fables

ผมเพิ่งได้ดูดีวีดีหนังเรื่อง "เทวดาตกมันส์" จากคำแนะนำโดยอ้อมที่ผ่านมาทางเพื่อนคนหนึ่งว่า หนังเรื่องนี้นำเสนอภาพการปะทะกันระหว่าง "พระ" กับ "ผี" ได้อย่างน่าสนใจและน่าสนุกมาก

เมื่อได้ดูแล้วก็พบว่าหนังนำเสนอประเด็นดังกล่าวได้อย่างน่าสนใจและน่าขบคิดจริง ๆ อีกทั้งภาพรวมของหนังก็ไม่ได้เละเทะอย่างที่นึกไว้ตั้งแต่ต้น แม้มันจะไม่ได้สมบูรณ์แบบมากนักก็ตาม (ไว้ผมจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้ยาว ๆ อีกครั้งหนึ่ง)

แต่ที่น่าตื่นเต้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ พอหนังจบลง (ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 72 นาที) ผมก็พบเห็นชื่อของเพื่อนเก่าคนหนึ่งปรากฏขึ้นตรงเอ็นด์ เครดิต ในฐานะที่เป็นหนึ่งในทีมงานสร้างของหนังเรื่องนี้ เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนเก่าสมัยอนุบาลและประถมศึกษาของผม หลังจากเรียนจบป.6 เราก็ไม่ได้พบกันอีกเลย อย่างไรก็ตาม เรื่องราวหลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้กลับติดค้างอยู่ในความทรงจำของผมอย่างน่าแปลกใจ

ผมกับเพื่อนคนนี้ (เธอเป็นผู้หญิง) เรียนชั้นเดียวกันตั้งแต่ตอนอนุบาล 1 เธอเป็นเด็กผอม ๆ แกร็น ๆ ตัวเล็ก ๆ ช่วงนั้นช่อง 3 กำลังแพร่ภาพละครจักร ๆ วงศ์ ๆ/ละครพื้นบ้านเรื่อง "ชะนี?" (ที่นางเอกของเรื่องถูกสาปให้เป็นชะนี) ในทุก ๆ ช่วงเย็นของวันธรรมดาหลังเลิกเรียนพอดี ผมจึงอินกับละครเรื่องดังกล่าวมากและเริ่มรู้สึกว่าเพื่อนคนนี้หน้าตาและรูปร่างเหมือนนางชะนีในละคร

เมื่อคิดอย่างนั้นมาก ๆ เข้า ผมก็เริ่มรู้สึกเกลียดและกลัวเพื่อนคนนี้ขึ้นมา (เนื่องจากภาพของนางชะนีในละครมันดูน่าเกลียดน่ากลัวสำหรับผมมาก ๆ เมื่อตอนเป็นเด็ก) แล้ววันหนึ่ง อยู่ดี ๆ ผมก็ตัดสินใจเดินเข้าไปผลักเพื่อนผู้หญิงคนนี้ให้ตกลงจากบันไดสองสามชั้นบริเวณอาคารเรียน (อาคารเรียนตอนอนุบาลของผมดัดแปลงมาจากพวกอาคารตำหนักเจ้าจอมในพระบรมมหาราชวัง อาคารจึงเป็นตึกที่ไม่ได้ยกพื้นสูงมากนักและมีบันไดปูนแค่สองสามชั้นตรงทางขึ้นอาคาร) ส่งผลให้เธอร้องไห้หนักมาก ๆ (แต่โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนัก) และมีบรรดาเพื่อนผู้หญิงเข้ามาปลอบประโลมเธอ ส่วนผมก็ถูกครูประจำชั้นลงโทษไปตามระเบียบ

ครั้นเติบโตขึ้นมาในระดับประถมฯ ผมกับเพื่อนคนนี้ก็ค่อย ๆ ห่างเหินกันไป (แต่ผมไม่ได้คิดเกลียดชังเธออีกแล้ว หลังจากละครพื้นบ้านที่มีนางเอกถูกสาปให้กลายเป็นนางชะนีได้อวสานลง) และเราก็ไม่ได้อยู่ห้องเรียนเดียวกันเสมอไปในทุกระดับชั้น ผมพอจะรับทราบเรื่องราวของเพื่อนคนนี้แค่ว่า เธอเป็นเด็กที่เรียนค่อนข้างอ่อน/ไม่ตั้งใจเรียนมากนัก หรือ บางครั้งก็ไม่ค่อยมาโรงเรียน ขณะเดียวกัน เธอก็จะใช้นามสกุลอยู่สองนามสกุลอย่างสลับสับเปลี่ยนกันไปมาอยู่ตลอด โดยที่เพื่อน ๆ รวมถึงครูบางคนก็อาจไม่ได้รับทราบถึงสาเหตุของการสลับสับเปลี่ยนนามสกุลดังกล่าวมากนัก

เท่าที่ผมและเพื่อน ๆ คนอื่นพอจะทราบ ณ ช่วงเวลานั้นก็คือ ดูเหมือนเพื่อนคนนี้เธอจะมีแม่อยู่สองคน เพราะเรามักจะเห็น "แม่" ที่มารับเธอที่โรงเรียนเป็นผู้หญิงซึ่งมีบุคลิกแบบชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป แต่เวลาครูบางคนพูดถึง "แม่" ของเพื่อนคนนี้ มักจะพูดในทำนองว่าแม่ของเธอเป็นข้าราชการระดับค่อนข้างสูงประจำกรมประชาสัมพันธ์

ต่อมาตอนเรียน ป.5 แม่ของผมพาผมไปเที่ยวประเทศอิตาลีและสเปน ผ่านการจัดทัวร์ของคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ซึ่งมีวิทยากรนำเที่ยวคือ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ คณบดีของคณะศิลปศาสตร์ในขณะนั้น และ อ.ทรงยศ แววหงษ์ อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ ศิลปากร ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวถูกขอตัวมาช่วยราชการที่ธรรมศาสตร์ 

(หลาย ๆ คนและหลาย ๆ เรื่องราวในคณะทัวร์ดังกล่าวได้มีความสัมพันธ์กับชีวิตของผมมาอย่างต่อเนื่องยาวนานภายหลังจากนั้น นับตั้งแต่แรงบันดาลใจทางด้านวิชาการและภาพยนตร์ที่ผมได้รับจาก อ.ชาญวิทย์ และ อ.ทรงยศมาจนถึงปัจจุบัน (แม้จะไม่ได้พบปะพูดคุยกับพวกแกมากนัก), การได้รู้จักกับคุณลุงท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นนักรัฐศาสตร์คนสำคัญของประเทศในช่วงทศวรรษ 2520 แกเป็นที่เคารพนับถือของ "ครู" บางคนของผม นอกจากนี้ แกยังเป็นพลังสำคัญที่สามารถผลักดันให้ "เจ้าพ่อโพสต์โมเดิร์นของเมืองไทย" ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,  ผมได้พูดคุยกับคุณป้าคนหนึ่งซึ่งกลายมาเป็นครูของผมสมัยเรียนมัธยมฯที่สวนกุหลาบ, ผมได้พบคุณอาสามีภรรยาคู่หนึ่ง ซึ่งในอีกเกือบสองทศวรรษต่อมา ผมมีโอกาสได้ทำกิจกรรมอดิเรกบางอย่างในพื้นที่เดียวกันกับลูกสาวผู้แสนน่ารักของพวกเขา, หรือมีเรื่องราวหนึ่งที่ผมจดจำจนติดใจ ได้แก่ เรื่องเล่าของคุณลุงคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้พิพากษาเก่า กล่าวคือ มีอยู่วันหนึ่งขณะนั่งทานอาหารกลางวันหลังจากการท่องเที่ยวในช่วงเช้า แกก็พูดขึ้นมาว่า "ถ้าใครมีลูกมีหลาน อย่าให้ไปเรียนโรงเรียนช่างกลนะ เพราะเด็กของโรงเรียนพวกนี้มันเลว เป็นโจร ชอบตีกัน แล้วสร้างความเดือนร้อนให้คนอื่น" และแกก็เกลียดพวกเด็กช่างกลมาก กระทั่งครั้งหนึ่งแกได้ส่ง "นักสืบ" (เข้าใจว่าคงเป็นนักสืบเอกชน?) ที่ทำงานให้แกไปดักซุ่มอยู่ตรงบริเวณที่เด็กช่างกลตีกัน และสั่งการให้นักสืบคนดังกล่าวจัดการยิงปืนไปที่ลูกตาตุ่มของเด็กช่างกลบางคนเหล่านั้น ก่อนที่แกจะพูดสรุปในตอนท้ายว่า "ตอนนี้ มันก็คงไปพิการอยู่ในคุกนั่นแหละ")

ในคณะทัวร์ดังกล่าว ผมมีโอกาสได้เจอกับพ่อและแม่บุญธรรมของเพื่อนคนนี้ ผมจึงได้ทราบว่า "แม่" ของเธอที่ครูที่โรงเรียนมักกล่าวถึงว่าเป็นข้าราชการระดับสูงก็คือ "แม่บุญธรรม" นั่นเอง (ขณะที่ "พ่อบุญธรรม" ของเธอก็เป็นหนึ่งในทีมงานยุคบุกเบิกของโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม โดยในช่วงเวลานั้น แกก็มีอายุกว่าหกสิบปีแล้ว)

