อนสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย

สังคมการเมืองไทยที่จะแห้งแล้งปราศจาก "ชีวิต" อย่างสิ้นเชิง หากไร้ซึ่ง "มนุษย์" ที่มีชีวิตจิตใจ มีอารมณ์ความรู้สึก มีดีมีเลว มีกิเลส ตัณหา และราคะ

สิ่งที่ฟ้ารุ่งทำอาจถือเป็น "ภาระหน้าที่" อีกประการหนึ่งของนักข่าวไทย

ซึ่งหลายๆ คนยังมี Bob Woodward และ Carl Bernstein เป็นไอดอลประจำใจอยู่

 

(ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 30 กันยายน - 6 ตุลาคม 2554)

edit @ 6 Oct 2011 16:37:01 by คนมองหนัง

edit @ 6 Oct 2011 16:43:38 by คนมองหนัง

Comment

Comment:

Tweet


คนมองหนัง
View full profile