ผมเพิ่งได้ดูดีวีดีหนังเรื่อง "เทวดาตกมันส์" จากคำแนะนำโดยอ้อมที่ผ่านมาทางเพื่อนคนหนึ่งว่า หนังเรื่องนี้นำเสนอภาพการปะทะกันระหว่าง "พระ" กับ "ผี" ได้อย่างน่าสนใจและน่าสนุกมาก
เมื่อได้ดูแล้วก็พบว่าหนังนำเสนอประเด็นดังกล่าวได้อย่างน่าสนใจและน่าขบคิดจริง ๆ อีกทั้งภาพรวมของหนังก็ไม่ได้เละเทะอย่างที่นึกไว้ตั้งแต่ต้น แม้มันจะไม่ได้สมบูรณ์แบบมากนักก็ตาม (ไว้ผมจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้ยาว ๆ อีกครั้งหนึ่ง)
แต่ที่น่าตื่นเต้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ พอหนังจบลง (ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 72 นาที) ผมก็พบเห็นชื่อของเพื่อนเก่าคนหนึ่งปรากฏขึ้นตรงเอ็นด์ เครดิต ในฐานะที่เป็นหนึ่งในทีมงานสร้างของหนังเรื่องนี้ เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนเก่าสมัยอนุบาลและประถมศึกษาของผม หลังจากเรียนจบป.6 เราก็ไม่ได้พบกันอีกเลย อย่างไรก็ตาม เรื่องราวหลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้กลับติดค้างอยู่ในความทรงจำของผมอย่างน่าแปลกใจ
ผมกับเพื่อนคนนี้ (เธอเป็นผู้หญิง) เรียนชั้นเดียวกันตั้งแต่ตอนอนุบาล 1 เธอเป็นเด็กผอม ๆ แกร็น ๆ ตัวเล็ก ๆ ช่วงนั้นช่อง 3 กำลังแพร่ภาพละครจักร ๆ วงศ์ ๆ/ละครพื้นบ้านเรื่อง "ชะนี?" (ที่นางเอกของเรื่องถูกสาปให้เป็นชะนี) ในทุก ๆ ช่วงเย็นของวันธรรมดาหลังเลิกเรียนพอดี ผมจึงอินกับละครเรื่องดังกล่าวมากและเริ่มรู้สึกว่าเพื่อนคนนี้หน้าตาและรูปร่างเหมือนนางชะนีในละคร
เมื่อคิดอย่างนั้นมาก ๆ เข้า ผมก็เริ่มรู้สึกเกลียดและกลัวเพื่อนคนนี้ขึ้นมา (เนื่องจากภาพของนางชะนีในละครมันดูน่าเกลียดน่ากลัวสำหรับผมมาก ๆ เมื่อตอนเป็นเด็ก) แล้ววันหนึ่ง อยู่ดี ๆ ผมก็ตัดสินใจเดินเข้าไปผลักเพื่อนผู้หญิงคนนี้ให้ตกลงจากบันไดสองสามชั้นบริเวณอาคารเรียน (อาคารเรียนตอนอนุบาลของผมดัดแปลงมาจากพวกอาคารตำหนักเจ้าจอมในพระบรมมหาราชวัง อาคารจึงเป็นตึกที่ไม่ได้ยกพื้นสูงมากนักและมีบันไดปูนแค่สองสามชั้นตรงทางขึ้นอาคาร) ส่งผลให้เธอร้องไห้หนักมาก ๆ (แต่โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนัก) และมีบรรดาเพื่อนผู้หญิงเข้ามาปลอบประโลมเธอ ส่วนผมก็ถูกครูประจำชั้นลงโทษไปตามระเบียบ