เมื่อพ่อแม่บุญธรรมของเพื่อนคนนี้ทราบว่าผมอยู่โรงเรียนเดียวกันกับลูกบุญธรรมของพวกแก พวกแกก็เล่าเรื่องราวชีวิตของเธอให้ผมและแม่ได้รับฟัง

นอกจากพวกแกทั้งคู่จะเป็นพ่อแม่บุญธรรมให้กับเพื่อนของผมแล้ว ก่อนหน้านั้น พวกแกก็เคยเป็นพ่อแม่บุญธรรมของแม่แท้ ๆ ของเพื่อนผมมาก่อน โดยแม่แท้ ๆ ของเพื่อนผมเป็นเด็กกำพร้าฐานะยากจนที่พวกแกรับมาเลี้ยงดูเหมือนลูกในไส้และวาดหวังจะให้มีอนาคตที่ดี

แต่ต่อมา แม่แท้ ๆ ของเพื่อนผมก็ไปตั้งท้องกับเด็กหนุ่มแถวบ้าน "ที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า" หรือ "อยู่ในระดับล่าง" ตามความคิดของพ่อแม่บุญธรรม ตั้งแต่อายุสิบกว่าปี และก็ให้กำเนิดเพื่อนคนนี้ของผมออกมา ซึ่งสร้างความผิดหวังให้แก่พ่อแม่บุญธรรมเป็นอย่างมาก โดยคุณลุงที่เป็นพ่อบุญธรรมได้แสดงความเห็นทำนองว่า "พอเกิดกรณีนี้ เราก็เลยเห็นว่า "สายเลือด" นี่มันแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้จริง ๆ คือเค้าเกิดมาในระดับนั้น สุดท้ายก็ไปมีอะไรกับคนระดับเดียวกัน ถึงแม้เราจะเลี้ยงดูเค้าดียังไงก็ตาม ตอนนี้ ผมก็เลยเชื่อเรื่อง "สายเลือด" เลย จากที่แต่ก่อนไม่เคยเชื่อ"

หลังจากนั้น เพื่อนคนนี้ของผมก็เติบโตขึ้นมาด้วยการเลี้ยงดูที่ถูกสลับสับเปลี่ยนมือกันไปมาระหว่างมือของพ่อแม่บุญธรรม (ที่ต้องการเลี้ยงดูเธอไม่ให้มีชีวิตที่ผิดพลาดเหมือนกับแม่แท้ ๆ ซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของพวกแกเช่นกัน) กับมือของแม่แท้ ๆ (ส่วนพ่อแท้ ๆ ก็หนีจากเธอไปตั้งแต่เธอเกิด) จากคำบอกเล่าของฝ่ายพ่อแม่บุญธรรม ดูเหมือนว่า ถ้าเมื่อใดแม่แท้ ๆ ของเพื่อนผมหาเงินได้มากพอที่จะเลี้ยงดูลูกของตนเองได้ ก็จะมารับเธอไปอยู่ด้วย แต่เมื่อใดที่ไม่มีเงินมากพอ เธอก็จะกลับมาอยู่ในการเลี้ยงดูของพ่อแม่บุญธรรม และนี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้นามสกุลของเพื่อนคนนี้ต้องถูกสลับสับเปลี่ยนไปมาอยู่บ่อยครั้ง

หลังกลับมาจากการท่องเที่ยวที่อิตาลีและสเปนครั้งนั้น เพื่อนคนนี้ของผมยังอยู่ในความดูแลของพ่อแม่บุญธรรมอยู่ โดยเธอก็เข้ามาสอบถามผมตอนเปิดภาคการศึกษาแรกของป.6 ว่า ผมไปเที่ยวกับพ่อแม่ของเธอมาใช่ไหม? อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของภาคการศึกษาที่สองของป.6 ก็ดูเหมือนว่าเธอจะกลับไปอยู่ในความดูแลของแม่แท้ ๆ อีกครั้ง ดังจะเห็นได้จากงานเลี้ยงอำลาอาลัยหลังจากจบการศึกษา ที่เธอเดินทางมาร่วมงานพร้อมกับแม่แท้ ๆ ของเธอ

อาจจะด้วย "อคติทางชนชั้น" ที่ถูกบ่มเพาะปลูกฝังในจิตใจมาอย่างยาวนานโดยไม่รู้ตัว ผมจึงมองเพื่อนคนนี้และแม่แท้ ๆ ของเธอในงานเลี้ยงอำลาอาลัยด้วยทัศนคติที่ไม่ค่อยดีนัก (นับตั้งแต่เรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวที่ดู "ไม่ดี" ไปจนกระทั่งถึงกริยาท่าทางบางอย่าง) และก็คิดเกินเลยไปในทางร้ายว่า ชีวิตในอนาคตของเธอจะเป็นอย่างไร หากหลังจากจบการศึกษาในระดับป.6 แล้ว เธอจะต้องตกไปอยู่ในความดูแลของแม่แท้ ๆ อย่างค่อนข้างถาวร  

ดูเหมือนว่าผมตอนเรียนจบป.6 จะไม่แตกต่างอะไรไปจากตัวเองตอนเรียนอนุบาล 1 มากนัก

หลังจากงานเลี้ยงอำลาอาลัยเมื่อเกือบ 15 ปีก่อน ผมก็ไม่ได้มีโอกาสพบเจอกับเพื่อนผู้หญิงคนนี้อีกเลย แต่อย่างน้อย การได้มาพบว่าเธอกลายมาเป็นหนึ่งในทีมงานสร้างของหนังไทยเรื่องหนึ่งที่นำเสนอประเด็นเรื่องความเชื่อของคนในสังคมได้อย่างน่าสนใจ ก็อาจบ่งชี้ให้เห็นว่า ชีวิตของเธอคงไม่ได้ประสบกับความเลวร้ายอะไรมากมายนัก อย่างที่ผมเคยคาดเดาคิดฝันเอาไว้เมื่อตอนเป็นเด็ก 

 

 

edit @ 21 Jan 2009 04:22:45 by คนมองหนัง

edit @ 21 Jan 2009 04:31:18 by คนมองหนัง

ตอนสมัยผมยังมีอายุเป็นเลขตัวเดียว แม่ของผมเคยจัดทัวร์ ทั้งที่พาลูกทัวร์ไปเที่ยวในจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทย และในประเทศใกล้ ๆ แถบอุษาคเนย์

แม่ของผมชวนเพื่อน ๆ สมัยมัธยมหลายคนมาร่วมจัดทัวร์และร่วมท่องเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าว

ครั้งหนึ่ง ผมเดินทางไปทัวร์ต่างจังหวัดกับแม่ มีเพื่อนแม่คนหนึ่งเดินทางไปเที่ยวด้วย เธอเป็นผู้หญิงร่างอ้วนท้วนหน้าตาใจดี และผมเรียกเธอว่าอา เพราะแม่ของผมต้องวุ่นอยู่กับการดูแลลูกทัวร์และพูดคุยกับวิทยากรนำเที่ยวบนรถบัส แม่จึงฝากให้ผมไปนั่งอยู่กับคุณอาผู้หญิงคนนี้

เมื่อนั่งรถไปเรื่อย ๆ แอร์ก็เริ่มเย็นมากขึ้น แล้วผมซึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ก็เริ่มมีอาการคัดจมูก คุณอาเพื่อนแม่จึงแนะนำให้ผมใส่เสื้อคลุม ผมพยายามจะสวมใส่เสื้อคลุมด้วยตัวเอง แต่การนั่งบนเก้าอี้ในรถบัสซึ่งมีคนอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ นั้น ก็ส่งผลให้ผมต้องประสบกับปัญหาในการพยายามสอดใส่แขนของตนเองเข้าไปในแขนของเสื้อคลุม สุดท้าย คุณอาจึงต้องเข้ามาช่วยสวมเสื้อคลุมให้แก่ผม

หลังการท่องเที่ยวครั้งนั้น ผมมีโอกาสได้เจอกับคุณอาและครอบครัวของเธออีก 3-4 ครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งคุณอาพาลูกชายทั้งสองคนของเธอมาเที่ยวที่บ้านของผม ลูกชายคนเล็กของคุณอา เป็นเด็กผู้ชายผิวขาวอ้วนท้วนและตัวพอ ๆ กับผม เขาอายุมากกว่าผมประมาณหนึ่งปี แต่กลับเรียนสูงกว่าผมหลายชั้น ลูกชายของคุณอาเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนนานาชาติทั้งในและนอกประเทศ ตามชีวิตการทำงานของพ่อของพวกเขา

สามีของคุณอาเป็นข้าราชการประจำกระทรวงแห่งหนึ่ง ในสายตาของพ่อและแม่ผม เขามีภาพลักษณ์เป็นข้าราชการตงฉิน แต่ขณะเดียวกันหน้าที่การงานของเขากลับไม่ค่อยเจริญก้าวหน้าสักเท่าใดนัก

พ่อและแม่ของผมเคยตั้งข้อสังเกตว่าชีวิตการรับราชการของสามีคุณอาก็คล้ายคลึงกันกับคุณลุงอีกท่านหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับครอบครัวของเรา

อย่างไรก็ตาม เมื่อผมโตขึ้นผมกลับไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตดังกล่าว ประการแรก สามีของคุณอาเกิดในตระกูลผู้ดีเก่า และมีโอกาสได้เล่าเรียนในระดับสูงจนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากประเทศฝรั่งเศส ขณะที่คุณลุงเกิดในตระกูลสามัญชน (แม้ในเวลาต่อมาพี่ชายคนหนึ่งของแกจะกลายเป็นนายพลทหารระดับสูงก็ตาม) และจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ประการที่สอง ชีวิตราชการของทั้งสามีคุณอาและคุณลุงอาจดูราบเรียบไม่ฟู่ฟ่ารุ่งเรืองเหมือนกัน แต่สามีคุณอาก็ประกอบอาชีพรับราชการเพียงอย่างเดียว ขณะที่คุณลุงประกอบอาชีพอื่นด้วย และแกก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในอาชีพดังกล่าว ไม่ใช่ความสำเร็จทางด้านเงินทอง แต่เป็นความสำเร็จอันเกิดจากผลงานอมตะที่แกสร้างสรรค์ขึ้นมา ประการที่สาม ผมเข้าใจว่า สามีของคุณอาน่าจะมีความคิดทางการเมืองที่สอดคล้องกับกลุ่มผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศในยุคปัจจุบัน (ในช่วง 50-60 ปีที่ผ่านมา) แต่กับคุณลุง ผมคิดว่าไม่น่าจะใช่ อย่างน้อยผลงานอมตะที่แกสร้างสรรค์ขึ้นก็น่าจะเป็นประจักษ์พยานที่ช่วยยืนยันสมมุติฐานของผมได้เป็นอย่างดี ประการสุดท้าย ดูเหมือนสามีของคุณอาและครอบครัวของเขาจะไม่เคยประสบกับชะตากรรมทางการเมืองอันพลิกผันรุนแรงแสนสาหัส ผิดกับคุณลุง ที่บิดาของภรรยาของแก ได้รับโทษประหารชีวิตอย่างไร้ความเป็นธรรมโดยสิ้นเชิง และมลทินดังกล่าวยังไม่เคยถูกชำระล้างให้มลายหายไป

ต่อมา ชีวิตรับราชการของสามีคุณอาเริ่มจะมีความรุ่งเรือง แต่แล้วคุณอาก็เริ่มป่วย และมีอาการหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมพาแม่ไปหาหมอและเจอกับคุณอาที่โรงพยาบาลพอดี ผมถึงกับตกใจเมื่อได้เห็นร่างกายที่ซูบผอมของคุณอา อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับคุณอารูปร่างอ้วนท้วนหน้าตาใจดี ที่ผมเคยพบเมื่อตอนยังเป็นเด็ก

แล้วสามีของคุณอาก็ได้รับตำแหน่งที่เขาปรารถนา แต่แห่งที่ที่เขาต้องไปทำงานกลับไม่ใช่สถานที่ที่เขาใฝ่ฝันถึงสักเท่าใดนัก พร้อม ๆ กับการรับตำแหน่งดังกล่าว คุณอาก็เสียชีวิตลงอย่างสงบ

หลังงานศพของคุณอา สามีของเธอได้เดินทางมาทานข้าวกับครอบครัวของผม มีอยู่ช่วงหนึ่งของการพูดคุยบนโต๊ะอาหาร ที่ผมกล่าวว่า หนังจากสถานที่ที่เขาทำงานอยู่นั้นมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ทว่าสามีของคุณอาก็ยอมรับโดยตรงว่าเขาไม่เคยได้ดูหนังที่สร้างขึ้นโดยผู้คนของสถานที่ดังกล่าวเลย

ดูเหมือนสามีคุณอาอยากจะย้ายไปทำงานในแห่งที่ใหม่ ๆ ที่ศิวิไลซ์กว่าเดิม (ในโลกทัศน์และชีวทัศน์ของเขา) มีอยู่วันหนึ่ง ผมเห็นใบประวัติการศึกษาและการทำงานของเขาวางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งของแม่ เข้าใจว่าเขาคงส่งมันมาให้แม่ เพื่อให้แม่ส่งต่อไปให้พ่อ เขาคงคาดหวังว่าพ่อของผมคงจะช่วยเหลือเขาได้สำเร็จ