ครั้นเติบโตขึ้นมาในระดับประถมฯ ผมกับเพื่อนคนนี้ก็ค่อย ๆ ห่างเหินกันไป (แต่ผมไม่ได้คิดเกลียดชังเธออีกแล้ว หลังจากละครพื้นบ้านที่มีนางเอกถูกสาปให้กลายเป็นนางชะนีได้อวสานลง) และเราก็ไม่ได้อยู่ห้องเรียนเดียวกันเสมอไปในทุกระดับชั้น ผมพอจะรับทราบเรื่องราวของเพื่อนคนนี้แค่ว่า เธอเป็นเด็กที่เรียนค่อนข้างอ่อน/ไม่ตั้งใจเรียนมากนัก หรือ บางครั้งก็ไม่ค่อยมาโรงเรียน ขณะเดียวกัน เธอก็จะใช้นามสกุลอยู่สองนามสกุลอย่างสลับสับเปลี่ยนกันไปมาอยู่ตลอด โดยที่เพื่อน ๆ รวมถึงครูบางคนก็อาจไม่ได้รับทราบถึงสาเหตุของการสลับสับเปลี่ยนนามสกุลดังกล่าวมากนัก
เท่าที่ผมและเพื่อน ๆ คนอื่นพอจะทราบ ณ ช่วงเวลานั้นก็คือ ดูเหมือนเพื่อนคนนี้เธอจะมีแม่อยู่สองคน เพราะเรามักจะเห็น "แม่" ที่มารับเธอที่โรงเรียนเป็นผู้หญิงซึ่งมีบุคลิกแบบชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป แต่เวลาครูบางคนพูดถึง "แม่" ของเพื่อนคนนี้ มักจะพูดในทำนองว่าแม่ของเธอเป็นข้าราชการระดับค่อนข้างสูงประจำกรมประชาสัมพันธ์
ต่อมาตอนเรียน ป.5 แม่ของผมพาผมไปเที่ยวประเทศอิตาลีและสเปน ผ่านการจัดทัวร์ของคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ซึ่งมีวิทยากรนำเที่ยวคือ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ คณบดีของคณะศิลปศาสตร์ในขณะนั้น และ อ.ทรงยศ แววหงษ์ อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ ศิลปากร ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวถูกขอตัวมาช่วยราชการที่ธรรมศาสตร์
(หลาย ๆ คนและหลาย ๆ เรื่องราวในคณะทัวร์ดังกล่าวได้มีความสัมพันธ์กับชีวิตของผมมาอย่างต่อเนื่องยาวนานภายหลังจากนั้น นับตั้งแต่แรงบันดาลใจทางด้านวิชาการและภาพยนตร์ที่ผมได้รับจาก อ.ชาญวิทย์ และ อ.ทรงยศมาจนถึงปัจจุบัน (แม้จะไม่ได้พบปะพูดคุยกับพวกแกมากนัก), การได้รู้จักกับคุณลุงท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นนักรัฐศาสตร์คนสำคัญของประเทศในช่วงทศวรรษ 2520 แกเป็นที่เคารพนับถือของ "ครู" บางคนของผม นอกจากนี้ แกยังเป็นพลังสำคัญที่สามารถผลักดันให้ "เจ้าพ่อโพสต์โมเดิร์นของเมืองไทย" ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผมได้พูดคุยกับคุณป้าคนหนึ่งซึ่งกลายมาเป็นครูของผมสมัยเรียนมัธยมฯที่สวนกุหลาบ, ผมได้พบคุณอาสามีภรรยาคู่หนึ่ง ซึ่งในอีกเกือบสองทศวรรษต่อมา ผมมีโอกาสได้ทำกิจกรรมอดิเรกบางอย่างในพื้นที่เดียวกันกับลูกสาวผู้แสนน่ารักของพวกเขา, หรือมีเรื่องราวหนึ่งที่ผมจดจำจนติดใจ ได้แก่ เรื่องเล่าของคุณลุงคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้พิพากษาเก่า กล่าวคือ มีอยู่วันหนึ่งขณะนั่งทานอาหารกลางวันหลังจากการท่องเที่ยวในช่วงเช้า แกก็พูดขึ้นมาว่า "ถ้าใครมีลูกมีหลาน อย่าให้ไปเรียนโรงเรียนช่างกลนะ เพราะเด็กของโรงเรียนพวกนี้มันเลว เป็นโจร ชอบตีกัน แล้วสร้างความเดือนร้อนให้คนอื่น" และแกก็เกลียดพวกเด็กช่างกลมาก กระทั่งครั้งหนึ่งแกได้ส่ง "นักสืบ" (เข้าใจว่าคงเป็นนักสืบเอกชน?) ที่ทำงานให้แกไปดักซุ่มอยู่ตรงบริเวณที่เด็กช่างกลตีกัน และสั่งการให้นักสืบคนดังกล่าวจัดการยิงปืนไปที่ลูกตาตุ่มของเด็กช่างกลบางคนเหล่านั้น ก่อนที่แกจะพูดสรุปในตอนท้ายว่า "ตอนนี้ มันก็คงไปพิการอยู่ในคุกนั่นแหละ")
ในคณะทัวร์ดังกล่าว ผมมีโอกาสได้เจอกับพ่อและแม่บุญธรรมของเพื่อนคนนี้ ผมจึงได้ทราบว่า "แม่" ของเธอที่ครูที่โรงเรียนมักกล่าวถึงว่าเป็นข้าราชการระดับสูงก็คือ "แม่บุญธรรม" นั่นเอง (ขณะที่ "พ่อบุญธรรม" ของเธอก็เป็นหนึ่งในทีมงานยุคบุกเบิกของโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม โดยในช่วงเวลานั้น แกก็มีอายุกว่าหกสิบปีแล้ว)
เมื่อพ่อแม่บุญธรรมของเพื่อนคนนี้ทราบว่าผมอยู่โรงเรียนเดียวกันกับลูกบุญธรรมของพวกแก พวกแกก็เล่าเรื่องราวชีวิตของเธอให้ผมและแม่ได้รับฟัง
นอกจากพวกแกทั้งคู่จะเป็นพ่อแม่บุญธรรมให้กับเพื่อนของผมแล้ว ก่อนหน้านั้น พวกแกก็เคยเป็นพ่อแม่บุญธรรมของแม่แท้ ๆ ของเพื่อนผมมาก่อน โดยแม่แท้ ๆ ของเพื่อนผมเป็นเด็กกำพร้าฐานะยากจนที่พวกแกรับมาเลี้ยงดูเหมือนลูกในไส้และวาดหวังจะให้มีอนาคตที่ดี
แต่ต่อมา แม่แท้ ๆ ของเพื่อนผมก็ไปตั้งท้องกับเด็กหนุ่มแถวบ้าน "ที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า" หรือ "อยู่ในระดับล่าง" ตามความคิดของพ่อแม่บุญธรรม ตั้งแต่อายุสิบกว่าปี และก็ให้กำเนิดเพื่อนคนนี้ของผมออกมา ซึ่งสร้างความผิดหวังให้แก่พ่อแม่บุญธรรมเป็นอย่างมาก โดยคุณลุงที่เป็นพ่อบุญธรรมได้แสดงความเห็นทำนองว่า "พอเกิดกรณีนี้ เราก็เลยเห็นว่า "สายเลือด" นี่มันแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้จริง ๆ คือเค้าเกิดมาในระดับนั้น สุดท้ายก็ไปมีอะไรกับคนระดับเดียวกัน ถึงแม้เราจะเลี้ยงดูเค้าดียังไงก็ตาม ตอนนี้ ผมก็เลยเชื่อเรื่อง "สายเลือด" เลย จากที่แต่ก่อนไม่เคยเชื่อ"