สามีของคุณอายังไม่ได้โยกย้ายสถานที่ทำงานแบบทันทีทันใด จนอีกระยะใหญ่ ๆ ต่อมา เขาจึงได้โยกย้ายไปยังสถานที่ที่น่าจะดีกว่าเดิม (แต่ก็ไม่มากนัก) หลังจากได้โยกย้ายไปสถานที่ทำงานแห่งใหม่ สามีคุณอาก็ไม่ได้ติดต่อกลับมายังครอบครัวของผมเลย พ่อผมรู้สึกโกรธ ที่ตัวเองอุตส่าห์ช่วยเหลือเขาไป แต่เขากลับไม่ขอบคุณกลับมาสักคำ ขณะที่แม่ของผมก็ท้วงว่า บางทีในช่วงระยะเวลาใหญ่ ๆ ดังกล่าว เขาอาจไปวิ่งกับคนอื่นอีกก็เป็นได้ และเขาคงเชื่อว่าการได้ย้ายสถานที่ทำงานครั้งนั้น เป็นผลมาจากการช่วยเหลือของคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อผม

พอทำงานในสถานที่ใหม่ได้ราวสองปี สามีของคุณอาก็เกษียณอายุราชการ ผมไม่ทราบว่าตอนเกษียณอายุใหม่ ๆ เขาวาดหวังไว้ว่าจะทำอะไรต่อไปบ้าง อย่างไรก็ตาม หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ข้าราชการที่แลดูตงฉิน เรียบร้อย จ๋อย และไร้พรรคพวกในสายตาของพ่อและแม่ผมอย่างเขา กลับได้รับหน้าที่สำคัญ ๆ มากมายจากการแต่งตั้งของคมช. ซึ่งบางเสียงก็บอกว่าเป็นเพราะเขาเป็นเพื่อนร่วมรุ่นในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรกับบิ๊กคมช.บางคน

สามีของคุณอาเป็นหนึ่งในคนที่เขียนรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 นอกจากนั้น เขายังเป็นหนึ่งในคณะบุคคลที่ทำการพิพากษาตัดสินยุบทำลายพรรคการเมืองและพยายามจะชะล้างเผ่าพันธุ์ของนักการเมืองหลายร้อยคนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ผ่านการรำลึกถึงคุณอาเพื่อนของแม่ ผมไม่เห็นด้วยกับการกระทำเหล่านั้นของสามีคุณอาอย่างสิ้นเชิง

edit @ 10 Dec 2008 21:05:25 by คนมองหนัง

อ่ำเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันกับผม สมัยเราเรียนปริญญาตรีที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์

ผมรู้จักกับอ่ำตั้งแต่ตอนปี 1 เพราะเราต้องทำรายงานวิชา TU 130 (วิชาสหวิทยาการทางวิทยาศาสตร์อะไรทำนองนั้น) ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่มก็มักจะเรียกชื่อจริงของอ่ำผิดอยู่เสมอ เนื่องจากแกต้องอ่านชื่อจริงดังกล่าวจากบัญชีรายชื่อนักศึกษาที่ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ

ผมกับอ่ำถือเป็นนักเรียนในเครือจตุรมิตรเหมือนกัน เพราะผมมาจากสวนกุหลาบ ส่วนอ่ำมาจากอัสสัมชัญ แต่จริง ๆ แล้ว อ่ำถือเป็นรุ่นพี่ของผมหนึ่งปี เนื่องจากก่อนหน้าที่เขาจะมาเรียนที่ธรรมศาสตร์ เขาเคยเรียนที่มหาวิทยาลัยเกริกมาก่อนแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

แม้จะมาจากอัสสัมชัญเช่นเดียวกันกับอาจารย์ภาควิชาการเมืองการปกครองของคณะที่เชี่ยวชาญวิชาปรัชญาการเมืองหรือทฤษฎีการเมือง/สังคมศาสตร์ร่วมสมัยอย่าง ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ หรือ ธเนศ วงศ์ยานนาวา แต่อ่ำก็ไม่ได้สนใจเรื่องราวทางวิชาการเหล่านั้นมากนัก อ่ำเป็นนักศึกษาของภาควิชาบริหารรัฐกิจ และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เขาเป็นนักฟุตบอลระดับประเทศ

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย อ่ำเป็นผู้รักษาประตูในสังกัดสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเดียวกันกับหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง น่าสังเกตว่าอ่ำมักจะไม่ได้เป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งในการเล่นให้กับทีมสโมสรหรือทีมมหาวิทยาลัย ในทีมสโมสรเขาเป็นผู้รักษาประตูมือสามรองจากผู้รักษาประตูทีมชาติชุดใหญ่ทั้งสองคนอย่าง กิตติศักดิ์ ระวังป่า และ วิรัช วังจันทร์ ส่วนในทีมมหาวิทยาลัยเขาก็เป็นผู้รักษาประตูมือสอง โดยมีมือหนึ่งเป็นผู้เล่นรุ่นราวคราวเดียวกันจากทีมธนาคารแห่งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม อ่ำติดทีมชาติชุดซีเกมส์ (อายุต่ำกว่า 23 ปี) และสามารถคว้าเหรียญทองจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่มาเลเซียมาได้สำเร็จ โดยอ่ำก็เป็นผู้รักษาประตูตัวจริงของทีมชาติชุดนั้น ขณะที่ผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลับเป็นผู้รักษาประตูมือสองของทีมชาติชุดดังกล่าว

อ่ำเอาเหรียญทองซีเกมส์มาโชว์ให้เพื่อน ๆ ดูที่มหาวิทยาลัย เพื่อนบางคนบอกว่า "เดี๋ยวมึงก็จะได้ไปออกรายการทไวไลท์ โชว์แล้วล่ะสิ" ก่อนที่เพื่อนอีกคนหนึ่งจะแซวว่า "ตอนซีเกมส์ไม่เห็นมึงได้โชว์ซูเปอร์เซฟอะไรเลย อย่างมึงต้องไปออกช่วงไลฟ์ โชว์ แทนพวกตลกคาเฟ่นั่นแหละถึงจะดี" 555

อย่างไรก็ตาม สโมสรที่อ่ำสังกัดอยู่ก็มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ อ่ำได้รับค่าจ้างไม่ครบถ้วน นาน ๆ ครั้งเขาถึงจะได้รับเงินเดือนสักที แต่สัญญาว่าจ้างนักเตะของสโมสรแห่งนี้ก็มีความแปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง เนื่องจากชอบสะสมนักเตะพลังหนุ่มในระดับวัยรุ่น สโมสรจึงระบุในสัญญาว่านักเตะในสังกัดจะต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรีก่อนจึงจะสามารถย้ายทีมได้ (และปัญหาความขัดแย้งระหว่างสโมสรแห่งนี้กับนักเตะที่ต้องการจะย้ายทีมแต่เรียนไม่จบปริญญาตรีก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ดังกรณีของเศกสรรค์ ปิตุรัตน์ กับ ธนัญชัย บริบาล อดีตนักเตะทีมชาติไทย ที่ตัดสินใจละเมิดสัญญากับสโมสรดังกล่าว ทว่าก็ไม่สามารถย้ายไปเล่นกับทีมอื่นได้ พวกเขาจึงกลายเป็นกำลังหลักของทีมชาติไทยยุคปีเตอร์ วิธ โดยที่ไม่ได้ลงเล่นฟุตบอลในระดับสโมสรแต่อย่างใด)

อ่ำจึงไม่ละทิ้งการเรียนและพยายามจัดการชีวิตนักศึกษาให้มีความสมดุลกับชีวิตนักฟุตบอลมากที่สุด สุดท้ายเขาก็สามารถจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีได้ภายในกำหนดเวลา 4 ปี (น่าแปลกใจที่นักฟุตบอลในระดับชาติซึ่งเข้ามาเรียน ณ คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ผ่านโครงการช้างเผือก มักจะเรียนไม่จบ หรือไม่ก็ใช้เวลาเกิน 4 ปี จึงจะสามารถเรียนจบได้ มีเพียงนักฟุตบอลในตำแหน่งผู้รักษาประตูเท่านั้นที่มักจะเรียนจบได้ในเวลา 4 ปี โดยก่อนหน้าอ่ำก็มีวิรัช วังจันทร์ อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติไทยที่สามารถเรียนจบจากคณะนี้ได้ภายในกำหนดเวลา 4 ปีเช่นกัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าทั้งวิรัชและอ่ำต่างประสบปัญหาเดียวกันในระดับสโมสรด้วย เนื่องจากทั้งคู่สังกัดสโมสรแห่งเดียวกันดังที่เคยบอกไปแล้ว)

พอจบปริญญาตรี อ่ำก็ย้ายไปสังกัดทีมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งมีทั้งทีมฟุตบอลให้เขาเล่นและมีงานให้เขาทำ โดยก่อนหน้านั้นวิรัช วังจันทร์ก็ย้ายจากสโมสรเดิมมายังการไฟฟ้าฯเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนต่อมาวิรัชจะหมดไฟในการเล่นฟุตบอล ขณะที่อ่ำยังคงมีไฟในการเล่นกีฬาชนิดดังกล่าวอยู่ (วิรัชเป็นผู้รักษาประตูรุ่นพี่ของอ่ำทั้งในทีมสโมสรหมู่บ้านจัดสรร, ทีมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, และทีมการไฟฟ้าฯ ขณะเดียวกัน วิรัชก็เป็นรุ่นพี่ของผมทั้งที่สวนกุหลาบและรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์)