หลังจากนั้น เพื่อนคนนี้ของผมก็เติบโตขึ้นมาด้วยการเลี้ยงดูที่ถูกสลับสับเปลี่ยนมือกันไปมาระหว่างมือของพ่อแม่บุญธรรม (ที่ต้องการเลี้ยงดูเธอไม่ให้มีชีวิตที่ผิดพลาดเหมือนกับแม่แท้ ๆ ซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของพวกแกเช่นกัน) กับมือของแม่แท้ ๆ (ส่วนพ่อแท้ ๆ ก็หนีจากเธอไปตั้งแต่เธอเกิด) จากคำบอกเล่าของฝ่ายพ่อแม่บุญธรรม ดูเหมือนว่า ถ้าเมื่อใดแม่แท้ ๆ ของเพื่อนผมหาเงินได้มากพอที่จะเลี้ยงดูลูกของตนเองได้ ก็จะมารับเธอไปอยู่ด้วย แต่เมื่อใดที่ไม่มีเงินมากพอ เธอก็จะกลับมาอยู่ในการเลี้ยงดูของพ่อแม่บุญธรรม และนี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้นามสกุลของเพื่อนคนนี้ต้องถูกสลับสับเปลี่ยนไปมาอยู่บ่อยครั้ง
หลังกลับมาจากการท่องเที่ยวที่อิตาลีและสเปนครั้งนั้น เพื่อนคนนี้ของผมยังอยู่ในความดูแลของพ่อแม่บุญธรรมอยู่ โดยเธอก็เข้ามาสอบถามผมตอนเปิดภาคการศึกษาแรกของป.6 ว่า ผมไปเที่ยวกับพ่อแม่ของเธอมาใช่ไหม? อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของภาคการศึกษาที่สองของป.6 ก็ดูเหมือนว่าเธอจะกลับไปอยู่ในความดูแลของแม่แท้ ๆ อีกครั้ง ดังจะเห็นได้จากงานเลี้ยงอำลาอาลัยหลังจากจบการศึกษา ที่เธอเดินทางมาร่วมงานพร้อมกับแม่แท้ ๆ ของเธอ
อาจจะด้วย "อคติทางชนชั้น" ที่ถูกบ่มเพาะปลูกฝังในจิตใจมาอย่างยาวนานโดยไม่รู้ตัว ผมจึงมองเพื่อนคนนี้และแม่แท้ ๆ ของเธอในงานเลี้ยงอำลาอาลัยด้วยทัศนคติที่ไม่ค่อยดีนัก (นับตั้งแต่เรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวที่ดู "ไม่ดี" ไปจนกระทั่งถึงกริยาท่าทางบางอย่าง) และก็คิดเกินเลยไปในทางร้ายว่า ชีวิตในอนาคตของเธอจะเป็นอย่างไร หากหลังจากจบการศึกษาในระดับป.6 แล้ว เธอจะต้องตกไปอยู่ในความดูแลของแม่แท้ ๆ อย่างค่อนข้างถาวร
ดูเหมือนว่าผมตอนเรียนจบป.6 จะไม่แตกต่างอะไรไปจากตัวเองตอนเรียนอนุบาล 1 มากนัก
หลังจากงานเลี้ยงอำลาอาลัยเมื่อเกือบ 15 ปีก่อน ผมก็ไม่ได้มีโอกาสพบเจอกับเพื่อนผู้หญิงคนนี้อีกเลย แต่อย่างน้อย การได้มาพบว่าเธอกลายมาเป็นหนึ่งในทีมงานสร้างของหนังไทยเรื่องหนึ่งที่นำเสนอประเด็นเรื่องความเชื่อของคนในสังคมได้อย่างน่าสนใจ ก็อาจบ่งชี้ให้เห็นว่า ชีวิตของเธอคงไม่ได้ประสบกับความเลวร้ายอะไรมากมายนัก อย่างที่ผมเคยคาดเดาคิดฝันเอาไว้เมื่อตอนเป็นเด็ก
edit @ 21 Jan 2009 04:22:45 by คนมองหนัง
edit @ 21 Jan 2009 04:31:18 by คนมองหนัง