หลังเรียนจบ ผมแทบไม่ได้ติดต่อกับอ่ำเลย เราเจอกันแค่ครั้งสองครั้งในงานเลี้ยงศิษย์เก่าที่เรียกว่า "งานสิงห์คืนถ้ำ" (ไม่รู้ว่าจะเป็น "ถ้ำ" ตามแนวคิดของเพลโตรึเปล่า?) นอกจากนั้น ผมก็ติดตามข่าวคราวของเขาอยู่บ้างตามข่าวกีฬาทางโทรทัศน์และหน้าหนังสือพิมพ์

ประมาณปีที่แล้ว ผมเห็นข่าวว่าอ่ำเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมฟุตบอลมหาวิทยาลัยไทยชุดที่ได้อันดับที่ 3 ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลกที่ประเทศไทย แต่น่าเสียดายที่อ่ำไม่ได้ลงเล่นในรอบรองชนะเลิศและนัดชิงอันดับที่ 3 เนื่องจากเขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ได้รับใบแดงในการแข่งขันรอบแปดทีมสุดท้ายระหว่างไทยกับเม็กซิโก ซึ่งทั้งสองทีมมีเรื่องวิวาทชกต่อยกันในสนาม (แต่ผมขอสารภาพด้วยความแปลกใจและความงุนงงสงสัยว่า อ่ำมันจบมหาวิทยาลัยไปตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมมันยังมาแข่งกีฬามหาวิทยาลัยโลกได้อีกวะ? 555)

ล่าสุดเมื่อวานนี้ ผมได้ดูข่าวกีฬาซึ่งแพร่ภาพการฉลองชัยของทีมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่สามารถคว้าแชมป์ของการแข่งขันฟุตบอล ไทยแลนด์ พรีเมียร์ลีก มาครองได้เป็นครั้งแรกของสโมสร ผมเห็นภาพอ่ำร่วมฉลองชัยกับเพื่อนร่วมทีมของเขาทั้งในโทรทัศน์และในหน้าหนังสือพิมพ์ นอกจากนี้ ยังมีข่าวที่ชัยยง ขำเปี่ยม อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติไทยชุดอันดับที่ 4 เอเชี่ยนเกมส์สองสมัย ซึ่งปัจจุบันเป็นโค้ชผู้รักษาประตูของทีมชาติไทยชุดใหญ่ที่มีปีเตอร์ รีด เป็นผู้จัดการทีม ได้เปิดเผยว่า อ่ำคือหนึ่งในผู้รักษาประตูสี่คนที่เขาจะเรียกเข้าสู่ทีมชาติไทยชุดใหญ่ต่อไป ในฐานะผู้รักษาประตูของทีมแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศและเป็นผู้รักษาประตูที่เสียประตูน้อยที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลลีกดังกล่าว

เมื่อเห็นเพื่อนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ผมก็ขอแสดงความดีใจกับอ่ำผ่านข้อเขียนในบล็อกนี้ก็แล้วกัน

 

ปล.

หนึ่ง ปัจจุบันสโมสรหมู่บ้านจัดสรรซึ่งเป็นสังกัดแรกของอ่ำ ได้ควบรวมเข้ากับสโมสรฟุตบอลของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังและมีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไปเรียบร้อยแล้ว โดยในการแข่งขันฟุตบอลไทยลีกฤดูกาลที่ผ่านมา สโมสรดังกล่าวก็ทำอันดับอยู่ในช่วงกลาง ๆ ของตาราง  

สอง ในภาพการฉลองชัยของทีมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผมเห็นอ่ำและเพื่อน ๆ ของเขาร่วมกันใส่เสื้อยืดสีม่วง ซึ่งเข้าใจว่าคงเป็นสีประจำทีมของสโมสรฟุตบอลแห่งนี้ ผมคิดว่าอย่างน้อยภาพดังกล่าวก็ยังสวยงามกว่าภาพของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคบางคนที่สวมเสื้อเหลืองขึ้นเวทีพันธมิตรฯและขู่ว่าจะตัดไฟเพื่อประท้วงรัฐบาลซึ่งเขารังเกียจ และหากอ่ำจะกลายเป็นผู้เล่นตัวจริงของทีมชาติไทยชุดใหญ่ในอนาคต เขาก็คงจะไม่ได้มีโอกาสสวมใส่เสื้อแข่งขันสีเหลือง อันเป็นเสือทีมเหย้าแบบใหม่ของทีมชาติไทย ลงแข่งขันอยู่ดี เนื่องจากเขาต้องลงเล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูนั่นเอง 55 



คนมองหนัง
View full profile